วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569
‘หนู’เย้ยพท.!แจกทุกวัน9ล้าน9คน
2หมื่นปีถึงจะครบ
ต่างจากคนละครึ่งชัดเจน
‘จตุพร-ชัยวุฒิ’ฟาดซ้ำ
ด้อยพัฒนาผลาญงบชาติ
‘พิธา’โผล่ปลุกส้มเลือกปชน.
โดนยำเละ นโยบายแจกทุกวัน 9 ล้าน 9 คนของพรรคเพื่อไทย “จตุพร-ชัยวุฒิ ” นำทัพสับทำบ้านเมืองด้อยพัฒนา ทั้งยังผลาญงบชาติ ด้าน “เอกนิติ” ซัดนโยบายประชานิยม ได้เสียงประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ยัน “ภูมิใจไทย” ชูแต่นโยบายที่ทำได้จริง ใช้เงินน้อย เน้นเพิ่มศักยภาพคนไทย-ความคุ้มค่าภาษี “หนู” กะซวกซ้ำไร้วินัย 2 หมื่นปี คนถึงจะได้ครบ สู้ “คนละครึ่งไม่ได้” เพื่อไทยยังไม่ถอยขอเดินหน้าต่อ
เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดรีมทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายช่วงโค้งสุดท้ายจะมีสิ่งเซอร์ไพรส์หรือไม่ ว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย คิดมาค่อนข้างรอบคอบ และไม่ได้ช่วยแค่คนในเมืองหรือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุในโครงการสูงวัยพลัส ที่จะทำให้กลุ่มคนเกษียณอายุได้มีทักษะในการประกอบอาชีพ เพื่อเข้าสู่โลกการขายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการเพิ่มทักษะการขายของ ขายออนไลน์
นอกจากนี้ ยังมีโครงการชุมชนพลัสที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีความคึกคัก โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามาประกอบอาชีพในกรุงเทพ เพื่อให้ลูกหลานได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ส่วนมองอย่างไรกับนโยบายประชานิยมของบางพรรคการเมืองที่ออกมาในช่วงโค้งสุดท้าย จะกระทบกับระบบโครงสร้างเศรษฐกิจหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยคิดนโยบายเศรษฐกิจออกมาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง และจะพยายามไม่ออกนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และระบบเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายประชานิยมอาจจะได้เสียงของประชาชน แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทยเป็นนโยบายที่ทำได้ คิดถึงความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง ๆ
รักษาวินัยการเงินการคลัง
โดยพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่เสนอไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุด เน้นการเพิ่มทักษะ ส่วนการออกนโยบายประชานิยมในช่วงโค้งสุดท้ายจะทำให้ชนะใจประชาชนได้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เสียงตอบรับของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมา จากประสิทธิภาพการทำนโยบายค่อนข้างชัดเจนมาก ตรงกลุ่มเป้าหมาย และตรงใจกับพ่อค้าแม่ค้า ตนเชื่อว่านโยบายนี้ จะเป็นการตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้าได้ดีที่สุด เพราะสิ่งที่ได้ตอบรับมาคือชอบนโยบายนี้และอยากให้กลับมาอีก ส่วนการใช้เงินงบประมาณ 3,200 ล้านบาท กับ 1 นโยบายคุ้มค่าหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ในหนึ่งนโยบายมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ของพรรคอื่นตนไม่อยากจะไปออกความเห็น แต่ของภูมิใจไทยเราคิดถึงความคุ้มค่า เพราะงบประมาณคือเงินภาษีของประชาชนดังนั้นเราต้องใช้ให้คุ้มค่า และให้เกิดประโยชน์ ฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ขณะที่นักวิชาการออกความเห็นประชานิยมสุดโต่งทำให้โครงเศรษฐกิจวิบัติ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขอไม่ออกความเห็นพรรคอื่น แต่ที่สำคัญพรรคภูมิใจไทยมั่นใจว่า ทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้ และทำให้คนไทยเก่งขึ้น เศรษฐกิจแข็งแกร่ง และนอกจากนี้ยังมีนโยบายอื่น ๆ ทั้งดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศซึ่งจะทำให้เงินสะพัดในเมืองไทย เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศแข่งขันได้ในระดับโลก
แจก2หมื่นปีถึงจะได้ครบ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)และแคนดิเดตนายกฯพรรค กล่าวถึงนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ตามนโยบายเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คนว่า มีความแตกต่างกับนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งนโยบายคนละครึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันทำให้เศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และมีเงินหมุนเวียนในตลาด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการแจกเงินประชาชน ซึ่งแตกต่างกันชัดเจน
ถามว่า การแจกเงินจะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และจะจัดเก็บภาษีได้จริงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นแล้วว่านโยบายเงินหมื่น ไม่ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด และทำได้ไม่จบ จึงไม่สามารถประเมินได้ แต่นโยบายคนละครึ่ง แทบจะไม่ต้องประเมินในเชิงวิชาการเลย เรารับรู้ถึงความพึงพอใจของพี่น้องประชาชน ว่าเขาต้องการแค่ครึ่งๆ ตามนโยบายคนละครึ่งก็แฮปปี้แล้ว เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอัตรามากกว่านี้
เมื่อถามว่า การแจกเงินประชาชนเยอะๆ จะมีผลเสียอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องดูเรื่องงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจนพอสมควร นโยบายที่จะเอามาแข่งเรื่องพวกนี้ประมูลไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่บอกกับประชาชนต้องมีการเตรียมแผน ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน ไม่ใช่ว่าเห็นคู่แข่งทำนโยบายอะไรขึ้นมาแล้วจะไปโปะมาออนท็อป แบบนี้คงไม่ใช่ เชื่อว่า ประชาชนแยกแยะได้
ซักว่า จะทำให้ประชาชนไม่รักษาวินัยการเงินหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การให้เงินเปล่าๆกับพี่น้องประชาชนถ้าทำได้จะต้องทั่วถึง ซึ่งการแจกประชาชนคนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน ถามว่า 9 คนนั้นคือใคร ตนก็ไม่อยากก้าวล่วงนโยบายพรรคอื่น แต่สมมติว่าวันละ 9 คน คือวันละ 9 ล้านบาท เขาคงดูว่ายอดเงิน 3,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะแยะมาก แต่ประชากรกรไทยมี 70 ล้านคน ต้องใช้เวลาเกือบ 2 หมื่นปี กว่าพี่น้องประชาชนจะได้ครบ คำถามคือเป็นสิ่งที่จะทั่วถึงหรือไม่ ใครจะได้บ้าง กฎหมายมีการเตรียมไว้บ้างหรือไม่ ตนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะว่าเป็นนโยบายพรรคอื่น
“จตุพร”ฟาดด้อยพัฒนา
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการ ประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า พรรคเพื่อไทยหาเสียงแบบขายฝันด้วยนโยบายสุ่มแจกเงินคนละหนึ่งล้านบาท จำนวน 9 คนต่อวัน โดยหวังจะได้เสียงพลิกแซงหน้าพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่ยังไม่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง อย่างเก่งแค่พรรคที่สองเท่านั้น นโยบายสุ่มแจกเงินล้าน 9 คนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3,240 ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960 ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง 12,960 คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคนอย่างไรก็ตาม การหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคเพื่อไทยชูนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจ่ายคนละหมื่นตั้งแต่อายุ16ปีขึ้นไป ใช้เงิน 5.4 แสนล้านบาท แต่มาหนนี้จะแจกแค่ 1.2 หมื่นล้าน ในเวลา 4 ปี เท่ากับทำให้ประชาชนต้องตั้งตารอลุ้นกันเป็นรายวัน แล้วอธิบายใหญ่โตว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ
“การหาเสียงแบบนี้ ประชาชนต้องตั้งหลักตรึกตรองให้พอสมควร ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความหวัง การหาเสียงต้องหาทางแก้ปัญหาชาติ ไม่ใช่ให้คนกว่า 60 ล้านต้องมาลุ้นว่าจะเป็นหนึ่งใน 9 คนหรือไม่ ถามว่าทีมเศรษฐกิจคิดให้ตายได้แค่นี้เหรอ”
อัดผูกติดกับการเสี่ยงโชค
นายจตุพร กล่าวว่า การหาเสียงปี 2566 ทำอะไรได้บ้าง บอกว่าเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือน ค่าแรงจะลากไปให้ถึงวันละ 600 บาท รถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ลดค่าแก๊ส น้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟทันที แล้วเป็นไงทำได้หรือไม่ มาคราวนี้เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ด้วยการลุ้นแบบนี้ไม่ได้
“การผูกติดกับการเสี่ยงโชค ยิ่งทำตัวเหมือนประเทศด้อยพัฒนาหนักเข้าไปทุกที ไทยแต่ก่อนเศรษฐกิจแซงหน้าเวียดนาม แต่ปัจุบันอยู่ตามหลังมากแล้ว เราต้องการรัฐบาลมีศักยภาพการบริหารนำพาชาติ ไม่ใช่ให้คนมาลุ้นลมๆ แล้งๆ ในสภาพแบบนี้” สิ่งสำคัญคือ หลังจากพรรคเพื่อไทยเจอคลิปเสียงอังเคิล ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มองว่าเป็นพรรคไม่อยู่ในสายตา แล้วมาเสนอนโยบายแบบวูบวาบ ซึ่งน่าจะมีสติปัญญามากกว่านี้ การเสนอให้คนมารอลุ้นว่า ใครจะเป็น 9 คน วันๆ ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว
“ถามจริงๆ เถอะ ทำไมไม่ยอมรับผิดตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ประกาศนโยบายแล้วทำอะไรได้บ้าง ระหว่างการจะแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทรวม 5.4 แสนล้าน แต่วันนี้แจก 4 ปีหมื่นกว่าล้านทำเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าประชาชนจะเลือกการเมืองพวกพันธุ์อย่างนี้ก็สุดแท้แต่”
เอาเงินประเทศมาปู้ยี่ปู้ยำ
พร้อมทั้งกล่าวว่า พรรคอื่นปรามาสเพื่อไทย ปล่อยให้เล่นเกมหาเสียงแบบสบายๆ เอาแต่ตะคอกกราดใส่พรรคอื่น ก็ไม่มีใครสวนกลับสักคน เพิ่งเห็นพรรคประชาชนสวนกลับเอาบ้าง ดังนั้น ใครประกาศนโยบายไปเป็นรัฐบาลเมื่อครั้งที่ผ่านมาแล้วทำไม่ได้ ประชาชนต้องลงทัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องเก่าทำไม่ได้ ก็มาสร้างเรื่องใหม่แทนอีก ประชาชนไม่ควรปล่อยให้มีการหาเสียงกันแบบนี้ เรื่องลุ้นคนละล้านต่อวันแจก 9 คน ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินของประเทศมาปู้ยี่ปู้ยำกับเรื่องแบบนี้ การบอกว่า ลุ้นหนึ่งล้านต่อวัน กระตุ้นให้คนจ่ายภาษี แต่ประชาชนจ่ายภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว โดยผ่านแวต 7% จากการซื้อสินค้า แล้วจะกระตุ้นอะไรอีก คนก็ซื้อตามปกติอยู่แล้ว
สับพท.ผลาญเงินชาติ
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
กล่าวถึงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ของพรรคเพื่อไทย โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและที่มาของงบประมาณ ซึ่งเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้หาเสียง ซึ่งอาจเข้าข่ายการมอมเมาให้คนหลงเชื่อในความฝันที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทวงถามถึงสิทธิประโยชน์เดิมที่เคยสัญญาไว้ เช่น เงินหมื่นดิจิทัล จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน จึงมองว่านโยบายใหม่ที่ประกาศออกมาเป็นเพียงการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเดิม
หัวหน้าพรรครักชาติ แสดงความกังวลว่า นโยบายที่เน้นการเสี่ยงโชคหรือการรอคอยโชคลาภ จะส่งผลเสียต่อวินัยทางการเงินและทำให้ประชาชนจมปลักอยู่กับการพนัน พรรครักชาติขอถามแทนพี่น้องประชาชนว่า ได้ถามผู้เสียภาษีหรือยัง นโยบายแบบนี้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้จริง แต่กลับสร้างปัญหาให้คนงมงาย ทำได้จริงให้เห็นก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องใหม่
ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือการลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย
นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอยๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8 - 9% หรือไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้แรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ
ขุมทรัพย์บิ๊กดาต้า
นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8 - 9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน กล่าวอีกแบบคือลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน
นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า เปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1 - 2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5 - 25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล
นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ Big Data สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นข้อมูลระดับจุลภาค ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้องคาดเดาหรือหว่านแห จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง
มองว่าเป็นการลงทุน
นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า สำคัญที่สุดคือสามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และสร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง ผลลัพธ์คือ ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win - Win ทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรมล็อกผล แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่หว่านแห และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว
“หนู”หาเสียงหนองบัวลำพู
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเช้าวันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เดินหน้าหาเสียงที่จังหวัดหนองบัวลำพูและหนองคาย กองเชียร์ตะโกน “นายกฯ ในดวงใจ อนุทิน ชาญวีรกูล” การหาเสียงของนายอนุทิน ได้พบกับบิดาของ สิบโท ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ ทหารสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่1กองพันทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เดินทางมาพบ ซึ่งนายอนุทินได้พูดคุยให้กำลังใจ ก่อนที่บิดาของ สิบโท ศราวุฒิ บอกกับนายอนุทิน ว่า “อย่าเพิ่งเปิดด่าน” นายอนุทิน จึงตอบกลับว่า “ไม่เปิดอยู่แล้ว ไม่มีอยู่แล้ว”
นายอนุทินกล่าวว่า ตนเองเดินทางมาหนองบัวลำภูหลายครั้ง ในเหตุการณ์กราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในปี 2565 ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงมีความใกล้ชิดกับพื้นที่หนองบัวลำภู จังหวัดนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจังหวัดที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเป็นที่โยกย้ายข้าราชการที่มีปัญหา ถ้าหากเลือกหมู่เฮาก็ไปเฮ็ดงาน จะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก และอีกหน่อยข้าราชการจะต้องแย่งกันมาอยู่ จ.หนองบัวลำภู พวกท่านรู้จัก จ.บุรีรัมย์และ จ.สุรินทร์หรือไม่ เมื่อก่อนมีคำพูดว่า “ตำน้ำกิน” สุรินทร์ “กินน้ำตำ” ไหมวันนี้ เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว แต่วันนี้ไม่มีแล้วเปลี่ยนรูปแบบไปหมดแล้ว
ไม่ต้องกังวลปัญหาชายแดน
หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่น่าอยู่ มีวัฒนธรรม งานฝีมือ แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตนเดินทางมาหลายครั้ง แต่เพิ่งมีโอกาสไปสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นครั้งแรกในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการท่องเที่ยว หากมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น เชื่อว่าหนองบัวลำภูจะคึกคักกว่านี้อย่างแน่นอน สิ่งที่เห็นชัดคือวันนี้หนองบัวลำภูเปลี่ยนไป ถนนหนทางดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า ภาคอีสานต้องเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่การผลิตทางการเกษตร เรามีสะพานหลายแห่งที่สามารถใช้ค้าขายกับประเทศลาว และส่งสินค้าไปถึงประเทศจีนได้ ตลอดช่วง 3 - 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามยาเสพติดและของเถื่อนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคอีสาน ทำให้การลำเลียงยาเสพติดเป็นไปได้ยากขึ้น ถือเป็นภารกิจจำเป็น เพื่อให้พื้นที่ชายแดนริมแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ค้าขาย ไม่ใช่เส้นทางลำเลียงของผิดกฎหมาย นอกจากนี้ จะพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาหนองบัวลำภูมากขึ้น รวมถึงจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดใกล้เคียง ถือเป็นหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยในการขับเคลื่อนพื้นที่ทั้งภูมิภาค ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวล สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ ความมั่นคงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะนี้ทหารไทยได้มีการควบคุมพื้นที่ที่มีการรุกราน ของประเทศกัมพูชาเรียบร้อยหมด
ยืนยันว่าจะยังไม่เปิดด่านในขณะนี้ เนื่องจากหากเปิด อาจทำให้ของเถื่อนทะลักเข้ามา และส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยมากกว่า จะเห็นว่า การปิดด่านทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น แต่หนองบัวลำภูมีทั้งข้าว อ้อย และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะอ้อยที่เชื่อว่าราคาจะไม่ต่ำกว่า 1,400 บาทต่อตัน อย่างแน่นอน
‘อภิสิทธิ์’บุกร่มเกล้า-มีนบุรี
ที่ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วย นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดอย่างคึกคัก บางคนบอกว่าตั้งใจมามารอ , ขอให้ได้กลับเข้าสภาฯ,ดีใจที่ได้กลับมา , เป็นแฟนคลับตามมาตั้งแต่หนุ่มๆ
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังตลาดมีนบุรี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ช่วย น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.เขต 19 เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง) เบอร์ 11 ครอบคลุมพื้นที่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้พูดถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านเสียงตามสายในตลาดให้ประชาชนรับฟังด้วย โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ถึงลาดกระบังประชาชนก็มาให้การต้อนรับอย่างดี ขอบคุณทุกความสัมพันธ์ที่มีระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ และคนที่นี่มาโดยตลอด
ทำงานหนักโค้งสุดท้าย
เมื่อถามว่า ทำให้มีความมั่นใจในพื้นที่กรุงเทพมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นกำลังใจให้เราต้องเดินหน้าทำงานหนัก เพราะช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง ขณะนี้ก็จะมีการนำเสนอประเด็นในลักษณะที่อาจจะคิดว่ามาเร้าใจ แต่อยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากครั้งที่ผ่านๆ มา พอช่วงสุดท้ายหลายครั้งก็จะมีเรื่องของกระแส หรืออะไรก็ตาม แต่ทำให้เราลืมว่า การเลือกตั้งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศแบบยั่งยืนได้ ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว
“วันนี้มาเดินตลาด ทั้งเจ้าของตลาด และแม่ค้าก็พูดตรงกัน การกระตุ้นทั้งหลายก็ได้ระยะสั้นจริงๆ พอจบไปก็กลับมาสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เสร็จกิจโตแบบยั่งยืน รายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้าย ทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ”
ลุงป้อม”ผันตัวเป็นนักชิมตามรีวิว
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังวางบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ ได้ใช้เวลาว่างในบทบาทใหม่ในฐานะ“นักชิม”พาเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 เดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดัง“นาย ต.”(วัชรพล) เพื่อร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พล.อ.ประวิตร ยังเรียก ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น ผู้สมัครเขต12 เบอร์9ของพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทีมงานหาเสียง มาร่วมรับประทานอาหาร เพื่อเติมพลังและสร้างขวัญกำลังใจก่อนลงพื้นที่หาเสียงต่อ ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่าย อบอุ่น มีประชาชนที่มาใช้บริการร้านอาหารเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างเป็นกันเอง ระหว่างพูดคุย พล.อ.ประวิตร ได้สอบถามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ พร้อมกำชับผู้สมัครให้ใกล้ชิดประชาชน รับฟังปัญหา และนำไปหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง
ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น กล่าวว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ และผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างทั่วถึง ก่อนเดินทางกลับ เจ้าของร้านและประชาชนได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมสอบถามถึงโอกาสการกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ตอบด้วยอารมณ์ดีว่า ขอวางบทบาทนักการเมืองไว้เบื้องหลัง และหันมาเป็น “นักชิม” เต็มตัว หลังได้เห็นรีวิวร้านอาหารจำนวนมากจากสื่อต่างๆ และอยากมาลองด้วยตนเอง ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังไม่พลาดรีวิวในสไตล์นักชิมหน้าใหม่ โดยกล่าวว่า “ก๋วยเตี๋ยว นาย ต. วัชรพล เพิ่งมาครั้งแรก แนะนำให้มาหลายคน สั่งหม้อไฟ เนื้อเปื่อย เนื้อกรอบ ลูกชิ้นครบ” ก่อนทิ้งท้ายแบบสายกินว่า “ก๋วยเตี๋ยวต้องกินที่ร้าน ถึงจะเด็ด”
‘ยศชนัน’บอกชาวชัยภูมิ ไม่ท้อ
เวลา 11.15 น. 9 ที่โรงเรียนภูเขียว จ.ชัยภูมิ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ เดินทางมาปราศรัยหาเสียงช่วยน.ส.วิเมลือง แก้วศิริ ผู้สมัครสส.ชัยภูมิ เขต 6 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นายยศชนัน ประกาศพร้อมจะดูแลหนี้นอกระบบให้ธนาคารภาครัฐเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนกู้ไปปลดหนี้นอกระบบ และหากใครมีหนี้เสีย วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท จะให้ประชาชนจ่ายเพียงแค่ 10% แล้วเราจะตัดจบหนี้ให้ ส่วนผู้สูงอายุที่มีหนี้เสียก็จะตัดจบทันที หลายคนคิดว่าเราทำไม่ได้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว สามารถทำได้แน่นอนชัยภูมิมีทั้งหมด 7 เขตด้วยกัน ขอกายศชนันเข้าไปด้วยได้หรือไม่ ขอฝากยศชนันเป็นลูกหลานชัยภูมิอีกคนได้หรือไม่
นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า เราจะปลดหนี้เราต้องแก้ทั้งระบบ ค่าไฟ 3.70 บาทให้ไปเลย นี่คืออีกขั้นที่เราจะปลดล็อกพลังงานสะอาด คนไทยและประเทศไทยต้องมีอากาศที่สะอาด หากวันนี้นักวิทยาศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรี พี่น้องอยู่ดีกินดีแน่นอน ตนมาขึ้นเวทีเพื่อประกาศสงครามครั้งสุดท้ายกับยาเสพติด ไม่หมด ไม่เลิก วันนี้ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยเข้าไปทั้งทีม เพราะตนเข้าไปคนเดียวไม่ได้ ต้องเข้าไปทั้งทีม ครั้งที่แล้วเมื่อไม่ได้เข้าไปทั้งทีม การผลักดันนโยบายก็จะไม่ง่าย หนึ่งปีปลดหนึ่งคน อีกปีปลดอีกคน แต่เราไม่ย่อท้อ เราทำงานเป็นทีม เรามีทุกอย่างไว้หมด หากเข้าไปอีกครั้ง เราสามารถทำทันทีและเราทำได้ ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้งสองใบ ชัยภูมิต้องเป็นสีแดงทั้งแผ่นดิน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี