ข้อมูลน้ำฝนที่น่าสนใจ

ข้อมูลน้ำฝนที่น่าสนใจที่ประชาชนทุกๆ คนควรรู้ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้บริหารประเทศ สส. สว. นายก อบจ. อบต. เทศบาล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัด คงทราบหมดแล้ว
เป็นข้อมูลที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้บรรยายไว้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2559 ซึ่งถึงแม้จะเป็นเวลา 10 ปีล่วงมาแล้ว แต่น่าที่จะยังเป็นตัวเลขที่นำมาใช้ได้ (ผมตรวจดูล่าสุดก็ยังประมาณนั้น)
ประเทศไทยมีฝนตกเฉลี่ยปีละ 1,467 มม. หรือ 754,730 ล้าน ลบ.ม. แต่ตกหรือไหลลงไปในเขื่อนได้เพียง 5.7% เท่านั้น หรือประมาณ 43,189 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนฯลฯ มีความจุได้ 70,370 ล้าน ลบ.ม. ความต้องการน้ำต่อปีอยู่ที่ 100,000 ล้าน ลบ.ม
ในอนาคตความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้น รวมทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และในชีวิตประจำวัน รวมแล้วใน 10 ปีข้างหน้าความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้น 35% โดยเฉลี่ย 80% (128 ล้านไร่) ของเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน เพียง 20% เท่านั้น (30.97 ล้านไร่) ที่อยู่ในเขตชลประทาน ทำให้ 80% ของเกษตรต้องพึ่งน้ำฝน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องพึ่งฝนถึง 94% กรมชลประทานจะเพิ่มเขตเกษตรอีก 17.4 ล้านไร่ภายในปี พ.ศ.2579 หรือเพิ่มปริมาณเก็บน้ำ 13.24 ล้าน ลบ.ม.
จากข้อมูลข้างบนพอสรุปได้ว่า 1) ปริมาณฝนที่ตก 754,730 ล้าน ลบ.ม.
2) เราต้องการน้ำประมาณ 100,000 ล้าน ลบ.ม. เก็บได้ 43,189 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนมีความจุ 70,370 ล้าน ลบ.ม.
3) 80% (128 ล้านไร่) ของพื้นที่เกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน
วิธีแก้ปัญหา
1) เก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด ด้วยการสร้างเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ บึง หนอง ทะเลสาบ บ่อ “แก้มลิง” ไว้ให้มากที่สุดทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้
2) ปลูกป่า ต้นไม้ เพื่อดูดซึมเก็บน้ำไว้ แล้วค่อยๆ ปล่อยออกมา
3) เป็นไปได้ไหมที่จะมีท่อน้ำเชื่อมต่อกับทุกเขื่อน เผื่อน้ำฝนที่ตกท้ายเขื่อนต่างๆ ที่อยู่ภาคเหนือ และตกเข้าสู่เขื่อนที่ต่ำกว่า จะได้สูบน้ำจากเขื่อนข้างล่างส่งไปอยู่ที่เขื่อนข้างบน
4) น้ำที่เก็บได้เต็มที่แล้วและถ้ายังมีอีกมาก จะต้องมีระบบจัดการน้ำให้ไหลลงทะเลเร็วที่สุดโดยสร้างความเสียหายให้ประชาชนน้อยที่สุด เช่นที่รัฐบาลกำลังมีโครงการคลองชัยนาท ป่าสัก อ่าวไทย และยังอาจต้องมีโครงการอื่นๆ เช่นนี้เพิ่มอีกให้เพียงพอ
5) เนื่องจาก 80% ของพื้นที่เกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน จึงควรถือโอกาสนี้สร้างคลองชลประทานให้ทั่วทั้ง 100% ของพื้นที่เกษตรภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ถ้าทำแบบนี้โอกาสที่น้ำที่จะท่วมจังหวัดที่ต่ำกว่านี้ คงน้อยลงเป็นอันมาก รวมทั้งจะเป็นการป้องกันการขาดน้ำของพื้นที่เกษตร แต่ก็ต้องลอก ขยาย แม่น้ำ สร้างคันกั้นน้ำ ทุกที่ๆ สำคัญ จำเป็นทั้งประเทศ
6) กทม.เองต้องมีคันกั้นแม่น้ำเจ้าพระยาให้ครบทุกเขต ต้องสร้างระบบระบายน้ำให้รองรับได้มากกว่า 60 มม.ของน้ำฝนต่อวันที่ตกเช่นในปัจจุบันนี้ เนื่องจากสภาวะโลกร้อน จะยิ่งทำให้อากาศแปรปรวนบ่อยขึ้น นานขึ้น มากขึ้น รุนแรงขึ้น อาจต้องเตรียมระบบระบายน้ำให้ระบายได้มากกว่านี้อีกมาก เช่นถ้าเป็นไปได้ทางวิศวกรรมและกายวิภาคต้องพยายามทำให้มีศักยภาพการระบายน้ำให้เพียงพอกับน้ำฝนที่อาจจะตกถึงวันละ 200-500 มม. โดยสร้างอุโมงค์ยักษ์ใต้ดิน แก้มลิง ฯลฯ ลอกขยายคลอง ขุดคลองใหม่ หาทางให้น้ำลงทะเลอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีเครื่องสูบน้ำยักษ์เคลื่อนที่ได้อย่างเพียงพอ
ทุกบ้าน หมู่บ้าน ที่เคยมีปัญหา กทม.ต้องช่วยแนะนำให้ทุกชุมชนทำอย่างไร ต้องพยายามป้องกันตนเอง มีระบบการเตือนภัยที่ทันสมัย ถูกต้อง แต่ละบ้านและหมู่บ้านมีวิธีป้องกันน้ำท่วม เช่นอาจมีที่เก็บน้ำใต้ดินไว้เก็บน้ำในกรณีฉุกเฉิน ถ้ามีได้ทุกบ้านก็จะเป็นการช่วยชุมชนไปในตัว
7) ต้องมีการป้องกันน้ำทะเลอย่างประเทศเนเธอร์แลนด์ กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่ม ที่ดินทรุดทุกๆ ปี ถ้าไม่มีการวางแผนระยะยาวที่ถูกต้อง เหมาะสม และเริ่มทำตั้งแต่บัดนี้ เราจะพบปัญหาแบบปี 2569, 2554 มากขึ้นเรื่อยๆ ความจริงทุกๆ ปีก็มีปัญหาอยู่แล้วเพียงแต่เป็นเพียงบางจังหวัด ไม่กว้างมากเท่าปี 2569 หรือ 2554
ชีวิต คือการบริหารความเสี่ยง ทุกอย่างในชีวิต ป้องกันได้ทั้งนั้น หรือลดความเสี่ยงได้ เช่น การเสียชีวิตของชาวโลก 70% ก็มาจากโรคที่ป้องกันได้ ทุกอย่างในชีวิตก็เหมือนกัน รวมทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง
และเมื่อจะเกิดเหตุการณ์ ต้องมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าตลอดเวลา เช่นแจ้งว่า (ถ้าทราบ) จะมีฝนตกมาก หนัก นานเป็นวันๆ ประชาชนจะได้เตรียมตัวย้ายข้าวของย้ายรถ ฯลฯ หรือเมื่อมีน้ำท่วมแล้วความช่วยเหลือต้องทันที ทั่วถึงทุกแห่ง อาหาร น้ำ ไฟ สุขา สาธารณสุข ฯลฯ ต้องพร้อมและเพียงพอ และเมื่อน้ำลดการขนย้ายขยะก็สำคัญ ฯลฯ
และรัฐบาล เอกชน ควรจะใช้ระบบโดรนหรือเฮลิคอปเตอร์เท่าที่จำเป็น เพราะหลายแห่งรถเข้าไม่ได้ ไม่มีเรือ หรือมีไม่พอ
ทุกๆ คน โดยเฉพาะผู้บริหารทุกหน่วย ทุกระดับ ต้องเก่งคิด คน งาน ครับ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

