533.jpg
DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้ เค้น8บ.น้ำมัน ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

DSIเข้มนัดง้างปากจันทร์นี้
เค้น8บ.น้ำมัน
ดึงสตช./เจ้าท่าทำคดี
บุกค้นซ้ำคลังอ่างทอง

ดีเอสไอเผยชงนายกฯอนุมัติทีมสอบสวนชุดใหญ่ทั้ง สตช.กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่าฯลฯ เตรียมเค้น 8 บริษัท ขนส่งน้ำมันจันทร์นี้เพื่อพิสูจน์การกักตุน ในขณะที่การลงทะเบียนเยียวยาขนส่งผ่านไป 2 วัน 2.6 หมื่นราย รถกว่า 1.16แสนคัน ขยายเวลา ลงทะเบียน ถึง 24 เม.ย.

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหนังสือเรียกเชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ มาสอบปากคำในฐานะพยาน พร้อมให้เวลารวบรวมเอกสารหลักฐาน คาดเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันจันทร์ที่ 20 เม.ย. 2569 ณ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารซี(C) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัทเป็นมาอย่างไร มีใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรืออย่างไร เป็นต้น


ชงนายกฯตั้งทีมสอบพิเศษ

พ.ต.ต.วรณัน เผยด้วยว่า ปัจจุบันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีการจัดทำหนังสือแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้มีหน่วยงานภาคีเกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมการค้า
ภายใน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า ศรชล. ฯลฯ มาร่วมเป็นพนักงานสอบสวน และใช้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อปฏิบัติงานสอบสวนคดีกักตุนน้ำมันร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวอยู่ระหว่างนายกรัฐมนตรีลงนามตามขั้นตอนต่อไป

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภคและศูนย์ปฏิบัติการภาค 1 ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัดอ่างทอง พาณิชย์จังหวัดอ่างทอง ร่วมกันเข้าตรวจสอบ บริษัทคลังน้ำมันอ่างทองเก็บตัวอย่างไปพิสูจน์

ประชุมแก้ปัญหาน้ำมันปาล์ม

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในเตรียมนำแผนการใช้พลังงาน B7 และ B20 รวมถึงแผนการส่งออกน้ำมันปาล์มของผู้ประกอบการ เข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ในการประชุมวันที่ 21 เมษายนนี้ เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปริมาณและความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมระบุว่าการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มของประเทศในขณะนี้ ยึดหลักการบริหารสมดุลทั้งระบบ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ ควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการบริหารสมดุลน้ำมันปาล์ม ได้มีการประชุมในเดือนเมษายน 2569 เพื่อกำหนดกรอบการส่งออกในปริมาณ 200,000 ตัน โดยแบ่งเป็นการบริโภคภายในประเทศประมาณ 125,000 ตัน และการใช้ในภาคพลังงาน (B7 และ B20) ประมาณ 120,000–140,000 ตันเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 70,000 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณผลผลิตในช่วงฤดูกาล โดยกรมดำเนินการควบคู่กันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนหรือกระทบต่อราคาภายในประเทศ

สำหรับในเดือนเมษายน มีผู้ส่งออกยื่นขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มประมาณ 102,000 ตัน ซึ่งกรมได้พิจารณาอนุญาตให้ส่งออกทั้งหมด เนื่องจากยังอยู่ในกรอบที่กำหนด และยังสามารถพิจารณาอนุญาตเพิ่มเติมได้โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์สต็อกและความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลัก

แนวโน้มน้ำมันปาล์มลดลง

นายวิทยากรกล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่กรมยังคงดูแลให้ราคาภายในประเทศอยู่ในระดับประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาด

ทั้งนี้ ราคาผลปาล์มน้ำมัน ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 อยู่ที่ 6.80-7.50 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 7.15 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เฉลี่ย 5.70 บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 40.00–40.25 บาท ต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 40.13 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เฉลี่ย 33.75 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 19% ซึ่งเป็นผลจากการดูดซับเข้าสู่ภาคพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน กรมได้กำชับให้มีการกำกับดูแลการรับซื้อผลปาล์มอย่างเข้มงวด ทั้งในส่วนของโรงงานสกัดและลานเท โดยให้ปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน และตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งน้ำหนัก เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร

สำหรับการประชุมในวันที่ 21 เมษายนนี้ กรมจะพิจารณาข้อมูลแผนการใช้พลังงานและแผนการส่งออกจากผู้ประกอบการ พร้อมขอความร่วมมือให้จัดทำแผนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมและเกิดความสมดุลในทุกภาคส่วน

ขนส่งลงทะเบียนเยียวยา

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ภายหลังเปิดให้ลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือสำหรับ กลุ่มขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง(ดีเซลหรือเบนซินล้วน) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนผ่านระบบ “DLT พร้อมซัพพอร์ต” ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า มีผู้ประกอบการให้ความสนใจจำนวนมาก หลังเปิดรับลงทะเบียน 2 วันแรก (16–17 เมษายน 2569) มีผู้ประกอบการลงทะเบียนแล้วกว่า 26,000 ราย และมียานพาหนะเข้าสู่ระบบรวมกว่า 116,000 คัน (ข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569)

นายสรพงศ์ กล่าวว่า หลังจากเปิดระบบลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 พบว่า ยังมีผู้มีสิทธิบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ดังนั้น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้สั่งการให้ขยายระยะเวลาการลงทะเบียน เพื่ออำนวยความสะดวกและให้มาตรการเข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ดังนั้น กรมฯ จึงตัดสินใจขยายระยะเวลาลงทะเบียนออกไปจนถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยเปิดรับทั้งช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง และช่องทาง Walk-in ณ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ(ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

แนะนำหลักฐานต้องพร้อม

นายสรพงศ์ กล่าวย้ำว่ามาตรการนี้มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่รับภาระต้นทุนสูงที่สุด เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่กระทบต่อระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ

สำหรับเงื่อนไขการรับสิทธิและการจ่ายเงินสำหรับผู้ที่จะขอรับสิทธิ ต้องเตรียมเอกสารสำคัญ ดังนี้ 1.บัญชีธนาคาร ต้องผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน (บุคคลธรรมดา) หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (นิติบุคคล) 2.เอกสารหลักฐาน สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง, หนังสือรับรองนิติบุคคล และหลักฐานการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร(ตามประเภทรถ)

ทั้งนี้ การจ่ายเงินช่วยเหลือจะพิจารณาตามสัดส่วนระยะเวลาที่ให้บริการขนส่งจริงหลังจากวันที่ลงทะเบียนสำเร็จ ภายใต้กรอบมาตรการ 42 วัน (เริ่มวันที่ 20 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2569) จึงขอให้ ผู้ประกอบการรีบลงทะเบียนเพื่อรักษาสิทธิอย่างเต็มที่

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top