วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569
กทม.ฝุ่นพิษพุ่ง
สีส้ม-กระทบสุขภาพ
8จังหวัดทั่วไทยอ่วม
ปภ.สรุปสถิติช่วงวันที่ 3 ของ “7 วันอันตราย” เกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง เสียชีวิตสะสม145 ศพ บาดเจ็บรวม 769 ราย ศปถ.งัดแผนรองรับคนแห่เดินทางกลับ กทม.และจังหวัดต่างๆ ด้านคุมประพฤติ เผยสถิติปีใหม่ 3 วัน คดีพุ่ง 1,558 คดี สาเหตุเมาขับ ยังครองแชมป์ กว่า 92% ในพื้นที่ จ.นนทบุรี รั้งอันดับ 1
เมื่อวันที่ 2 มกราคม นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 กล่าวว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และความร่วมมือของภาคีเครือข่ายรวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 1มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่สามของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 326 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 317 คน ผู้เสียชีวิต 54 ราย
สรุปสถิติ 7 วันอันตรายวันที่สาม เกิดอุบัติเหตุ 798 ครั้ง เสียชีวิตสะสม 145 รายส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 40.18 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 29.45 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จักรยานยนต์ ร้อยละ 76.92 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 78.22 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 36.81 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 29.75 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 00.01 -03.00 น.ร้อยละ 25.15 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี ร้อยละ 22.91 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (18 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (7 ราย)
สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วัน (30 ธันวาคม 2568-1 มกราคม 2569) เกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 769 คน ผู้เสียชีวิต รวม 145 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ ภูเก็ต (34 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (38 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (12 ราย)
อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้ยังเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง ยังคงมีการเดินทางระหว่างอำเภอและจังหวัดค่อนข้างมาก ขอให้ประชาชนขับรถด้วยความไม่ประมาท เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า ไม่เบรกกระทันหัน คาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกกันน็อคทุกครั้งที่ขับขี่ สำหรับประชาชนบางส่วนได้เริ่มวางแผนเดินทางกลับกรุงเทพมหานค และกลับไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ ล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เดินทางในสายอีสานและสายเหนือ ศปถ.จึงเน้นย้ำจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมวางแผนเตรียมพร้อมรองรับการเดินทางกลับและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในเส้นทางต่างๆ ทั้งในส่วนของรถโดยสารสาธารณะให้เพียงพอ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณรถกว่า 700,000 คันทั้งรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคลที่ยังคงอยู่ในพื้นที่และทยอยเดินทางกลับในช่วง 1-2 วันข้างหน้า
ทั้งนี้ ได้เน้นการตั้งจุดตรวจ จุดบริการ การเตรียมเปิดช่องทางแยกและเปิดช่องทางพิเศษ และการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการ 10 รสขม พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบมาตรการความปลอดภัยต่างๆ และเพิ่มความระมัดด้วยความระมัดระวัง ใช้อุปกรณ์นิรภัยทั้งการคาดเข็มจัดนิรภัยและการสวมหมวกกันน็อค เว้นระยะระหว่างรถคันหน้า ในส่วนของการคุมเข้มถนนทางหลวงและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดให้กวดขันการใช้ความเร็วและการง่วงหลับใน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
ด้านนายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีปภ.ในฐานะประธานการประชุมศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 วันที่ 2 มกราคม 2569 เปิดเผยว่า ช่วงนี้ที่จะมีประชาชนบางส่วนเริ่มเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่างๆ คาดว่าปริมาณรถจะหนานแน่นที่สุดในวันที่ 4 มกราคม 2569 ศปถ.จึงประสานสั่งการจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มความเข้มข้นเรื่องการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ต่างๆ และให้ท้องถิ่น ท้องที่ ดูแลเรื่องด่านชุมชนอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดพฤติกรรมเสี่ยง เมาแล้วขับ พร้อมตั้งจุดบริการในจุดที่เหมาะสมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับในและการชนท้าย
สำหรับในจังหวัดที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีชาวต่างชาติ จากข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติของเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ ประสบอุบัติเหตุทางถนน จึงได้กำชับพื้นที่ให้เน้นการตรวจใบอนุญาตขับขี่ การกวดขันวินัยจราจร การขับรถเร็วเกินกำหนด ดื่มไม่ขับ การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ รวมถึงการตรวจสอบสัญญาณไฟและป้ายจราจร ที่สำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้ด้านการจราจรช่วงเทศกาลทั้งผู้ขับขี่และเดินเท้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อให้การเริ่มต้นปีใหม่ 2569 เป็นไปด้วยความสุขและความปลอดภัย
ด้าน ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยสถิติคดีที่เข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติในช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของมาตรการควบคุมเข้มงวด พบว่ามีคดีเข้าสู่ระบบทั้งสิ้น 85 คดี เนื่องจากเป็นวันที่ศาลปิดทำการ โดยแบ่งเป็นขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 78 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.76 ขับเสพ จำนวน 7 คดี คิดเป็นร้อยละ 8.24
ขณะที่ยอดคดีสะสมตลอด 3 วัน (30 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569) รวมทั้งสิ้น 1,558 คดี แบ่งเป็นขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 1,444 คดี คิดเป็นร้อยละ 92.68 ขับรถประมาท จำนวน 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.26 ขับเสพ จำนวน 109 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.00ขับซิ่ง จำนวน 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.06 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีคดีขับรถขณะเมาสุราจำนวน 65 คดี พบว่าในปีนี้ มีจำนวน 78 คดี เพิ่มขึ้น 13คดี ส่วนจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.นนทบุรี จำนวน 174 คดี 2.กรุงเทพมหานคร จำนวน 131 คดี และ สมุทรปราการ จำนวน 127 คดี
ร.ต.อ.ปิยะ เปิดเผยด้วยว่า มาตรการช่วงควบคุมเข้มข้น ให้สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศบูรณาการจัดกิจกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอาสาสมัครคุมประพฤติในพื้นที่ นำผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคม ที่หน่วยบริการประชาชน ทั้งในจุดตรวจหลักและด่านชุมชน รวมถึงการทำความสะอาดและปรับภูมิทัศน์บริเวณจุดเสี่ยง จำนวน 28 จุด โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 310 ราย เพื่อเป็นการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน
นอกจากนี้กรมคุมประพฤติ ได้ดำเนินการทั้งการป้องกันและการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยจัดเจ้าหน้าที่ไว้เตรียมความพร้อมให้บริการแก่ผู้ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในฐานความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่ศาลมีคำพิพากษาให้คุมความประพฤติ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเพื่อแก้ไขฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อสร้างความปลอดภัยให้สังคม ช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุและความสูญเสียช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี