วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
วันนี้ 27 เมษายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยคดีของ เดฟ ชยพล กรณียื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุขอออกหมายจับคดี ม.112 ผิดพลาด โดย ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เห็นว่าการกระทำของตำรวจชอบด้วยกฎหมาย โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า "ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘เดฟ’ ชยพล กรณียื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุขอออกหมายจับคดี ม.112 ผิดพลาด เห็นว่าการกระทำของตำรวจชอบด้วยกฎหมาย - ยังไม่ถูกจับกุม
วันที่ 27 เม.ย. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ “เดฟ” ชยพล ดโนทัย อดีตสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีถูกขอออกหมายจับคดีมาตรา 112 ผิดพลาด จากเหตุการณ์พ่นสีพระบรมฉายาลักษณ์ในสถานที่ต่าง ๆ บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในช่วงคืนวันที่ 10 ม.ค. 2564 โดยที่ชยพลไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์แต่อย่างใด
.jpg)
ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 607 ชยพลเดินทางมาศาลพร้อมกับทนายโจทก์ ส่วนฝ่ายจำเลยมีผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลย ต่อมาศาลออกนั่งพิจารณาคดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีของชยพลในเวลา 10.20 น. โดยอ่านคำพิพากษาว่า “ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องโจทก์” สำหรับรายละเอียดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ระบุดังนี้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยกระทำละเมิกต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลย ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ตรวจสอบพบป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ถูกพ่นสเปรย์เป็นข้อความต่าง ๆ นั้น และเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี ก่อนมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง จากการสืบสวนติดตามจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ได้ความว่าบุคคลดังกล่าวชื่อสิริชัย นาถึง และชายอีก 1 คน

อีกทั้งมีตรวจสอบทะเบียนรถจักรยานยนต์พบว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาของโจทก์ และสืบทราบว่าโจทก์เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นเพื่อนกับสิริชัย คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นเชื่อว่าชายซึ่งยังไม่ทราบชื่อว่าเป็นใครนั้นคือโจทก์ในคดีนี้ จึงรวบรวบพยานหลักฐานและยื่นคำร้องขอออกหมายจับสิริชัยและโจทก์ในคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้เข้าไต่สวนและนำพยานหลักฐานมาประกอบ จึงเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2548 ข้อ 14, 16, 17
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าก่อนยื่นคำร้องขอออกหมายจับ ไม่ได้มีการตรวจสอบถิ่นที่อยู่ของโจทก์ในวันเกิดเหตุให้แน่ชัดก่อน เห็นว่าแม้พนักงานสอบสวนไม่ได้รอผลตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์มือถือของโจทก์ก็ตาม แต่การตรวจสอบตำแหน่งผู้ใช้งานอาจไม่ใช่เจ้าของหมายเลขที่แจ้งไว้แก่ผู้ให้บริการ
ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้ประมาทเลินเล่อ และมิได้มีเจตนาใส่ร้ายโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย อีกทั้งเป็นฐานความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดร้ายแรงอันกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ กระทบจิตใจของปวงชนชาวไทย และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง กลุ่มผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินราชการเป็นวงกว้าง เจ้าพนักงานตำรวจจึงต้องเร่งสืบสวน ปราบปราม นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ซึ่งทำการสืบสวนมารอบคอบแล้ว มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำผิด จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องออกหมายเรียกโจทก์
ต่อมาเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ายังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันการกระทำความผิดของโจทก์ได้ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงยื่นคำร้องขอยกเลิกหมายจับ ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะถูกจับกุมและถูกแจ้งข้อกล่าวหา
การกระทำของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและมิได้มีเหตุจูงใจที่จะตั้งข้อหาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจออกหมายจับ ทำให้โจทก์มีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากร เห็นว่า พนักงานสอบสวนยังมิได้นำข้อมูลหมายจับโจทก์ลงในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบกับการที่บุคคลจะมีประวัติอาชญากรจะต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ และส่งไปตรวจสอบที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งโจทก์ยังมิเคยถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยจับกุมและพิมพ์ลายนิ้วมือแต่อย่างใด จึงไม่มีประวัติโจทก์อยู่ในกองทะเบียนประวัติอาชญากรของจำเลยแต่อย่างใด
ส่วนอุทธรณ์โจทก์ในประเด็นอื่น ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ณเรศ ทรงประกอบ, ทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร และวิรัตน์ กาญจนเลขา
ทบทวนเหตุการณ์จับกุม ‘นิว’ สิริชัย ระบุ ‘เดฟ’ ชยพล ถูกออกหมายจับคดี ม.112 อีกคน ต่อมา ตร.ไม่แจ้งข้อหาและยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ
มูลเหตุของคดีนี้ เกิดจากเหตุการณ์ของคืนวันที่ 13 ม.ค. 2564 “นิว” สิริชัย นาถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจับกุมตามหมายจับมาตรา 112 ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 14/2564 และถูกค้นห้องตามหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรี โดยพบว่าในหมายค้นดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ให้ตรวจค้นบุคคลที่ออกหมายจับซึ่งปรากฏชื่อของ “ชยพล” ว่าเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับ ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 15/2564
ประกอบกับที่ “นิว” สิริชัย ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 08.00 น. ทางพนักงานสอบสวนสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและระบุว่าสิริชัย นาถึง กับชยพล ดโนทัย เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกตระเวนไปกระทำความผิด และได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันกระทำความผิด”
จากนั้นในวันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 11.30 น. ชยพลเดินทางมาถึง สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยทนายความ เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนแสดงความบริสุทธิ์ใจ ตามที่พบว่าตนถูกออกหมายจับดังกล่าว พร้อมกับหลักฐานว่าตนเองไม่ได้อยู่ในวันและเวลาที่เกิดเหตุ เนื่องจากขณะนั้นตนพักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิมที่ จ.สงขลา และเพิ่งเดินทางกลับมายังกรุงเทพมหาคร เมื่อค่ำของวันที่ 14 ม.ค. 2564 โดยผู้กำกับการ สภ.คลองหลวง ยืนยันว่าไม่เคยมีการออกหมายจับ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีเกี่ยวกับคดีนี้ ก็ยืนยันว่าไม่เคยมีการออกหมายจับ จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเกิดขึ้น ชยพลจึงลงบันทึกประจำวันไว้และเดินทางกลับ
ในเวลา 15.54 น. ของวันเดียวกัน สำนักข่าวมติชน รายงานว่า คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ที่ 16/2564 ยื่นคำร้องขอยกเลิกหมายจับ เนื่องจากตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมพบว่า ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับชยพล โดยศาลมีคำสั่งรับคำร้อง เรียกสอบแล้ว ผู้ร้องแถลงยืนยันตามคำร้อง อนุญาตให้ถอนคำร้อง ยกเลิกหมายจับ
‘เดฟ’ ชยพล ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกค่าเสียหาย 2 ล้านบาท เหตุตร.ขอศาลออกหมายจับ 112 โดยมิชอบ
เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2564 ชยพลเป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สืบเนื่องจากกรณีที่ตนถูกออกหมายจับในคดีมาตรา 112 และต่อมาศาลจังหวัดธัญบุรียกเลิกหมายจับดังกล่าว
คำฟ้องระบุโดยสรุปว่า การกระทำของตำรวจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในเวลาดังกล่าวมีประชาชนและนักศึกษาถูกดำเนินคดีจำนวนมากจากการเรียกร้องทางการเมืองและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีบทบาทสำคัญ ความพยายามในการดำเนินคดีนักศึกษาเช่นกรณีของสิริชัย และการออกหมายจับโจทก์เป็นการกระทำด้วยเหตุจูงใจให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอื่น ๆ ยุติการเคลื่อนไหวและกระทำโดยขาดความระมัดระวัง เป็นการจงใจใช้กฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่กฎหมายรับรองไว้
การร้องขอต่อศาลเพื่อออกหมายจับดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพราะก่อนหรือขณะที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับนั้น เจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดของจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่กลับกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของตำรวจ
เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและถูกละเมิดชื่อเสียงอันเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรับรองว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย จะถูกลิดรอนเสรีภาพ จับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ จึงขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ดังนี้
1. ขอโทษโจทก์และครอบครัว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักการสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี ตร.จึงต้องประกาศขอโทษ ในกรณีการออกหมายจับผิดพลาดในครั้งนี้ ต่อไปจะกำชับให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานในสังกัดของจำเลย มิให้กระทำการในลักษณะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์สาธารณะ และผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ทุกประเภทเป็นเวลา 7 วัน
2. ให้ลบประวัติอาชญากร เนื่องจากแม้จะมีการถอนหมายจับแล้ว แต่โจทก์จะมีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของตร. ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากรดังกล่าว จึงขอให้ลบข้อมูลประวัติอาชญากรที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
3. ให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2 ล้านบาท เนื่องจากการออกหมายจับเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ทั้งการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจาก จ.สงขลา มาแสดงตัวที่ จ.ปทุมธานี ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐพึงตระหนักถึงการละเมิดดังกล่าวและชดใช้เยียวยาเป็นเงินจำนวนที่พอจะถือได้ว่า เป็นมาตรการเชิงลงโทษอันเกิดจากการละเมิดต่อบุคคล เพื่อให้รัฐได้ปรับปรุง แก้ไข กำกับดูแล วางมาตรการป้องกันและพัฒนาเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการขอออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับตามขั้นตอนกฎหมาย ยังไม่พอฟังว่าตำรวจจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ในการละเมิดโจทก์
ภายหลังคดีมีการสืบพยานไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2565 โดยสืบพยานโจทก์ 2 ปาก คือชยพล ดโนทัย และมารดา ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 2 ปาก ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน และเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสอบสวนผู้ร้องขอศาลออกหมายจับ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจทั้ง 2 ปาก รับว่าร้องขอออกหมายจับโดยไม่เห็นหน้าผู้กระทำผิด
ต่อมาวันที่ 31 ม.ค. 2566 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้ยกฟ้องของชยพล เนื่องจากเห็นว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนของจำเลยบังคับให้พิมพ์ลายนิ้วมือหรือกระทำการอื่นใดที่อาจทำให้โจทก์เสียหายตามฟ้อง ซึ่งเป็นเพียงการร้องขอต่อศาลให้มีการออกหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมาย และศาลได้ใช้อำนาจพิจารณาตามกฏหมายให้ออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับเพียงเท่านั้น ยังไม่พอฟังว่าจำเลยโดยเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนของจำเลย จงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำการอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์
ต่อมา โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระบุว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เนื่องจากเห็นว่าการกระทำละเมิดของตำรวจเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงที่รัฐและเจ้าพน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นกรณีนี้อีก จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยรับผิดตามฟ้องโจทก์
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้ (27 เม.ย. 2569) โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83044"




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี