วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569
"กรณ์"กระทุ้ง"เอกนิติ" บี้ทวงคืนค่าการกลั่น 2 หมื่นล้าน หลัง"โรงกลั่น"ฟันกำไรเพียบ จี้"คลัง"คืนเงินเข้ากระเป๋าประชาชน ถามตรงออก"พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน"เป็นไปตาม รธน.172 หรือไม่ ด้าน"รมว.คลัง"แจงเป็นแค่ค่าอ้างอิง กำลังเร่งปรับปรุง ยังต้องดูแล ปชช.ทุกกลุ่ม หากจำเป็นก็ต้องทำ
23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.คลัง จากปัญหาวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นต้นตอที่มาที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุด ว่ารัฐบาลบริหารพลาดพลั้งในหลายมิติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพลังงาน แก้ปัญหาดังกล่าว ตั้งแต่การปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมันจนทำให้เกิดภาวะขาดแคลน การปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมัน จำหน่ายในราคาแพงเกินควร เมื่อเทียบกับสต็อกน้ำมันเดิมซึ่งมีต้นทุนราคาต่ำกว่าช่วงที่เกิดวิกฤต และที่สำคัญปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันกำหนดราคาขายสูง เมื่อเทียบค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวกับในช่วงสภาวะปกติ ซึ่ง รมว.คลัง ประกาศลดค่าการกลั่นน้ำมัน 2 บาท โดยคำนวณจากค่าการกลั่น 7 บาทต่อลิตร แต่ในความจริงมันพุ่งไปถึง 17 - 18 บาทต่อลิตร ตามสูตรของท่านเองต้องลดให้ประชาชน 8.50 บาท ไม่ใช่แค่ 2 บาท หรือ 5 บาทอย่างที่มาพูดในสภาฯ วันนี้
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า โรงกลั่นฯ ได้กำไรมหาศาลกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย ไม่ลดภาษีสรรพสามิตแม้แต่สตางค์เดียว ในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์ สาเหตุสำคัญซึ่งเป็นที่มาของราคาสินค้าที่สูงขึ้นสืบเนื่องมาจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการทุกประเภทสินค้าที่สูงขึ้น แม้ว่าวันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงแล้ว แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นเลยก็คือการปรับลดราคาสินค้าทั่วไป และเป็นสิ่งที่พรรคฯ ได้คาดการณ์ไว้แต่แรกว่า เมื่อมีการปล่อยให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินไปราคาสินค้าทั่วไปค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนจะสูงขึ้น และเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลงมาเราจะไม่เห็นราคาสินค้านี้ปรับลดลงตาม
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน (คตร.) ที่มีนายเอกนิติ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้ให้เวลา 15 วัน เพื่อหาข้อสรุปว่าราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนที่แท้จริงแล้วควรจะกำหนดอย่างไร มาถึงวันนี้ คตร.มีข้อสรุปว่าสูตรการกำหนดค่าการกลั่นสูตรการกำหนดราคาขายน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนนั้นควรที่จะต้องเป็นเท่าไหร่ และจะดำเนินการอย่างไรเพื่อคืนกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นตลอดช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้คิดผ่านสูตรค่าการกลั่นที่ รมว.พลังงานเอง ก็มองว่าไม่เป็นธรรม และจะนำกำไรส่วนเกินคำนวณอย่างน้อยประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท กลับคืนมาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร
ด้าน นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธาน คตร.เราได้มาดูค่าการกลั่นที่ทางกระทรวงพลังงานได้ประกาศตัวเลขค่าการกลั่น ที่นายกรณ์พูดว่าจะเห็นตัวเลขขึ้นไป 10 กว่าบาท พอเราไปดูในรายละเอียดเป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง ในที่ประชุมเราเรียกกันย่อๆ ว่าค่าการกลั่นทิพย์ เป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ตัวเลขต้นทุนค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่อ้างอิงโดยที่ยังไม่ได้รวมสถานการณ์ผิดปกติคือช่วงสงครามตะวันออกกลาง เราได้เชิญโรงกลั่นแต่ละแห่งเข้ามา พบว่าต้นทุนของการกลั่นที่แท้จริงแต่ละโรงไม่เท่ากัน เพราะต้องจ่ายค่าวอพรีเมี่ยม เราได้ลงมาคุยแต่ละโรงกลั่นว่าค่าวอพรีเมี่ยมที่เขานำเข้าน้ำมันดิบจากสถานการณ์สู้รบ การที่จะได้ตัวน้ำมันมากลั่นเพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ต้องจ่ายค่าวอพรีเมี่ยมและต้องจ่ายค่าประกันที่สูงผิดปกติ โรงกลั่นบางแห่งต้องจ่ายค่านำเรือออกมาเป็นพิเศษทำให้ค่าต้นทุนไม่สะท้อนความเป็นจริง
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่าเราทำเสร็จก่อน 15 วัน และได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประชุมครั้งแรกผลคือค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ขอให้มีการปรับให้สะท้อนความเป็นความเป็นจริง และเราพบว่าอาจจะมีในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ราคาขายก็สูงกว่าปกติแต่ต้นทุนก็จะต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เป็นค่าการกลั่นทิพย์ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ให้มีการปรับให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ส่วนผลตอบแทนส่วนเกินโดย คตร.เสนอแนะว่าให้ใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) น้ำมันขาดแคลน ปี 2516 ให้คณะกรรมการ กบง.เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ได้ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ได้นำเสนอเข้าสู่ ครม.และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกิน ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือนเมษายนก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับภาษีสรรพสามิต ต้องดูความสมดุลจริงๆ ว่าฐานะการคลังและการช่วยเหลือประชาชนจะใช้เครื่องมืออะไร วันนี้สิ่งที่เราได้ตัดสินใจคือใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพในเรื่องราคา ไม่ให้ส่งผ่านไปถึงประชาชนช่วยชะลอผลกระทบทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งในหลายๆประเทศ ที่ตนได้ไปคุยมาไม่มีลักษณะของกองทุนนี้ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิต เป็นรายได้หลัก ซึ่งเราต้องดูแลในเรื่องรายจ่ายอีกจำนวนมาก งบประมาณของประเทศในปีงบประมาณ 2569 เราได้ตั้งรายจ่ายมาตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลนี้เข้ามาก็ใช้งบประมาณนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลฐานะการเงินและรายได้เพียงพอที่จะมาใช้เป็นรายจ่ายในส่วนต่างๆอีกมากในการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนในส่วนต่างๆ ต้องได้รับงบประมาณจำนวนมากในการดูแล ซึ่งงบประมาณตรงนี้ในทุกกระทรวง ก็ต้องใช้งบเพราะฉะนั้นการที่จะหารายได้เพื่อที่จะมาดูแลประชาชนในส่วนอื่นๆให้เพียงพอก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่เราต้องรักษาสมดุลนี้
"เราต้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลก วิกฤติน้ำมันที่ขาดแคลนได้ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนสูงมาก กลไกในการดูแลส่วนนี้จึงต้องใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยชะลอไม่ให้กระทบประชาชน และท้ายที่สุดกองทุนน้ำมันก็เป็นภาระของคนทุกคนเช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตก็เป็น ภาระที่กระทบคนทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราดูแลคือใช้เครื่องมือให้ตรงจุด ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลรักษาเสถียรภาพของราคา ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ถ้าเราไม่สามารถรักษาความสมดุล สิ่งหนึ่งที่อาจจะตามมาที่ใช้ทรัพยากรทุกอย่างไปดูแลประชาชนบางกลุ่มอาจจะมีประชาชนอีกหลายกลุ่มอาจจะได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤติครั้งนี้ด้วยการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนนอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว วิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลกอาจจะนำพามาสู่วิกฤตอื่นๆเช่นวิกฤตการคลัง อาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า" นายเอกนิติ กล่าว
นายกรณ์ ได้ตอบกลับว่า เป็นคำตอบที่ยังไม่เคลียร์ โดยเฉพาะการทวงคืนกำไรส่วนเกิน 2 หมื่นล้านบาทกลับมาให้ประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนต้องจ่ายแพงล่วงหน้ามาตลอด และในเดือนเมษายน ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าการกลั่นของเดือนเมษายนในระดับประมาณ 14 - 15 บาท มา 20 กว่าวันแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิต ยอมรับว่าเรื่องนี้มีความคิดที่ต่างกัน ผู้ใช้น้ำมันคือคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม เพราะเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นล้วนมีผลต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่เมื่อราคาน้ำมันลดลง ก็มักจะพบว่าราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงตาม ทั้งนี้ แม้ คตร. จะทำหน้าที่เสร็จ แต่สังคมยังรอฟังการชี้แจงเรื่องสูตรการคำนวณค่าการกลั่นว่าจะมีการเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะเป็นประเด็นที่โต้แย้งกันมานานหลายปี
จากนั้น นายกรณ์ ได้เข้าสู่ประเด็นคำถามที่ 2.จากกรณีที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการเตรียมการเพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท โดยรัฐบาล แต่ไม่ได้มีการหารือกับทางกระทรวงการคลัง ตนเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะสามารถรักษาวินัยทางการคลังได้ต่อไปได้หรือไม่อย่างไร เพราะเป็นที่ทราบดีว่าสถานะทางการคลังของประเทศปัจจุบัน แม้จะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อคิดตามสัดส่วนเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างดี เพราะประเทศมี พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาลในอดีต แต่จากการที่อ้างถึงปี 52 ซึ่งมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มีการออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ปี 63 ช่วงวิกฤตโควิด ก็ออก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว GDP ของปี 52 ติดลบร้อยละ 2.3 เกิดวิกฤตหนักมาก และ GDP ปี 63 หนักกว่าอีก ติดลบร้อยละ 6.1 แต่ GDP ปีที่แล้ว เป็นบวกร้อยละ 2.6 ดังนั้นในปีนี้ แม้จะมีสงครามตะวันออกกลาง กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตยังเป็นบวกอยู่ที่ร้อยละ 1.5 จึงมีคำถามว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ที่จะออก พ.ร.ก.
“ทุกรัฐบาลอยากใช้เงิน ทุกรัฐบาลสามารถที่จะอ้างถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ แต่เรื่องของวินัยทางการคลัง ไม่มีใครใส่ใจในเรื่องนี้ ผมเชื่ออย่างมากว่า เรื่องที่สำคัญ นอกเหนือจากกรณีจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว กฎหมายยังได้ระบุชัดว่าเรายังต้องบริหารภายในกรอบ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ไม่ใช่ไปออก พ.ร.ก.อย่างพร่ำเพรื่อ” นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นตนขอถามคำถามที่ 2.ว่า สถานการณ์ปัจจุบันตามที่ได้ประมาณการไว้นี้ เป็นสถานการณ์ที่เข้าเกณฑ์ ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ในการออก พ.ร.ก.หรือไม่ และสถานการณ์แบบใดที่รัฐบาลอาจจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติมจากการขาดดุลในงบประมาณได้
นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤติหรือไม่วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่างวิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต วันที่ตนได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกันผ่านวิกฤติตะวันออกกลางฉะนั้นตนก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้นก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ไม่ยังไม่เบิกจ่ายมีเงินเหลือเท่าไหร่เพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หวาดแห่เพราะทรัพยากรทั้งโลกเราพึ่งฟื้นตัวจากโควิดปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีตเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือต้องใช้ให้ตรงจุด โดยเราพยามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว ผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแหไม่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อนเพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริงๆนี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด
"วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยังผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอเราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยาและสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือคือนอกจากเราจะมาใช้ไม่ใช่กลุ่มเยียวยาแต่เอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยถ้าพ้นวิกฤติครั้งนี้ประเทศไทยสามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งผ่านน้ำมันก๊าซธรรมชาติการนำเข้าเยอะก็มาใช้พลังงานทดแทนซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้นถ้าเราพ้นวิก วันนี้ งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดานที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้เพราะฉะนั้นวันนี้ เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่าและถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172" นายเอกนิติ กล่าว
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี