538.jpg
อนุกมธ.ฯบรัฐบาล  แก้ปลาหมอคางดำ  จี้กรมประมงลุยฟ้อง  ต้นตอทำแพร่พันธุ์

อนุกมธ.ฯบรัฐบาล แก้ปลาหมอคางดำ จี้กรมประมงลุยฟ้อง ต้นตอทำแพร่พันธุ์

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อนุกมธ.ฯบรัฐบาล

แก้ปลาหมอคางดำ

จี้กรมประมงลุยฟ้อง

ต้นตอทำแพร่พันธุ์

“อนุกมธ.สางปัญหาปลาหมอคางดำ”โวย “ซีพีเอฟ” ชิ่งแจงปมนำเข้าปลาหมอคางดำ เตือนจะยิ่งสร้างความสงสัย เผยสัปดาห์หน้าเชิญกฤษฎีกา-หน่วยประเมินความเสียหายสิ่งแวดล้อม หารือแนะรัฐฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทำลายระบบนิเวศมหาศาล บี้กรมประมงต้องเป็นเจ้าภาพจัดการ ด้านผู้บริหารซีพีเอฟร่อนหนังสือแจงยิบตั้งแต่การนำเข้า จนถึงการทำลายซาก ยันยุติโครงการวิจัย เพราะลูกปลาตายเรียบใน 16 วัน บริษัทได้ทำลายซาก พร้อมส่งตัวอย่างให้กรมประมงแล้ว ย้ำไม่ใช่ต้นตอระบาด แต่พร้อมช่วยรบ.แก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหา รวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ เพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทย หรือ อนุกมธ.ศึกษาปัญหาปลาหมอคางดำ เปิดเผยว่า การประชุมวันนี้ ด้เชิญตัวแทนจากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) หรือ CPF มาชี้แจงต่ออนุกมธ.ฯถึงข้อโต้แย้งจากกรมประมง ที่ให้เอกสารหลักฐานต่อกรรมาธิการฯ ซึ่งบริษัทเอกชนส่งหนังสือแจ้งว่า ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ แต่ส่งเอกสารแนบเป็นหนังสือข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับกรมประมง โดยไม่ได้มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม


CPFชิ่งแจงกมธฯสางปมปลาคางดำ

“เวทีที่ท่านสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจได้คือ เวทีของสภาผู้แทนราษฎร แต่หากเลือกที่จะแถลงข่าวเพียงมีสำนักข่าวไม่กี่สำนัก ขาดการโต้แย้งสอบถามอาจจะสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับประชาชนมากขึ้น” นายณัฐชา กล่าว และว่า ตามอำนาจของกมธ.ฯ ทำได้เพียงขอความร่วมมือเท่านั้น แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ และเมื่อขอข้อมูลไปแล้วแต่ไม่ได้รับข้อมูล จึงต้องสรุปตามข้อมูลที่มีอยู่ เป็นข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เชื่อถือได้ จากกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่จะมีการเสนอแก้พระราชบัญญัติคำสั่งเชิญบริษัทเอกชนเข้ามาชี้แจง

จ่อถกกฤษฎีกาแนะรัฐฟ้องค่าเสียหาย

นายณัฐชากล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าจะเชิญสำนักงานกฤษฎีกา เข้ามาให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐในการฟ้องร้อง พร้อมเชิญหน่วยงานที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายต่อระบบนิเวศที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ถือว่ามูลค่ามหาศาล เพราะปลาสายพันธุ์นี้ทำลายชีวิตของประชาชนและเกษตรกรนับไม่ถ้วน

ทั้งนี้ สิ่งที่กรมประมงชี้แจง และให้ข้อมูลไว้ สามารถยืนยันได้ว่า เป็นการทำผิดเงื่อนไขของคณะกรรมการอนุญาตนำเข้าสายพันธุ์ปลา แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุต้นตอการแพร่ระบาดได้เนื่องจาก มีดีเอ็นเอของปลาในปี 2565 ยังไม่ได้มีดีเอ็นเอ ต้นทางในปี 2554 ทำได้เพียงสันนิษฐาน และมีเพียงบริษัทเดียวที่นำเข้าปลาสายพันธุ์นี้

ชงญัตติด่วนจี้รบ.เร่งสกัดระบาด

นายณัชชากล่าวด้วยว่า วันนี้มีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อเสนอรัฐบาลว่า การระบาดครั้งนี้เป็นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในการระบาดของสัตว์น้ำรุกรานเกษตรกร มูลค่าความเสียหายยังประเมินไม่ได้ แต่เกษตรกรเดือดร้อน ท่านจะอยู่นิ่งแล้วรอแก้ไข หรือรอคนมีจิตสำนึกมาช่วยแก้ปัญหาได้อีกต่อไป วันนี้อนุกรรมาธิการฯยื่นญัตติด่วนส่งข้อเสนอแนะให้รัฐบาล และดูว่านายกรัฐมนตรีจะจริงใจแก้ปัญหาแค่ไหน

นอกจากนี้ ขอตั้งข้อสงสัยเหตุใดปลาหมอคางดำ จึงมีความพยายามไม่ให้สืบหาสาเหตุการหลุดรอด ขณะเดียวกันการระบาดเมื่อปี 2555 ในตำบล อำเภอ จังหวัดเดียวกัน เชื่อว่าเป็นประเด็นที่กรมประมงจะตั้งคณะกรรมการหาความจริงตั้งแต่ครั้งนั้น

จี้กรมประมงคนกลางดำเนินคดี

นายณัฐชากล่าวอีกว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม กรมประมงส่งรายงานให้อนุกรรมาธิการ ฯเกี่ยวกับการสำรวจในห้องปฎิบัติการเอกชนของบริษัท CPF ในปี 2560 เดือนสิงหาคม สอบถามข้อเท็จจริงการนำเข้า แต่เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีการยกเลิกโครงการแล้ว เพราะปลาตายทั้งหมด และยังสุ่มตรวจในบ่อพักน้ำโดยการหวานแห พบว่าเจอปลาหมอคางดำ 10 ตัว ขนาด 7 เซนติเมตร มีอายุประมาณ 1 ปีกว่า โดยไม่มีรายงานการกำจัดปลา ซึ่งตั้งแต่ครั้งนั้นยังไม่มีความคืบหน้าการดำเนินคดี คิดว่าหน่วยงานรัฐควรดำเนินการจริงจังถึงที่สุด และกรมประมงในฐานะตัวแทนประชาชนต้องเป็นคนกลางฟ้องดำเนินคดี

CPFยื่นหนังสือแจงยิบนำเข้าคางดำ

วันเดียวกัน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ยื่นหนังสือให้ข้อมูลคณะกรรมาธิการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการนำเข้าลูกปลาหมอคางดำ 2,000 ตัวจากประเทศกานา ตั้งแต่ลูกปลามาถึงไทยจนถึงทำลายฝังซากและส่งซากปลาให้กรมประมง ผ่านการตรวจสอบและตามคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมฯ

โดยนายเปรมศักดิ์ วนัชสุนทร ผู้บริหารสูงสุดด้านการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมาธิการเชิญบริษัทเข้าร่วมการประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ปัญหารวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำเพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ในราชอาณาจักรไทยนั้น บริษัทได้ส่งหนังสือชี้แจงว่า ซีพีเอฟนำเข้าลูกปลาหมอคางดำ ในชื่อสามัญ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron ขนาด 1 กรัม จำนวน 2,000 ตัว จากประเทศกานา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 ใช้เวลาเดินทาง 35 ชั่วโมง เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิได้เปิดกล่องโฟมบรรจุลูกปลาพร้อมเจ้าหน้าที่กรมประมงที่ประจำ ณ ด่านกักกัน พบว่ามีลูกปลาตายจำนวนมาก และเมื่อรับลูกปลามาถึงฟาร์มได้ตรวจคัดแยกพบว่ามีลูกปลามีชีวิตเหลืออยู่เพียง 600 ตัว ในสภาพไม่แข็งแรง จึงนำลูกปลาที่ยังมีชีวิตลงในบ่อเลี้ยงซีเมนต์ ต่อมาลูกปลาทยอยตายต่อเนื่องทุกวัน

ยันล้มวิจัยเพราะปลาตาย-ทำลายซาก

นายเปรมศักดิ์กล่าวต่อว่า เนื่องจากสภาพลูกปลาที่เหลือไม่แข็งแรงและจำนวนไม่พอต่อการวิจัย จึงโทรปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมประมง (นักวิชาการประมง 4 ตำแหน่งขณะนั้น) กลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพสัตว์น้ำจืด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบที่มีชื่อระบุอยู่ในหนังสืออนุมัตินำเข้า ซึ่งเจ้าหน้าที่แนะนำให้เก็บตัวอย่างใส่ ขวดโหลแช่ฟอร์มาลีนและนำมาส่งที่กรมประมง ดังนั้น สัปดาห์ที่ 2 ของการรับปลาเข้ามา จึงเก็บตัวอย่าง 50 ตัว ดองฟอร์มาลีนเข้มข้นเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

“ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2554 (สัปดาห์ที่ 3) ปลาทยอยตายเหลือเพียง 50 ตัว บริษัทจึงตัดสินใจไม่เริ่มดำเนินโครงการและยุติการวิจัยทั้งหมด และได้ทำลายลูกปลาทั้งหมด โดยใช้คลอรีนใส่ลงน้ำในบ่อเลี้ยงซีเมนต์ เพื่อฆ่าเชื้อและทำลายลูกปลาที่เหลือ จากนั้น เก็บลูกปลาทั้งหมดแช่ฟอร์มาลีนเข้มข้น 24 ชั่วโมง แล้วนำมาฝังกลบพร้อมโรยปูนขาวในวันที่ 7 มกราคม 2554 รวมระยะเวลาที่ลูกปลาชุดนี้มีชีวิตอยู่ในประเทศไทยเพียง 16 วัน”นายเปรมศักดิ์ระบุ

ส่งหลักฐาน-ตัวอย่างให้ประมงแล้ว

และว่า จากนั้นบริษัทแจ้งต่อกรมประมงถึงการตายของลูกปลา รวมถึงทำลายซากลูกปลาตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่กรมประมงคนดังกล่าว และส่งตัวอย่างลูกปลาดองทั้งตัวในฟอร์มาลีนทั้งหมด 50 ตัว 2 ขวดๆละ 25 ตัว ให้คุณศิริวรรณที่กรมประมง โดยวันที่ 6 มกราคม 2554 เดินทางมาที่กรมประมง และโทรแจ้งเจ้าหน้าที่คนเดิม เรื่องการส่งมอบตัวอย่างลูกปลาดองทั้ง 2 ขวด ซึ่งเจ้าหน้าที่มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อีกคนลงมารับตัวอย่างแทน ที่ชั้น 1 อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ขอให้ตัวแทนบริษัทกรอกแบบฟอร์มใดๆ ทำให้เข้าใจว่าการส่งมอบสมบูรณ์แล้ว

ยันไม่ได้วิจัยปัดต้นตอแพร่พร้อมช่วยรบ.

นายเปรมศักดิ์ชี้แจงผ่านเอกสารดังกล่าวต่อว่า ถัดมาอีก 7 ปี ในปี 2560 มีข้อมูลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า พบปลาหมอคางดำระบาดในจ.สมุทรสงคราม กรมประมงจึงเข้าตรวจเยี่ยมฟาร์มยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมประมงตรวจสอบไม่พบปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง จึงสุ่มในบ่อพักน้ำที่เชื่อมต่อกับแหล่งน้ำธรรมชาติแทน เพื่อรอการกรองและฆ่าเชื้อทำความสะอาดก่อนนำน้ำเข้ามาใช้ในฟาร์ม ทำให้ปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติย่อมมีอยู่ในบ่อพักน้ำ เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำเดียวกัน และยังไม่เข้าระบบการเลี้ยง ดังนั้น การสุ่มในบ่อพักน้ำจึงไม่แปลกที่ปลาจะเป็นชนิดเดียวกับปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ การนำมาเปรียบเทียบว่าเป็นปลาชนิดเดียวกันหรือไม่ จึงเป็นการตั้งสมมุติฐานที่ทราบคำตอบตั้งแต่ต้นว่าเป็นปลาชนิดเดียวกัน เพราะมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเดียวกัน

“บริษัทไม่มีการวิจัยหรือเลี้ยงปลาหมอคางดำอีกเลย นับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2554 ถึงแม้ว่าบริษัทมั่นใจว่าไม่ได้เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน”นายเปรมศักดิ์กล่าวย้ำ

ลุย5โครงการรับซื้อ-หนุนแปรรูป

และว่า บริษัทนำศักยภาพองค์กรขับเคลื่อน 5 โครงการสำคัญ ประกอบด้วย 1.ร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาหมอคางดำจากทั่วประเทศที่มีการระบาด 2,000,000 กิโลกรัม ราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม 2.สนับสนุนปล่อยปลาผู้ล่าลงแหล่งน้ำ 200,000 ตัวตามแนวทางกรมประมง 3.สนับสนุนกิจกรรมจับปลา โดยสนับสนุนอุปกรณ์จับปลา กำลังคน 4.ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาหมอคางดำ 5.ร่วมทำวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) หาแนวทางควบคุมประชากรปลาหมอคางดำระยะยาว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top