อดีตผู้พิพากษา กางข้อกฎหมายปกครอง ผ่าวิกฤต กสทช. ปรับรายวัน 5 หมื่น/วัน

วันที่ 6 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง" ในหัวข้อ "ถอดรหัสวิกฤต กสทช. จากคำพิพากษาศาลฯ ถึง “ค่าปรับบังคับการ” 5 หมื่น/วัน กับบทบาทของฝ่ายปกครองที่ต้องจับตา"
กลายเป็นประเด็นร้อนทางกฎหมายและโครงสร้างอำนาจในหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศ เมื่อ คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ออกคำสั่งทางปกครอง “ด่วนที่สุด” บังคับให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ภายใน 7 วัน หากฝ่าฝืนเตรียมเจอมาตรการ “ค่าปรับบังคับการ” วันละ 50,000 บาท!
มีกำหนดการประชุมกรรมการ กสทช. ในองค์ประกอบ 6 คน นัดแรกในวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569
เรื่องราวทั้งหมดมีที่มาอย่างไร และทำไมกฎหมายปกครองถึงต้องนำมาตรการบังคับขั้นเด็ดขาดนี้มาใช้? สรุปครบจบในบทความนี้ครับ
1.จุดเริ่มต้น: คำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม
ชนวนเหตุเริ่มต้นจากการที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 (ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569) ชี้ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 นพ.สรณจึงฟ้องคณะกรรมการสรรหาต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง นพ.สรณอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงงสุด
ศาลปกครองสูงสุด (คำสั่งที่ 952/2569) มีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับฟ้องของ นพ.สรณไว้พิจารณา
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลาง ก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ยืนยันอีกเสียงว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
2. เหตุการณ์บานปลาย: ปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ค้างคา
แม้จะมีคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฯ ออกมาแล้ว แต่เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 กรรมการ กสทช. ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ว่า ประธาน กสทช. ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่
การปฏิบัติหน้าที่ต่อดังกล่าวก่อให้เกิดภาวะสุญญากาศและความขัดแย้ง ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาวาระการประชุมของ กสทช. ที่ค้างสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับผลประโยชน์สาธารณะและกิจการโทรคมนาคมของประเทศ
3. งัดไม้เด็ด! พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (มาตรา 63/21 & 63/22)
เมื่อคำสั่งทางปกครองประเภท "ให้กระทำหรือละเว้นกระทำ" ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม ฝ่ายปกครองจึงต้องงัดมาตรการบังคับทางปกครองมาใช้ทันที:
ขั้นคำเตือน (มาตรา 63/22): คณะกรรมการสรรหาฯ ทำหนังสือเตือนเป็นทางการ กำหนดเวลาให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ภายใน 7 วัน
ขั้นบังคับปรับ (มาตรา 63/21): หากพ้นกำหนด 7 วันแล้วยังคงฝ่าฝืน จะใช้มาตรการ "ค่าปรับบังคับการ" ในอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด คือ 50,000 บาทต่อวัน ชำระเรื่อยไปจนกว่าจะหยุดการฝ่าฝืน!
เกร็ดกฎหมาย: "ค่าปรับบังคับการ" (Coercive Fine) ไม่ใช่โทษทางอาญา และไม่ใช่การลงโทษเอาเงินเข้ากระเป๋าใคร แต่เป็น มาตรการทางปกครองที่ใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ เพื่อบังคับให้ผู้รับคำสั่งยอมปฏิบัติตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด ยิ่งดื้อแพ่ง ยิ่งเสียเงินรายวัน!
4.ผลกระทบต่อมติเดิม & ช่องทางโต้แย้งทางกฎหมาย
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วงานหรือมติที่ นพ.สรณเคยทำไปก่อนหน้านี้จะกลายเป็น "กะลาสีหลงทาง" หรือไม่?
งานเดิมยังคงมีผล: มาตรา 15 วรรคเจ็ด แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 บัญญัติว่า
“ในกรณีที่มีการฟ้องคดีเกี่ยวกับการสรรหากรรมการต่อศาลปกครอง การฟ้องคดีดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการสรรหาที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เว้นแต่ศาลปกครองจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในการนี้ หากศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ อันเป็นผลให้บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้รับการคัดเลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีเช่นว่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อกิจการที่บุคคลนั้นได้กระทำไว้แล้วก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าว”
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมและการสื่อสารของประเทศต้องหยุดชะงัก
สิทธิในการสู้คดี: หากผู้รับคำสั่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งบังคับทางปกครองฉบับนี้ ยังคงมีสิทธิโต้แย้งโดยยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ ภายใน 90 วัน
บทสรุป
กรณีศึกษานี้นับเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกฎหมายปกครองไทย ที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจและสภาพบังคับของ "คำสั่งทางปกครอง" ว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายปกครองมีกลไกทางกฎหมายในการบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครอง เพื่อไม่ให้ระบบราชการและประโยชน์สาธารณะต้องได้รับความเสียหาย!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
6/10/69
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

