รัฐบาลทรัมป์ สร้างเรื่องอีก เปิดตัวเกมอาร์เคด 'เนรเทศผู้อพยพ' โดนสับเละไร้ความเป็นมนุษย์

4 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดตัวเปิดเว็บไซต์เกมอาร์เคดออนไลน์อย่างเป็นทางการ ถูกนำมาปรับแต่งในธีม MEGA (ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง) โดยบัญชีเอ็กซ์อย่างเป็นทางการของทำเนียบขาว @WhiteHouse ได้ออกมาโพสต์วิดีโอโปรโมตพร้อมโลโก้ที่ล้อเลียนค่ายเกมดังอย่างเซกา พร้อมระบุข้อความว่า "หยุดชนะไม่ได้แล้ว สร้างกำแพง ส่งกลับประเทศ เติมเงินบัญชีทรัมป์"
เกมภายในเว็บไซต์ ประกอบด้วยเกม RioRun เกมที่ปรับปรุงมาจากเกมงูสุดคลาสสิก โดยให้ผู้เล่นรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนบริเวณแม่น้ำริโอแกรนด์ เพื่อไล่จับกุมผู้อพยพที่มีสีผิวแตกต่างกัน เมื่อจับได้ผู้อพยพจะถูกเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษและเดินเรียงแถวตามหลังผู้เล่นเพื่อเก็บคะแนนการส่งกลับประเทศ
Build The Wall เกมรูปแบบคล้ายเททริส ที่ผู้เล่นต้องวางบล็อกอิฐเพื่อสร้างกำแพงชายแดน ป้องกันพื้นที่จาก "กองทัพซอมบี้" ที่กำลังบุกเข้าพรมแดน และเกมสะสมเงินกองทุน เกมที่ให้ผู้เล่นควบคุมนกอินทรีหัวขาวเพื่อเก็บเพชรและเงินสด เข้าสู่บัญชีทรัมป์ ซึ่งเป็นกองทุนเงินฝาก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับเด็กที่เกิดระหว่างปี 2025 - 2028

เป้าหมายของการเปิดตัวเกมเหล่านี้เป็นความพยายามเน้นย้ำถึง "วัฒนธรรมแห่งความสนุกและการได้รับชัยชนะ" รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการเล่าเรื่องราวความสำเร็จของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อให้เข้าถึงคนอเมริกันทุกคนได้ดียิ่งขึ้น
ด้านกลุ่มเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและองค์กรช่วยเหลือผู้อพยพตามชายแดนได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง ต่อแคมเปญนี้ โดย "อเมริกา การ์เซีย กรูวัล" ผู้อำนวยการร่วมขององค์กร Frontera Federation ในรัฐเท็กซัส กล่าวว่า "มันน่าสะอิดเอียนมาก พวกเขาเล่นกับชีวิตคนมาหลายปี และตอนนี้ก็เอาสิ่งที่ทำมาสร้างเป็นวิดีโอเกม ทีมสร้างเกมเหล่านี้หมดสิ้นซึ่งความเข้าอกเข้าใจและความเป็นมนุษย์ไปแล้ว
การทำเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้ความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิงของรัฐบาล โดยพยายามเปลี่ยนวิกฤตและความสูญเสียของผู้คนในศูนย์กักกันให้กลายเป็นเรื่องขำขันและเกมตลก อัดริอานา ฮัสโซ ผู้ประสานงานจากองค์กร AMIGOS San Diego Community กล่าว
CAN'T STOP WINNING. 🎮
Build the wall. Deport. Fill a Trump Account.
LIVE - PLAY NOW 📲 https://t.co/qIR69AxSnm pic.twitter.com/2nr2jG1ZRg— The White House (@WhiteHouse) September 3, 2026
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

