‘อนุทิน’ เรียนรู้อะไร : จาก ‘หาดใหญ่’ ถึง ‘กทม.’

กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ปลายปี 2568 กับน้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เดือนกันยายน 2569 มีภูมิศาสตร์และโครงสร้างการบริหารต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญประการหนึ่ง คือ “เมื่อกลไกปกติระดับพื้นที่เริ่มรับสถานการณ์ไม่ไหว รัฐบาลกลางจะรู้ได้เร็วเพียงใดว่า ถึงเวลาที่ต้องยกระดับการบัญชาการแล้ว”
ประเด็นนี้ ยิ่งสำคัญมากในรัฐบาลปัจจุบัน เพราะ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ดำรงตำแหน่งทั้ง “นายกรัฐมนตรี” และ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” จึงไม่ได้มีเพียง “ความรับผิดชอบทางการเมือง” ในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ยังอยู่บนยอดสุดของสายการบังคับบัญชาของ “ระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” ในฐานะรัฐมนตรีมหาดไทยด้วย
1) หาดใหญ่เคยให้บทเรียนเรื่องนี้มาแล้ว
หลังเหตุการณ์หาดใหญ่ นายอนุทินยอมรับด้วยตนเองว่ารัฐบาลมีข้อบกพร่อง และกล่าวในสาระสำคัญว่า เมื่อมีประชาชนเสียชีวิต สูญเสีย หรือไม่สามารถอยู่บ้านได้ ความรับผิดชอบย่อมมาถึงนายกรัฐมนตรี
ถ้อยแถลงนั้นมีความสำคัญ เพราะเท่ากับนายกรัฐมนตรีวางหลักการไว้เองว่า เมื่อระบบเดิมไม่สามารถปกป้องประชาชนได้ ผู้นำส่วนกลางต้องเข้ามารับผิดชอบทันที
ดังนั้น เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในปี 2569 คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า “นี่เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม. หรือรัฐบาล?” เพราะคำถามที่สำคัญกว่า คือ “รัฐบาลรู้เมื่อใดว่า ขีดความสามารถของกลไกระดับพื้นที่มีศักยภาพที่ไม่เพียงพอ จนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตกอยู่ในอันตรายแล้ว และหลังจากรู้แล้ว (ในกรณีที่รู้) รัฐบาลใช้เวลาอีกนานเท่าใดในการยกระดับการบัญชาการ?”
2) ภาวะผู้นำในวิกฤตไม่ใช่การแย่งอำนาจท้องถิ่น ต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน
กรุงเทพมหานครมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีสำนักการระบายน้ำ มีเครื่องสูบน้ำ คลอง อุโมงค์ระบายน้ำ เจ้าหน้าที่ และอำนาจตามกฎหมายของตนเอง ดังนั้น ในภาวะปกติ รัฐบาลกลางไม่ควรเข้าไปทำหน้าที่แทน กทม. ทุกเรื่อง แต่เมื่อภัยหรือวิกฤตที่มีขนาดเกินศักยภาพ หรือเริ่มกระทบข้ามเขตกทม.-นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ ตลอดจนระบบแม่น้ำเจ้าพระยา การระบายน้ำ การจราจร โรงพยาบาล ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ ปัญหานั้นไม่ใช่เพียง “การจัดการอุทกภัยภาคท้องถิ่น” (local flood management) อีกต่อไป มันกลายเป็น “ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบครอบคลุมพื้นที่หลายเขตอำนาจปกครอง” (multi-jurisdictional disaster) หรือต้องใช้หน่วยงานจากหลายภาคส่วนร่วมกันในการรับมือ ตรงนี้เองที่รัฐบาลกลางต้องเร่งเข้ามามีบทบาทสำคัญ
3) ที่สำคัญ คือ รัฐบาลไม่ได้อยู่ในสภาพ “ไม่มีอำนาจ”
โครงสร้างตาม “แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” วางลำดับการบัญชาการไว้ชัดเจน โดย “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” เป็น “ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ” และหากเป็น “สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง” นายกรัฐมนตรีสามารถเข้ามาบัญชาการได้
กรณีนี้จึงพิเศษมาก เพราะบุคคลเดียวกันดำรงตำแหน่งทั้งสองตำแหน่ง
นายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี → อยู่บนสุดของฝ่ายบริหาร, นายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีมหาดไทย →เป็นผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
แห่งชาติ
ดังนั้น ข้อถกเถียงเรื่อง “ภาวะผู้นำ” จึงไม่ควรติดอยู่กับคำถามว่า “มีอำนาจหรือไม่?” แต่ควรถามว่า “อำนาจที่มี ถูกยกระดับมาใช้ได้เร็วเพียงใด?”
4) และคำพูดของนายกรัฐมนตรีเองก็ยืนยันหลักคิดนี้
วันที่ 26 กันยายน 2569 ขณะอยู่กรุงลอนดอน นายอนุทินประชุมทางไกลติดตามน้ำท่วม และกล่าวอย่างน่าสนใจว่า
“ห้ามมีคำว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของท่านผู้ว่าฯ ต้องเป็นเรื่องของทุกคน”
พร้อมสั่งให้หน่วยงานด้านอากาศ น้ำ สาธารณภัย ชลประทาน คมนาคม ความมั่นคง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดโดยรอบทำงานเป็นระบบเดียวกัน
ในทางหลักการ นี่คือแนวคิดที่ถูกต้องสำหรับการบริหารภัยพิบัติขนาดใหญ่ เพราะน้ำไม่รู้จักเขตการปกครอง
น้ำจากนนทบุรีไม่ได้หยุดตรงป้าย “กรุงเทพมหานคร” น้ำจากเจ้าพระยาไม่ได้สนใจว่าเครื่องสูบน้ำเป็นของหน่วยงานใด ดังนั้น ภัยที่ข้ามเขตการปกครอง ต้องการ “สายการบังคับบัญชา” (command structure) ที่ข้ามเขตเช่นกัน คำถามคือ รัฐบาลเข้าใจหลักการนี้หรือไม่ ตระหนักถึงการเร่งเข้าบังคับบัญชาก่อนการสูญเสียครั้งมโหฬาร ที่กำลังจะเกิดแก่ประชาชนหรือไม่ ถ้ารัฐบาลเข้าใจหลักการนี้อยู่แล้ว เหตุใดการบูรณาการระดับสูงจึงต้องรอจนสถานการณ์กลายเป็นวิกฤต?
5) สัญชาตญาณผู้นำ (Reactive Leadership)
เรามาลองเปรียบเทียบ 2 เหตุการณ์ ภายใต้ผู้นำคนเดียวกันที่ชื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เพื่อดู “การตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว” ว่าผู้นำของเรา มีสัญชาตญาณว่องไวเพียงใด
5.1. หาดใหญ่ 2568 มีรูปแบบ คือ เกิดวิกฤต → ระบบพื้นที่รับไม่ไหว → ความเสียหายรุนแรง → ส่วนกลางยกระดับ → นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ → ระดมทรัพยากรจำนวนมาก
5.2. กรุงเทพฯ–ปริมณฑล 2569 มีลำดับเหตุการณ์ที่ควรตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน
วันที่ 25 กันยายน รัฐบาลระบุว่านายกรัฐมนตรีซึ่งอยู่ต่างประเทศติดตามสถานการณ์และสั่งเตรียมเครื่องสูบน้ำ บุคลากร การอพยพ และทรัพยากรต่างๆ
วันที่ 26 กันยายน นายกรัฐมนตรีประชุมทางไกลและสั่งให้ทุกหน่วยทำงานเป็นระบบเดียวกัน
วันที่ 27 กันยายน นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศไทย แถลงสถานการณ์ และเรียกประชุม ครม. นัดพิเศษเกี่ยวกับฝนหนักและน้ำท่วม
และวันที่ 28 กันยายน นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมหน่วยงานเพื่อเร่งแก้ปัญหาอุทกภัยในกรุงเทพฯ โดยสั่งระดมกำลังและทรัพยากรเร่งระบายน้ำ
นี่จึงไม่ได้แปลว่ารัฐบาล “ไม่ทำอะไร” ตรงกันข้าม หลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีการสั่งการอย่างต่อเนื่อง
แต่ในมิติของ “ภาวะผู้นำ” คำถามสำคัญ คือ ทำไมการบัญชาการแบบเต็มรูปแบบจึงปรากฏเด่นชัดหลังจากน้ำได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างแล้ว?
นี่คือความแตกต่างระหว่าง Crisis Response-เกิดวิกฤตแล้วจึงระดมทุกอย่างเข้าแก้ กับ Anticipatory Leadership-เห็นว่าระบบกำลังจะล้มเหลว แล้วเข้าควบคุมสถานการณ์ก่อนจุดวิกฤต
6) ผู้นำไม่ได้มีหน้าที่เพียง “สั่งการ” แต่ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรเปลี่ยนระดับการบัญชาการ
นี่คือแก่นสำคัญที่สุดของบทวิเคราะห์นี้
ในการบริหารภัยพิบัติ การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นสิ่งถูกต้อง แต่ผู้นำส่วนกลางต้องมี “เกณฑ์ในการยกระดับปัญหา” (escalation threshold) กล่าวง่ายๆ คือ ต้องกำหนดไว้ล่วงหน้าว่า
• เมื่อฝนถึงระดับเท่าใด
• น้ำเพิ่มเร็วเพียงใด
• จำนวนเขตพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างเท่าใด
• ระบบระบายน้ำเหลือความจุ (capacity) เท่าใด
• โรงพยาบาลหรือโครงสร้างพื้นฐานใดเริ่มเสี่ยง
• ประชาชนติดค้างจำนวนเท่าใด
แล้วรัฐบาลกลางจะ “ยกระดับ” จาก “สนับสนุน” เป็น “บัญชาการร่วม” ทันที
ไม่ใช่รอให้เห็นภาพประชาชนลุยน้ำก่อนแล้วจึงประชุมว่าจะทำอย่างไร
7) นี่คือจุดที่ “หาดใหญ่” ควรเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐบาล
หลังหาดใหญ่ นายอนุทินกล่าวเองว่าจะต้องยกระดับระบบเตือนภัย มีการซ้อมหนีภัย และแก้ไขระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น วันที่ 2 ธันวาคม 2568 รัฐบาลประกาศแนวคิดในการจัดงบประมาณปี 2570 โดยให้ความสำคัญกับ “การป้องกันภัยมากกว่าการเยียวยา” นี่จึงกลายเป็นเส้นมาตรฐานสำหรับใช้ประเมินประสิทธิภาพรัฐบาลเอง เพราะรัฐบาลไม่ได้เพียงถูกฝ่ายค้านหรือสังคมเรียกร้องให้เปลี่ยน รัฐบาลประกาศเองว่าจะเปลี่ยน จากการตามแก้ปัญหา ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า
ดังนั้น กรุงเทพฯ 2569 จึงเป็นบททดสอบว่า บทเรียนหาดใหญ่ถูก institutionalize หรือ #ถูกทำให้กลายเป็นระบบถาวรจริงหรือไม่
8) “เห็นท้องถิ่นเอาไม่อยู่ แล้วส่วนกลางต้องเข้า”-หลักคิดนี้มีน้ำหนัก แต่ต้องใช้ให้ถูก
รัฐบาลกลางไม่จำเป็นต้องแทนที่ท้องถิ่นตั้งแต่นาทีแรก แต่เมื่อข้อมูลชี้ว่าขีดความสามารถของท้องถิ่นไม่เพียงพอต่อขนาดภัย รัฐบาลกลางมีหน้าที่ต้องยกระดับการบัญชาการและรวบอำนาจการประสานทรัพยากรทันที
คำว่า “บัญชาการร่วม” จึงไม่ใช่การแทรกแซงหรือ “ยึดอำนาจจากท้องถิ่น”
เพราะเครื่องสูบน้ำของ กทม. ยังต้องทำงาน
เจ้าหน้าที่เขตยังต้องทำงาน
ผู้ว่าฯ กทม. ยังต้องทำงาน
= แต่เหนือขึ้นไปควรมี “การสั่งการแบบครบวงจร” (Unified Command) ที่เห็นภาพเดียวกันและสามารถเคลื่อนทรัพยากรข้ามหน่วยงานและข้ามจังหวัดได้
9) จากหาดใหญ่ถึงกรุงเทพฯ : คำถามเรื่อง “ภาวะผู้นำ”
ผมจะไม่สรุปง่ายๆ ว่า “น้ำท่วม = นายกรัฐมนตรีล้มเหลว” เพราะนั่นไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ยุติธรรมหรือแม่นยำ แต่ข้อเท็จจริงสิครับ ที่ทำให้เราสามารถตั้งคำถามที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้นได้ว่า
หนึ่ง : หลังหาดใหญ่ รัฐบาลรู้แล้วหรือไม่ว่า การรอให้กลไกท้องถิ่นล้มเหลวก่อน แล้วค่อยเข้าแก้ ทำให้ต้นทุนความเสียหายสูงขึ้น?
สอง : รัฐบาลสร้างเกณฑ์สำหรับยกระดับภัยพิบัติและการบัญชาการส่วนกลางไว้หรือยัง?
สาม : เหตุใดคำสั่ง “ทุกหน่วยต้องทำงานเป็นระบบเดียวกัน” จึงยังต้องถูกย้ำอีกครั้งในกรุงเทพฯ ปี 2569 ทั้งที่ปัญหาการบูรณาการเป็นบทเรียนสำคัญจากหาดใหญ่?
และสี่ : สำหรับนายกรัฐมนตรีที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยด้วย ควรคาดหวังความรวดเร็วในการยกระดับการจัดการภัยพิบัติสูงกว่านายกรัฐมนตรีทั่วไปหรือไม่?
สรุป : ตรงนี้เอง คือ จุดที่ “ภาวะผู้นำ” เข้ามาอยู่กลางเรื่อง เพราะในภาวะวิกฤต ผู้นำไม่ได้ถูกทดสอบเฉพาะว่าหลังเกิดปัญหาแล้ว สั่งการได้มากเพียงใด แต่ถูกทดสอบว่า “มองเห็นจุดที่ระบบกำลังจะเอาไม่อยู่ได้เร็วเพียงใด” และ “กล้าตัดสินใจเข้าควบคุมการประสานงาน” ก่อนความเสียหายจะขยายตัวหรือไม่
หาดใหญ่ 2568 เคยส่งสัญญาณนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง
กรุงเทพฯ-ปริมณฑล 2569 จึงไม่ใช่เพียงบททดสอบเรื่องการระบายน้ำ
แต่เป็นบททดสอบที่ “ประกาศผล” แล้วว่ารัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้เรียนรู้เรื่อง “ความฉับไวในการนำ” จากวิกฤตครั้งก่อนมากน้อยเพียงใด

