533.jpg
รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน  ‘เอกนิติ’สั่งลุย  ปรับคำนวณราคาขายส่ง

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ‘เอกนิติ’สั่งลุย ปรับคำนวณราคาขายส่ง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน

‘เอกนิติ’สั่งลุย

ปรับคำนวณราคาขายส่ง

หั่นค่าการกลั่นการตลาด

“เอกนิติ” สั่งกระทรวงพลังงานรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันด่วน จ่อตัดค่าขนส่ง-ประกันภัย พร้อมเล็งทบทวนค่าความเสี่ยงช่วงสงครามเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เตรียมชงเข้าที่ประชุมครม. นัดแรก 6 เม.ย. นี้ มั่นใจช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนได้ทันทีนายกฯ ลั่น ไม่มีใครในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากวิกฤตพลังงาน ขณะที่“พิพัฒน์”แจงไม่เคยเอาข้อมูลขึ้นราคาน้ำมันไปแจ้งบริษัท ลั่นรอดูผลประกอบการไตรมาสแรกเครื่องพิสูจน์บขส.เคาะปรับค่าโดยสารรถตู้-มินิบัส5สตางค์ต่อกิโลเมตร เริ่ม6เม.ย.นี้ด้านม็อบแรงงานรวมตัวบุกทำเนียบ ยื่น7ข้อแก้น้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.45น.วันที่ 2เมษายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ว่าขณะนี้อยู่ที่การนำเสนอของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐบาลพยายามหาทุกช่องทางที่จะลดภาระของประชาชน ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่าจะดูแลไม่ให้เกิดการกักตุน เนื่องจากมีหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยด้านราคาน้ำมัน ที่พอถูกกว่ามาเลเซียในระดับหนึ่งจะเกิดการกักตุนและมีการนำน้ำมันไปใช้ในพื้นที่อื่น ดังนั้นต้องหาจุดสมดุลที่ดี


ลั่นเป้าหมายคือประชาชน

ส่วนในสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีการออกพระราชกำหนดกู้เงินหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลจะใช้ทุกวิถีทาง แต่ต้องดูเรื่องวินัยการเงินการคลัง รายได้รัฐ สวัสดิภาพ และค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนด้วย ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ โดยมีเป้าหมายคือประชาชน ซึ่งต้องมั่นใจก่อนว่าที่มีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลอุ้มนายทุน หรือ อุ้มธุรกิจ ฉะนั้นขอยืนยันว่าตนสำนึกอยู่เสมอ ว่าที่มาได้เพราะประชาชน ไม่มีทางแม้แต่จะคิดว่าจะเห็นคนอื่นดีกว่าประชาชน ไม่มีทางที่จะคิดปกป้องคนไหนก็ตามมากกว่าคนที่เลือกตนมา ตรงนี้ต้องขอพูดให้ชัดก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีคนพูดเยอะแยะไปหมด เอาไปโพสต์ทำให้เกิดความสับสนในกระแสสื่อต่างๆ ขอย้ำว่าเราสำนึกเป็นอย่างดี ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ใครเลือกเรา และให้ความไว้วางใจเรามา จำไว้เลยว่าไม่มีทางที่ตนจะเห็นใครดีกว่าประชาชน

รับฟังเสียงวิจารณ์ทั้งหมด

สำหรับที่ขณะนี้โลกโซเชียลตำหนินายกรัฐมนตรีค่อนข้างเยอะจะบริหารความรู้สึกอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนรับฟังหมด บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทาง ตนก็ฟังก็อ่านดู เราเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นคนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้

เมื่อถามว่าไม่เครียดใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุเพียงว่า ก็ต้องบริหารให้ได้ จะบอกว่าอ่านแล้วยิ้มไม่รู้สึกอะไรไม่ได้หรอก แต่ที่รู้สึกไม่ได้เพราะเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่อย่างที่บอกว่าทุกคำวิพากษ์วิจารณ์จะมีข้อแนะนำ

ไม่ต้องให้กำลังใจ‘พิพัฒน์’

ส่วนได้มีการให้กำลังใจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างไรบ้าง เนื่องจากขณะนี้กระแสโซเชียลไม่ให้ไปเติมน้ำมันปั๊มพีที นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องให้กำลังใจกันหรอก ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแต่ขอกำลังใจทำงานหน่อยก็เปลี่ยนดีกว่า ซึ่งไม่มีหรอก ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ และทำงานเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องไปขอกำลังใจจากใคร

เมื่อถามถึงการทำงานของ นางสาวณัฏฐามหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. สอบผ่านหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าข้อมูลที่สื่อสารกับประชาชน เป็นข้อมูลที่ได้จากการประชุมศบก. ซึ่งการจะเป็นโฆษกไม่เกี่ยวข้องกับจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะเขาไม่ได้คิดเอง แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับรายงานจาก ศบก. ก็สื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ

ย้ำไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ส่วนที่มีคนตำหนิเรื่องของการตอบคำถาม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ อย่างเมื่อเช้ามีแถลงจากทางสหรัฐฯ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน แม้เราจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมานั่งดูแลประโยชน์ของประเทศเราให้มากที่สุด

“จริงๆของบางอย่างต้องทำงานอย่างเดียวให้ผลงานเป็นที่พิสูจน์ ซึ่งบางอย่างก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลและความลับทางราชการ แต่รับรองว่าทุกคนทำงานเต็มที่ และไม่มีใครในคณะรัฐมนตรีมีผลทับซ้อน จากสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้ ตนยืนยันจริงๆ ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มี จะไม่พูดถึงขนาดว่าถ้ามีจะไม่เลี้ยงไว้ เพราะมันไม่มี ก็เลยไม่ต้องพูดคำอื่น” นายอนุทิน กล่าว

‘พิพัฒน์’ยันไม่เคยแจ้งข้อมูลเอกชน

วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการ พี่ก๊องMorning ดำเนินรายการโดยนายปรเมษฐ์ ภู่โต ออกอาการทางแนวหน้าออนไลน์ โดยได้ชี้แจงเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ หรือการล่วงรู้ข้อมูลภายใน กรณีน้ำมันขึ้นราคา 6 บาท ว่าตอนขึ้น 6 บาทนั้น น้ำมันที่สถานีบริการไม่มี ดังนั้นไม่มีบริษัทใดได้

“นายกฯ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจสอบสถานีบริการที่ขึ้นป้ายน้ำมันหมด โดยนายอำเภอ และพลังงานจังหวัดไปดำเนินการ ผลคือ สถานีบริการเหล่านั้นไม่มีน้ำมันจริง ดังนั้นเมื่อไม่มีน้ำมันอยู่แล้วจะมีรายได้จาการขึ้นราคาน้ำมันตรงไหน” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับเรื่องการข้ดกันผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารบริษัทพีที แต่ยอมรับว่ามีส่วนได้ส่วนเสียเพราะถือหุ้นก็ได้เงินปันผล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในการทำหน้าที่ประธานศบก.ไม่เคยโทรศัพท์ไปบอกบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ตนยึดมั่นว่าในฐานะที่กินเงินเดือนรัฐบาล มีหน้าที่ต้องรักษาความลับ “ผมพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อแน่นอน ดังนั้นขอให้ดูจากผลประกอบการของบริษัทไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งจะเปิดเผยกันประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ไปดูตรงนั้นดีกว่า ผลประกอบการจะเป็นเครื่องพิสูจน์” นายพิพัฒน์ กล่าว

รอครม.ชุดใหม่ เคาะลดภาษีนํ้ามัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน 1 บาทว่า ยังไม่ได้ทำโครงรายละเอียด เพราะกระทรวงการคลังเสนอมาในหลักการว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเขาต้องไปทำคำขอและรายละเอียดเสนอมาอีกที แต่หากต้องไปขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเป็นเรื่องการใช้งบกลาง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าน่าจะรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ เพราะอีกไม่กี่วัน

เมื่อถามว่า ได้เห็นร่างคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลแล้วหรือยัง นายปกรณ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าทางพรรคทำไว้แล้ว แต่ได้ให้แนวทางไปในส่วนการพัฒนากฎหมาย และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งพรรคคงจะไปปรับข้อความต่างๆ โดยตนจะใช้วิสัยทัศน์เดิมจากที่เคยทำงานในคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บขส.ปรับค่าโดยสารรถตู้-มินิบัส

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับอัตราค่าบริการรถโดยสารสาธารณะ ว่า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง เตรียมอนุญาตให้ผู้ประกอบการขึ้นค่าโดยสาร เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานในปัจจุบัน กลุ่มแรก ที่จะเริ่มปรับเปลี่ยนราคา คือ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก (มินิบัส) ทุกเส้นทางรวมประมาณ 3,000 คัน จะปรับขึ้นในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2569 เป็นต้นไป สำหรับผู้โดยสารที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ บขส. ยืนยันว่า จะยังคงตรึงราคาเดิมไปจนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน โดยรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (รถทัวร์) ทั้งของ บขส. และรถร่วมบริการรวมประมาณ 6,000 คัน จะเริ่มปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงการเดินทางกลับภูมิลำเนา

เปิด4มาตรการช่วยเหลือรถร่วมฯ

ต่อมา นายอรรถวิทเปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้ประกอบการรถร่วมฯ ทั้งรถโดยสารขนาดใหญ่ และรถโดยสารขนาดเล็ก (มินิบัส) และ รถตู้ เพื่อชี้แจงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ จากผลกระทบราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประมาณ 50 คน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 โดย บขส. มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ ดังนี้1. “ตรึงราคาค่าโดยสาร” กระทรวงคมนาคม ขอให้รถสาธารณะ (รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ) ตรึงราคาค่าโดยสารในราคาเดิมไปก่อน ตั้งแต่วันที่ 6 – 19เม.ย.25692. รถมินิบัส และรถตู้ เตรียมปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตราใหม่ 2 บาท ต่อ 100 ก.ม. ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.2569 เป็นต้นไป3. บขส.หารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อจัดเตรียมสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้

4. บขส. มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถร่วมฯ ตามการเดินรถจริง

‘เรือเจ้าพระยา-คลองแสนแสบ’ขึ้นราคา

นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด เจ้าของ เรือคลองแสนแสบ เปิดเผยว่า เนื่องจากอัตราต้นทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจึงขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาทตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2569 เป็นอัตรา 15-25 บาท โดยคิดอัตราราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 37.01-39.00 บาท/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลที่ 44.24 บาท/ลิตร ส่วนจะขึ้นอัตราค่าโดยสารอีกหรือไม่ ขอพิจารณาภายในวันที่ 16 เม.ย.นี้อีกครั้ง หากราคาน้ำมันดีเซลลดลงบริษัทจะปรับค่าโดยสารลงทันที

ด้านนาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขร กล่าวว่า เรือด่วนเจ้าพระยาจึงขอปรับอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทอีกครั้งขึ้น 2 บาทจากอัตราเดิม โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันอังคารที่ 7 เม.ย. 2569 เป็นต้นไป สำหรับเรือธงส้ม จะปรับจาก 18 บาท เป็น 20 บาท เรือธงเหลืองปรับจาก 23 เป็น 25 บาท เรือธงเขียว ปรับจาก 16-35 บาทเป็น 18-37 บาท เรือธงแดง ปรับจาก 32 เป็น 34 บาท

ม็อบแรงงานรวมตัวบุกทำเนียบ

เวลา 11.00น.ที่บริเวณ ประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) ยอดมวลชน 100คน นำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งแก้ไขวิกฤตปัญหาน้ำมันขาดแคลนราคาแพง และค่าไฟฟ้า สินค้า ราคาแพง

ยื่น7ข้อแก้น้ำมันแพง-ค่าไฟพุ่ง

โดยมีข้อเสนอแนวทางดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรี จำนวน 7ข้อ ได้แก่1.ขอให้รัฐบาลควบคุมราคาพลังงาน ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ยกเลิกการเก็บ ภาษีที่ซ้ำซ้อน 2. หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการเพื่อนำ ปตท. และกิจการโรงกลั่นน้ำมัน กลับคืน มาเป็นของรัฐ 3. รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิตและการกลั่นน้ำมันในประเทศและการนำเข้าจากต่างประเทศ 4. รัฐต้องตรวจสอบเอาผิดกับโรงกลั่น บุคคล นิติบุคคล ที่มีการกักตุนน้ำมัน รวมทั้งการปรับ ขึ้นราคาทั้งๆ ที่เป็นน้ำมันสต๊อกเก่าอย่างเร่งด่วน 5. ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษในการบริหารกิจการพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ประชาชนได้เข้าถึง อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 6.รัฐต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าครองชีพสูงขึ้น 7.ในกิจการไฟฟ้ารัฐต้องยกเลิกสัญญาทาสการซื้อไฟฟ้าที่แพงจากกลุ่มทุนเอกชน และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกลับมาเป็นองค์กร หลักในการผลิตไฟฟ้าให้แก่ประเทศชาติและประชาชน

‘เอกนิติ’เรียกประชุมคตร.นัดแรก

รายงานจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า วาระงานด่วนวันที่ 2 เม.ย.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ณ กระทรวงการคลัง

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งนายเอกนิติ เป็นประธาน คตร.โดยมีคณะกรรมการ ได้แก่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต รมว.พลังงาน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญพลังงาน นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตผู้บริหารระดับสูงบริษัทพลังงานร่วมเป็นกรรมการ

สั่งหั่นค่าการกลั่น-การตลาด

ต่อมา นายเอกนิติ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม คตร. นัดแรก ว่า ได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายเอกนิติ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ไปศึกษาและปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณราคาขายส่งน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทั้งในส่วนของ “ค่าการกลั่น” และ “ค่าการตลาด” เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และเตรียมนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายน 2569 นี้

จากการพิจารณาสูตรการคำนวณราคาน้ำมันในปัจจุบันพบว่า อาจสูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากมีการนำค่าขนส่งและค่าประกันภัยเข้ามารวมในราคาขายส่งด้วย ที่ประชุมจึงมีมติให้กระทรวงพลังงานปรับปรุงตัวเลขโดยตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออก ซึ่งจะส่งผลให้ค่าการกลั่นลดลงทันที

เล็งทบทวน War Premium

นอกจากนี้ ยังให้ศึกษาการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยงส่วนต่างราคาน้ำมันในช่วงสงคราม หรือ War Premium แม้ตลาดโลกจะมีการอ้างอิงถึงค่าความเสี่ยงนี้ แต่ในข้อเท็จจริงพบว่า โรงกลั่นในไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว มีการจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริมด้วย จึงต้องตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงเพื่อนำมาคำนวณค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่เหมาะสม ป้องกันการผลักภาระที่เกินจริงไปสู่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ได้กำหนดให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันที่ 3 เมษายน 2569 เพื่อให้ คตร. ประชุมหารืออีกครั้ง โดยตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อนำเสนอต่อ ครม. นัดแรก ซึ่งเชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน

พลังงานแจงค่าการตลาด-การกลั่นพุ่ง

ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า ปัจจุบันค่าการตลาดเฉลี่ย (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 2 เม.ย. 2569) อยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเกณฑ์ความเหมาะสมที่เคยศึกษาไว้ที่ระดับ 2.45 บาทต่อลิตร โดยกระทรวงพลังงานได้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิดไม่ให้เกินระดับดังกล่าว ส่วนกรณีที่ตัวเลขค่าการกลั่นในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 13-14 บาทนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมด เนื่องจากมีต้นทุนวัตถุดิบและค่าพรีเมียมจากภาวะสงครามรวมอยู่ด้วย หากเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในสถานการณ์ปกติ ค่าการกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับค่าการตลาด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top