ทำไมอาชีพแพทย์จึงเป็นอาชีพที่ดี

แพทย์-อย่างน้อยในประเทศไทยและในปัจจุบันนี้ -เป็นอาชีพที่(ยัง)ไม่ตกงาน ไม่ว่าจะเป็นสาขา หรืออนุสาขาอะไร ทุกแพทย์จะมีงานทำ เพียงแต่อาจเลือกไม่ได้ว่าจะทำงานที่ไหน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ตกงานแน่ๆ
ประเทศไทยเรามีแพทย์เพียง 80,349 คน รวมทั้งแพทย์ที่สูงอายุ และที่อาจไม่ได้ทำหน้าที่แพทย์ ณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2569 จากข้อมูลของแพทยสภา ซึ่งถือว่าน้อยมาก โดยเฉพาะที่อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ที่ประเทศอังกฤษที่มีประชากรเท่าๆ ไทย มีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนกับแพทยสภาของเขา (General Medical Council) ถึง 3.5 แสนคน แต่เขาก็ยังพูดว่าเขามีไม่พอ ฉะนั้นบ้านเราคงไม่มีหมอที่ตกงานแน่ๆ ไม่เหมือนบางอาชีพที่จบมาแล้วไม่มีงานทำอย่างน้อยระยะหนึ่ง แต่จะมีแพทย์มากน้อยแค่ไหนในภาครัฐ อยู่ที่รัฐบาล แต่อย่างน้อยองค์กรแพทย์ต่างๆ ต้องให้ความคิดเห็นและรัฐบาลควรฟัง ฯลฯ
นอกจากนั้น แพทย์ยังเป็นอาชีพไม่กี่อาชีพมั้ง ที่คนให้ตังค์เรา และยกมือไหว้ด้วยความจริงใจ ไม่ว่าเราจะเป็นแพทย์ที่ยังมีอายุน้อยเพียงใด เวลาเราอยู่ที่ต่างจังหวัด ถ้าเราเป็นแพทย์ที่ดี เก่ง มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม ถ่อมตน มนุษยสัมพันธ์ดี ทุกๆ คนจะพึ่งเรา ตั้งแต่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านผู้พิพากษา นายทหาร ตำรวจ นายอำเภอ คหบดี ฯลฯ ทั้งนี้เราต้องรักษาความดีไว้ รู้จักพอ ไม่เห็นแก่เงิน ฯลฯ
และสำหรับผม สิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ของความเด่นของการเป็นแพทย์คือ เราเป็นผู้ให้ เราช่วยให้ผู้ป่วยไม่เสียชีวิต ช่วยให้ผู้ป่วยพ้นจากความทุกข์ ทรมาน ช่วยให้กำลังใจเขา ซึ่งน้อยคน น้อยอาชีพ จะมีโอกาสดีๆ โดยตรงอย่างนี้ทุกๆ วัน ถึงแม้ทุกๆ อาชีพก็มีความสำคัญต่อเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม เช่น ทหาร ช่วยป้องกัน รักษาบ้านเมือง ช่วยทำให้เราที่อยู่ข้างหลังอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ตำรวจที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายให้ประชาชน ครูบาอาจารย์ที่สอนทุกๆ คนมาทุกชั้น วรรณะ นายอำเภอ วิศวกร นักกฎหมาย สถาปนิก ฯลฯ
มีที่ไหนที่เรามีโอกาสช่วยไม่ให้คนตาย ช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นความสุขสุดยอดอยู่แล้วของแพทย์ และเรายังได้เงินเดือนอีกด้วยในการทำความดีนี้ ทั้งนี้เราต้องรักษาความดี ความเก่งนี้ไว้ตลอดเวลา พยายามช่วยให้กำลังใจผู้ป่วยทุกๆ โอกาส อย่างที่ Hippocrates บิดาของวงการแพทย์ชาวกรีกได้กล่าวไว้ประมาณ 2,500 ปี มาแล้วว่า “Cure sometimes, treat often, but comfort always”
มีแพทย์หลายคนไม่อยากให้ลูกๆ เรียนแพทย์ เพราะทำงานหนัก ได้เงินเดือนน้อย (ถ้ารับราชการ) เสี่ยงต่อการถูกการฟ้องร้อง แต่ผมไม่เห็นด้วย ผมยังคิดว่าแพทย์เป็นอาชีพที่ดีมาก ช่วยคนและมีเงินเดือนด้วย ผมมีความเห็นว่าแพทย์ทุกคนรวยทั้งนั้น ทั้งนี้ อยู่ที่คำนิยามของคำว่า “รวย” ของแต่ละคนถ้าคิดว่าต้องมีเงิน 1,000 ล้านบาทก็ไม่รวยแน่ แต่ถ้าต้องการเพียงมีกินมีใช้ มีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บ มีเงินให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี แค่นี้ก็ถือว่ารวยแล้ว และสำหรับการฟ้องร้องถ้าเรามีความดีนำหน้าความเก่ง โอกาสที่จะถูกการฟ้องร้องจะลดลงไปมาก
ผมแนะนำลูกศิษย์เสมอว่า ต้องรู้จักพอ ไม่ต้องไปแสวงหาเงินมากนัก ทำงานให้ดีที่สุด เต็มที่ เอาผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง อีกหน่อยเงินจะมาเอง ถ้าไม่จำเป็น ไม่ต้องรีบทำส่วนตัว (ถ้าทำที่ รพ.ราชการ) ทำหน้าที่ให้เต็มที่จนมีชื่อเสียงเสียก่อน อาจใช้เวลา 3 ปี แล้วจึงค่อยคิดหาทางทำนอกเวลาราชการ เช่น เปิดคลินิกเอง หรือในสมัยนี้ อาจไปช่วยตรวจที่ รพ.เอกชน หรือคลินิกนอกเวลาของ รพ.หลวงเองบ้าง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แค่นี้ก็น่าที่จะได้เงินเสริมเงินเดือนอย่างเพียงพอ แต่จริงๆ แล้วผมไม่อยากให้ข้าราชการทุกคน ทุกอาชีพ วิชาชีพ ต้องทำงานที่สอง เพื่อเสริมรายได้จากราชการให้พอสำหรับค่าครองชีพในปัจจุบัน จะได้ทุ่มเทเวลาให้ราชการได้เต็มที่ และมีเวลาว่างที่จะพักผ่อน ออกกำลังกาย คิด อ่าน วางแผนเกี่ยวกับงานได้ดียิ่งขึ้น คุณหมอต่างๆ ที่อยู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ทุน 3 ปีแรกหลังจบ พบ. เท่าที่ทราบ มักจะได้เงินเดือน ค่าอยู่เวร ค่าโน่นค่านี่ ถึงเดือนละ รวมแล้ว ประมาณ 5 หมื่นจนเกือบแสนบาท ทั้งนี้แล้วแต่ว่าจะอยู่เวรบ่อยแค่ไหน ซึ่งสำหรับคุณหมอที่อยู่ในวัยเรียน ถือว่าเป็นรายได้ที่มากโขอยู่ แต่จะเหนื่อยมากๆ ถ้ารับอยู่เวรมากไปและถ้าทำงานเต็มที่ นอนใน รพ. แทบจะไม่มีเวลาให้ใช้เงิน เก็บได้เหนาะๆ เดือนละหลายหมื่น ถ้าไม่ต้องให้บิดา มารดา ครอบครัว ถ้าไม่มีบ้าน ที่ดิน รถ ให้ผ่อน สำหรับคุณหมอวัยนี้ ผมยังไม่แนะนำให้ซื้อรถ ซื้อบ้าน แต่อาจพิจารณาซื้อที่ดินไว้ก็ได้ ถ้ามีที่ดินราคาถูก เหมาะสม เงินที่ได้ขอให้ศึกษาก่อนให้ดี และเอาไปลงทุนจะเป็นการลงทุนพื้นฐานที่ดีมาก เช่น อายุ 24 ปี ซื้อหุ้นที่ดีๆ ในตลาดหลักทรัพย์ทิ้งไว้ 30 ปี เงิน 10,000 บาท ที่ลงทุนตอนนี้ อีก 30 ปี จะกลายเป็น 174,500 บาท ถ้าคิดถึงต้นที่เพิ่มขึ้นและปันผลที่ได้ ถ้าเพียงคิดในอัตราผลตอบแทนที่ 10% ต่อปี
นี่เป็นเพียงเงินหมื่นบาทที่ลงทุนต่อเดือน และอย่างน้อยจะได้ 36 เดือน (3 ปีที่เป็นแพทย์ใช้ทุน) และถ้าเก็บจริงๆ น่าจะได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน ก็จะเป็นการปูพื้นที่ดีทางด้านการลงทุน แต่พอพ้น 3 ปีกลับมาฝึก เรียน ทำงานต่อ เงินเดือนจริงๆ ก็จะลดลงเหลือ 3 หมื่นบาทเท่านั้น แต่อย่างน้อยเงินที่เราออม ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ก็น่าที่จะมีเป็นล้านบาท และรู้เรื่องการลงทุนอีกด้วย และเงิน 30,000 บาทที่เราได้ต่อเดือนระหว่างที่เราเป็นแพทย์ประจำบ้าน (Residents) หรือแพทย์ประจำบ้านต่อยอด (Fellows) ถ้าเราไม่มีภาระผูกพันเราก็ยังสามารถเก็บได้ถึงเดือนละ 15,000 บาท เงินต่างๆ นี้ ควรเอาไปลงทุน เพื่ออนาคต รวมทั้งเป็นงบประมาณที่จะช่วยทำให้เราไป elective ด้วยเงินตนเองที่ต่างประเทศ 30 วันในระหว่างที่เราเป็น resident หรือ fellow โดยถ้าวางแผนดีๆ อาจใช้งบประมาณเพียง 100,000-200,000 บาทเท่านั้น เป็นการปูพื้นเรื่องการเรียนที่ดีของเรา จะได้ทั้งความรู้ทางวิชาการ ความรู้ทั่วไป รู้ภาษา ได้เพื่อน ได้สายสัมพันธ์อีกด้วย การไป elective เมืองนอกต้องวางแผนแต่เนิ่นๆ ถ้าไปได้จะช่วยทำให้เราสามารถเรียน ฝึกงานต่อได้ด้วยความมั่นใจ เชื่อมั่น และปูทางสำหรับอนาคตเมื่อเรียนจบแล้ว จะได้ไปเรียนต่อระยะยาว 1-3 ปี ฯลฯ ผมเคยแนะนำให้แพทย์ประจำบ้านปี 2 ไป elective ต่างประเทศ ซึ่ง 2 คน ได้ไปตอนเป็น R.3 และชอบมาก
สำหรับผม การให้ ช่วยเหลือคน เป็นความสุขมากๆ ชนิดหนึ่ง ซึ่งการเป็นแพทย์ทำให้เรามีโอกาสเช่นนี้ ผมเองเดิมไม่ได้อยากเป็นแพทย์ อยากเป็นตำรวจตามคุณพ่อ แต่คุณพ่อมีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล ท่านขอให้ผมเป็นแพทย์ และผมยอมรับเพียงเพราะต้องการตอบแทนพระคุณท่าน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเรียนไม่เก่ง (สอบ physics ได้ 14%) กลัวผี กลัวเข็ม กลัวเลือด กลัวพยาบาล ฯลฯ นี่ก็เป็นเรื่องสอนของผมอีกเรื่องหนึ่งให้แก่ลูกศิษย์เพราะเกี่ยวกับการวางแผนหาข้อมูล ในการเรียนแพทย์
จนบัดนี้ผมยังดีใจ ภูมิใจ ต้องกราบขอบพระคุณ คุณพ่อที่ท่านขอเช่นนี้ ทำให้ผมมีอาชีพที่รัก มีโอกาสช่วยเหลือคนนอกจากการช่วยเหลือผู้ป่วยแล้ว ยังทำให้ผมได้มีโอกาสสอนแพทย์ พยาบาล ประชาชนอีกด้วย ถือว่าเป็นการทำบุญ ทำทานที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย
แพทย์เป็นอาชีพ (วิชาชีพ) ที่สังคมยกย่อง เราทุกคนต้องรักษาความดี เกียรตินี้ไว้ ต้องเอาผู้ป่วยประชาชนเป็นที่ตั้งแล้วทุกอย่างจะดีเอง
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

