ผู้สูงอายุ ปี พ.ศ. 2567 กับรายได้

สำหรับรายได้ของผู้สูงอายุ พบว่ามีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปี 30,000-49,999 บาท มีร้อยละ 21.6 กลุ่มรายได้ 100,000-299,999 บาท มีร้อยละ 20.2 กลุ่มรายได้ 50,000-69,999 บาท มีร้อยละ 18.4 กลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ 300,000 บาทขึ้นไปมีร้อยละ 7 และกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท มีร้อยละ 3.4 เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้หลัก พบว่ารายได้จากบุตรมีสัดส่วนสูงที่สุดร้อยละ 35.7 รองลงมาคือรายได้จากการทำงาน ร้อยละ 33.9 เบี้ยยังชีพจากราชการ ร้อยละ 13.3 บำเหน็จหรือบำนาญร้อยละ 6.8 คู่สมรส ร้อยละ 5.6 และดอกเบี้ยร้อยละ 1.6 จึงเห็นได้ว่าครอบครัวและการทำงานยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ
ด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุ ร้อยละ 45.3 ประเมินว่าสุขภาพของตนเองอยู่ในระดับดี และร้อยละ 41.5 ประเมินว่าสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่ร้อยละ 8.6 ระบุว่าสุขภาพไม่ดี ร้อยละ 3.5 มีสุขภาพดีมาก และร้อยละ 1 มีสุขภาพไม่ดีมาก เมื่อพิจารณาความสามารถในการดำรงชีวิต พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 97.6 ยังเป็นกลุ่มติดสังคม สามารถดำเนินชีวิตและมีส่วนร่วมกับสังคมได้ตามปกติ ขณะที่ร้อยละ 1.3 เป็นผู้สูงอายุติดบ้าน และร้อยละ 1.1 เป็นผู้สูงอายุติดเตียง
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์โดยรวมพบเพียงร้อยละ 26.2 โดยผู้สูงอายุ ร้อยละ 37.9 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร้อยละ 87.4 รับประทานผักและผลไม้ และร้อยละ 89.2 ดื่มน้ำสะอาดตั้งแต่ 8 แก้วขึ้นไปต่อวัน ส่วนพฤติกรรมที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การดื่มสุราร้อยละ 3.3 และการสูบบุหรี่ร้อยละ 7.9 ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังมีระดับความสุขที่ดี โดยร้อยละ 57.1 ระบุว่ามีความสุขมาก และร้อยละ 14.3 มีความสุขมากที่สุด
อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุคือการหกล้ม พบว่าร้อยละ 5.6 เคยหกล้มในช่วง 6 เดือนก่อนการสัมภาษณ์ โดยร้อยละ 3.8 หกล้ม 1 ครั้ง และร้อยละ 1.8 หกล้มมากกว่า 1 ครั้ง สาเหตุของการหกล้มส่วนใหญ่เกิดจากการสะดุด ร้อยละ 46.5 และการลื่น ร้อยละ 29.5 รองลงมาคือพื้นต่างระดับ ร้อยละ 10.8 และหน้ามืดหรือวิงเวียน ร้อยละ 6.5 โดยสถานที่ที่เกิดการหกล้มมากที่สุดคือบริเวณตัวบ้าน ร้อยละ 50.5 รองลงมาคือภายในตัวบ้าน ร้อยละ 32.4 และภายนอกบริเวณบ้าน ร้อยละ 17.1 ดังนั้น การปรับสภาพแวดล้อมภายในและรอบบ้านให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การติดตั้งราวจับบริเวณบันไดและห้องน้ำ การจัดให้มีห้องนอนอยู่ชั้นล่าง ห้องน้ำอยู่ภายในบ้าน และใช้ส้วมแบบนั่งห้อยเท้า เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
สำหรับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือบัตรทอง ร้อยละ 82.9 รองลงมาคือ สิทธิข้าราชการหรือบำนาญ ร้อยละ 13.5 ประกันสังคมหรือกองทุนเงินทดแทน ร้อยละ 2.1 สิทธิรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 0.6 และสิทธิอื่นๆ ร้อยละ 0.5 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าระบบหลักประกันสุขภาพมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรสูงอายุ
ในด้านการดูแล พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 8.6 มีผู้ดูแล โดยผู้ดูแลประมาณครึ่งหนึ่งเป็นบุตร ร้อยละ 51.7 รองลงมาคือคู่สมรส ร้อยละ 24.1 ญาติ ร้อยละ 16.6 และบุคคลอื่น ร้อยละ 2.2 อย่างไรก็ตาม ผู้ดูแลที่ได้รับการฝึกอบรมมีเพียงร้อยละ 11 โดยเป็นผู้ดูแลแบบไม่เป็นทางการ ร้อยละ 7.5 และแบบเป็นทางการ ร้อยละ 3.5 สำหรับการฝึกอบรมแบบเป็นทางการ มีทั้งหลักสูตร 18 ชั่วโมง ร้อยละ 2.7 หลักสูตร 70 ชั่วโมง ร้อยละ 0.5 และหลักสูตร 420 ชั่วโมง ร้อยละ 0.3 นอกจากนี้ ผู้ดูแล ร้อยละ 48.3 จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 18.4 จบมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ร้อยละ 15.3 จบมัธยมศึกษาตอนต้น และร้อยละ 15.5 จบระดับปริญญาตรีขึ้นไป
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2567 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมโดยรวม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังสามารถดูแลตนเองและมีส่วนร่วมในสังคมได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายหลายด้าน ทั้งการมีรายได้ที่เพียงพอ การพึ่งพาครอบครัว การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ความเสี่ยงจากการหกล้ม การดูแลสุขภาพ และการขาดผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเพียงพอ
ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยจึงควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถพึ่งพาตนเองได้ การสร้างโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมกับวัย การส่งเสริมความมั่นคงทางรายได้ การปรับสภาพแวดล้อมและที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของครอบครัวและผู้ดูแล การดูแลผู้สูงอายุจึงไม่ควรเป็นภาระของครอบครัวหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเป็นความร่วมมือของครอบครัว ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมโดยรวม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีความมั่นคง มีสุขภาพที่ดี และมีความสุขในช่วงบั้นปลายของชีวิต
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

