ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

อุตสาหกรรมยานยนต์ในโลกกว้างกำลังมีการปรับตัวกันอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในประเทศยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งเยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และบราซิล เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไปด้วยได้กับการรักษาและอยู่ร่วมกันได้กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงการลดการผลิตยานยนต์สันดาป (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) ไปสู่ยานยนต์แบบลูกผสม (Hybrid) ระหว่างสันดาปกับไฟฟ้า และโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ซึ่งแม้ว่ากลุ่มบริษัทเทสล่า แห่งสหรัฐฯ จะเป็นผู้เปิดฉากจนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำโลกในเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า แต่ทว่าในระยะต่อมา ประเทศจีนกลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกในเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าแทน ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ยานยนต์ทั่วโลกต้องปรับตัว และปรับโครงสร้างกันอย่างกว้างขวาง โดยล่าสุดกลุ่ม Volkswagen ของเยอรมนีที่ผลิตยานยนต์ยี่ห้อ Audi และ Porsche ได้ประกาศปลดพนักงาน 50,000 อัตรา และจะถึง 100,000 อัตราภายในอีก 3-4 ปีข้างหน้า รวมทั้งการยุบโรงงานทั่วโลกลงด้วย โดยจะลดแบบหรือชนิดของยานยนต์ให้เหลือเพียง 4-5 แบบอีกด้วย
ยานยนต์ในอนาคตก็น่าจะไม่พ้นที่จะเหลือ 2 ประเภทหลัก นั่นคือ ยานยนต์แบบ Hybrid และยานยนต์แบบ EV โดยกลุ่มบริษัท Toyota ของญี่ปุ่น ก็ได้ตัดสินใจแล้วที่จะมุ่งผลิตยานยนต์ EV อย่างจริงจัง นอกเหนือจากการผลิตยานยนต์แบบไฮบริด และยานยนต์ขนาดกะทัดรัด เพื่อรองรับสตรีเพศ และผู้สูงอายุ และสภาพถนน ตรอกซอยเล็กๆ ของเมืองต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ต่างกับทางด้านสหรัฐฯ ที่ผู้คนก็ยังนิยมชมชอบยานยนต์แบบกระบะ (Truck) และ SUV และมีแนวโน้มว่าจะชื่นชมกับยานยนต์ประเภทไฮบริดมากกว่า EV เพราะไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่
สำหรับประเทศไทยเราที่เคยโด่งดังในเรื่องการประกอบรถกระบะขนาดน้ำหนัก 1 ตัน และเรื่องการผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ดังข้อมูลจากวิกิพีเดียที่ว่า ประเทศไทย เป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และติดอันดับ 10 ของโลก โดยกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
สถานการณ์ปัจจุบัน และจุดเด่น
● ดีทรอยต์แห่งเอเชีย : ไทยมีความพร้อมด้านห่วงโซ่อุปทาน มีผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลกและค่ายรถยนต์รายใหญ่ตั้งฐานการผลิตมายาวนาน
● Product Champion : ไทยยังเป็นฐานการผลิตรถกระบะ 1 ตันที่สำคัญของโลก
● การเปลี่ยนผ่านสู่ EV : นโยบายภาครัฐ (เช่น 30@30) ผลักดันให้เกิดการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (HEV, BEV, PHEV) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนหลายแห่งเริ่มสนใจที่จะตั้งโรงงานประกอบในประเทศเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้า NETA ก็ประกาศว่าจะตั้งโรงงานในไทย ก่อนจะล่มสลายไปก่อนที่จะได้ดำเนินการ
ความท้าทายสำคัญ
● การแข่งขันสูง : เผชิญแรงกดดันจากตลาดต่างประเทศและการแข่งขันจากเพื่อนบ้านในอาเซียน
● การปรับตัวของซัพพลายเชน : ผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม (Tier 1-3) ต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรองรับเทคโนโลยีชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่แตกต่างจากเครื่องยนต์สันดาป (ICE) แบบเดิม
มาบัดนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงและบริษัทยักษ์ใหญ่ยานยนต์ในไทยก็ต้องมีการปรับตัว ก็ขึ้นอยู่ว่า ฝ่ายเอกชนผู้ประกอบการต่างๆ ของไทยจะเจรจาหารือกับบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างใด เพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย โดยเฉพาะการยุติยานยนต์สันดาป ไปสู่ยานยนต์ไฮบริด และ EV โดยภาครัฐจะช่วยสนับสนุน จุนเจือ การปรับโครงสร้างได้อย่างไรและมากน้อยแค่ไหน
แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลไทยและเอกชนไทยที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องคำนึงถึงหลักการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดอีกด้วย โดยเฉพาะยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากพืชไร่พืชสวน (Ethanol) ซึ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงริเริ่มทดลอง ทดสอบ จนสามารถใช้การได้เป็นอย่างดี อีกทั้งประเทศบราซิลที่มีอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ ก็ได้พัฒนาจนเป็นประเทศขึ้นชื่อในเรื่องยานยนต์ Ethanol ไปเรียบร้อยแล้ว
ประเทศไทยเราก็อุดมสมบูรณ์ในเรื่องพืชต่างๆ จึงอยู่ในวิสัยที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับยานยนต์ Ethanol และในการนี้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้า วิจัย และพัฒนาเพิ่มเติมด้วยนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี และนักออกแบบของไทย ด้วยการร่วมมือทั้งจากฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชนที่เกี่ยวข้อง
กษิต ภิรมย์

