533.jpg
ดาหน้าโต้ติดโผฟาดสินบน ดินกันพล่าน 3กรมแถลงการณ์โวย กกร. นายกฯ เดือด สั่งไล่เช็คบิล

ดาหน้าโต้ติดโผฟาดสินบน ดินกันพล่าน 3กรมแถลงการณ์โวย กกร. นายกฯ เดือด สั่งไล่เช็คบิล

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดาหน้าโต้ติดโผฟาดสินบน

ดินกันพล่าน

3กรมแถลงการณ์โวยกกร.

นายกฯเดือดสั่งไล่เช็คบิล

 

“กรมควบคุมมลพิษ-กรมอุทยานฯป่าไม้” เต้นผาง หลังโพล กกร. ระบุติด “ท็อปเทน” หน่วยงานรับสินบนสูงสุดโต้แหลก ไม่เคยทำ พร้อมแนะให้ชี้เบาะแส ด้าน”ปกรณ์”เห็นพ้องปราบทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ ชี้สอดรับนโยบายรัฐบาล ขณะที่ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย)เผยปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ชี้เป็นต้นเหตุฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ หวังหน่วยงานเรียกรับสินบนยอมรับความจริง-เร่งแก้ไข


ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมว่า ภายหลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ และพบว่าเกือบ 90% ของภาคธุรกิจ มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในระดับปานกลางถึงมากที่สุด

ส่วนหน่วยงานที่มีอัตราเสนอสิ่งตอบแทนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจร มีการติดต่อเฉลี่ย 1.69 ครั้งต่อปี และทุกครั้งมีการเสนอสิ่งตอบแทน คิดเป็น 100% รองลงมา คือ กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) เสนอสิ่งตอบแทน 94.4% ตามด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล 91.7%

กรมเจ้าท่า 90% และกรมทางหลวง 82%

สำหรับหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.กรมควบคุมมลพิษ มีจำนวนเงินที่เสนอให้ 102,160 บาทต่อครั้ง 2.กรมเจ้าท่า 100,000 บาทต่อครั้ง 3.กรมสรรพสามิต 94,667 บาทต่อครั้ง 4. กรมสรรพากร 89,498 บาทต่อครั้ง และ 5.กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) 88,750 บาทต่อครั้ง

กรมควบคุมมลพิษโต้แหลก

ล่าสุด วันเดียวกันกรมควบคุมมลพิษ ที่ติดอันดับ 1 ของการเสนอสินบนต่อครั้ง ตั้งโต๊ะแถลง นำโดยนายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ, รองอธิบดี และผู้บริหาร รวมถึงนำเจ้าหน้าที่แสดงจุดยืน ยึดมั่น “องค์กรแห่งความโปร่งใส”

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ย้ำเดือด คพ.ได้ออกจดหมายเปิดผนึกส่งไปถึงนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโพล เพื่อขอข้อมูล วิธีการสำรวจ และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับผลสำรวจดังกล่าว โดยย้ำว่า กรมควบคุมมลพิษไม่มีอำนาจอนุมัติหรือออกใบอนุญาตประกอบกิจการใด ๆ ทั้งต่อภาครัฐและเอกชน จึงไม่มีช่องทางหรือกลไกที่เอื้อต่อการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ พร้อมตั้งข้อสังเกต ตัวเลขสินบนเฉลี่ย 102,160 บาทต่อครั้ง สูงกว่าค่าปรับตามข้อเท็จจริงหลายเท่า โดยค่าปรับทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 15,000-30,000 บาท ส่วนกรณีแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ค่าปรับสูงสุดยังไม่เกิน 60,000 บาท

ย้ำหากไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานรองรับในโพล การเปิดเผยข้อมูลอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ดังนั้นขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงาน โดยการชี้แจงหรือขอโทษอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ.

กรมอุทยานฯ-ป่าไม้’ แถลงการณ์โต้รับส่วยหลังติดโผภาคเอกชน 3 สถาบัน

ป่าไม้อุทยานแถลงโต้

ด้านกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในลำดับที่ 9 นั้น กรมอุทยานฯได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจง เรื่องผลสำรวจความโปร่งใสของภาคเอกชน (กกร.) และมาตรการยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร โดยระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 ซึ่งระบุว่า กรมอุทยานฯ ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 9 จาก 10 หน่วยงาน โดยมีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้ง 68,000 บาท นั้น

ขอเรียนว่ากรมอุทยานฯ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อข้อมูลดังกล่าว โดยอธิบดีกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกระบวนงานที่มีการติดต่อกับภาคเอกชนโดยทันที ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ ยึดมั่นในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน และดำเนินการตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง ตลอดจนกำชับทุกหน่วยงานในสังกัดให้ยึดหลักกฎหมาย ระเบียบราชการ และจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

ไม่มีนโยบายรีดไถเงิน

กรมอุทยานฯ ขอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายในการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น หากตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่รายใดกระทำผิดวินัยหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน กรมฯ จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดทั้งทางวินัยและอาญาโดยกรมอุทยานฯ พร้อมให้ความร่วมมือและประสานขอข้อมูลกับ กกร. ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ประชาชนและภาคเอกชนสามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้โดยตรงที่สายด่วนกรมอุทยานแห่งชาติฯ 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือศูนย์ราชการสะดวกกรมอุทยานฯ โทร. 0-2561-0777 ต่อ 1240 ในวันและเวลาราชการ

กรมอุทยานฯ ขอยืนยันว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ และยืนยันว่าหากพบเจ้าหน้าที่รัฐมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ จะดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด “ไม่มีข้อยกเว้น”

ป่าไม้ไม่มีนโยบายคอรัปชั่น

ขณะที่กรมป่าไม้ออกแถลงการณ์เรื่องผลสำรวจความโปร่งใสของภาคเอกชน (กกร.) และมาตรการยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร โดยระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 ซึ่งระบุว่า กรมป่าไม้ ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 10 โดยมีมูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้ง 67,500 บาท นั้น

กรมป่าไม้ ขอยืนยันเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า กรมป่าไม้ไม่มีนโยบายสนับสนุน หรือยอมรับการทุจริและคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และการปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

กรมป่าไม้ ให้ความสำคัญกับการบริหารราชการด้วยความถูกต้องเป็นธรรม ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับมีจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ หากตรวจพบการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ กรมป่าไม้จะดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการทางวินัย รวมถึงดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้น กรมป่าไม้ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ บุคลากรทุกภาคส่วน ตลอดจนประชาชน ร่วมกันเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารงานภาครัฐที่โปร่งใส โดยประชาชนและภาคเอกชน สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่สายด่วน 1310 กด 3 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือศูนย์บริการประชาชน โทร. 0-2561-4292 – 3 ต่อ 5053 ในวันและเวลาราชการ

“ปกรณ์”ประชุมปราบโกง

เวลา10.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานรองนายกรัฐมนตรี ชั้น 1 ตึกแดง 3 ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงาน Zero corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย TDRI สถาบันเพื่อการยุติธรรม (TIJ) และ เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ภายหลังผลสำรวจภาคเอกชนพบว่ากว่า 89% มองว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

ในการหารือรองนายกรัฐมนตรีได้แลกเปลี่ยนกับเอกชนถึงแนวนโยบายของรัฐบาล ที่มีความชัดเจนที่จะต่อต้านการทุจริต ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็มีเจตจำนงแน่วแน่ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย

ปราบโกงวาระแห่งชาติ

ต่อมานายปกรณ์เปิดเผยว่าว่าแนวทางที่ กกร.เสนอตรงกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการปราบปรามทุจริตอยู่แล้ว ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน ซึ่งทาง กกร.เสนอให้เป็นวาระแห่งชาติ ในการผลักดันเรื่องนี้ และอีกประเด็นที่ตรงกับนโยบายของรัฐบาล คือ เรื่องการปรับปรับปรุงแก้ไข กฎหมายลำดับรองซึ่งกำหนดขั้นตอนรายละเอียด การดำเนินการต่าง ๆ ไว้ และใช้ดุลยพินิจได้มาก โดยให้ใช้เทคโนโลยีเข้ามา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการที่จะเป็น Open Goverment เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด ถ้าเป็นดิจิทัลก็จะโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับข้อเสนอของ กกร.

ขณะเดียวกัน กกร.จะเสนออีกคือให้มีหน่วยงานนำร่อง 4 หน่วยงาน เพื่อให้เป็นหน่วยงานโปร่งใสต้นแบบ และขยายไปที่อื่น ๆ อีกประเด็นที่มีการพูดคุยกัน คือ เรื่องการพัฒนาปฏิรูปกฎหมาย ให้ทันสมัย ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งจะพยายามช่วยกันทำ เบื้องต้นขอให้ กกร.ไปประชุมพิจารณากันว่ากฎหมายลำดับรองอะไรบ้าง กฎกระทรวง ระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ จะได้มีการปรับปรุงแก้ไข ให้เสนอมาว่ามีเรื่องอะไรบ้าง จะปรับปรุงแก้ไขอะไรอย่างไร ให้เสนอมาที่รัฐบาล แล้วรัฐบาลจะนำไปดำเนินการต่อ

เปิดชื่อแล้วต้องจัดการ

ส่วนกรณีที่มีการเปิดเผยรายชื่อหน่วยงานที่มีการทุจริต นายปกรณ์ กล่าวว่า จากการพูดคุยกันเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นการไปทำวิจัยมาว่ามีหน่วยงานไหนบ้าง ก็เป็นผลการวิจัย จาก2 ถึง 3 สำนัก นำมารวมกัน ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ก็เข้าใจกันดีว่า ไม่ต้องโต้แย้งอะไรกัน เพียงแต่ถ้ารู้ว่าตรงไหนที่มีข่าว ก็ไปไล่ดูว่าจริงหรือไม่ หากจริงก็ปรับปรุงแค่นั้นเอง ไม่ได้มีอะไรก็จัดการกับคนไม่ดีเสีย ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปโต้แย้งอะไรกัน ขณะเดียวกันจะต้องลงไปตรวจสอบหน่วยงานเหล่านั้นหรือไม่นั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงรับไปดำเนินการ เพราะมีความห่วงใยมาอย่างนี้ ก็คงปล่อยไว้ไม่ได้

ภาคเอกชนย้ำโกงถึงขั้นวิกฤต

ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เป็นประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) กล่าว

ปัญหาคอร์รัปชัน ที่เป็นปัญหาวิกฤติที่จำเป็นต้องใส่ใจ และมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ถือเป็นปัญหาระดับชาติที่ภาคเอกชนพร้อมให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือกับภาครัฐ โดยทุกข้อเสนอนายปกรณ์ ให้การตอบรับทั้งหมด และจะนำไปเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงเย็นวันเดียวกัน

ทั้งนี้เห็นว่า ปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ชี้ เป็นต้นเหตุฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ หวัง หน่วยงานเรียกรับสินบนยอมรับความจริง-เร่งแก้ไข

‘ศรีสุวรรณ’สานต่อร้องปปช.

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกข้อมูลการสำรวจการทุจริตคอรัปชันใน 10 หน่วยงานรัฐมาไต่สวนสอบสวน เพื่อเชื่อมโยงไปให้ถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการดังกล่าว เพื่อเอาผิดตามครรลองของกฎหมาย หากไม่ดำเนินการจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากที่มีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใส ในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ที่ระบุว่า มาจากประสบการณ์ตรงของภาคธุรกิจของผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐที่พบการสื่อเป็นนัยหรือร้องขอสิ่งตอบแทนในการยื่นขออนุญาต และยืนยันว่าเคยจ่ายเงิน ของขวัญ หรือผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวก และต้องจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาภาครัฐ

โดยเฉพาะการระบุถึงตัวเลขการจ่ายใต้โต๊ะหน่วยงานรัฐที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรก (จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง) คือ 1.กรมควบคุมมลพิษ เฉลี่ย 102,160 บาท ต่อครั้ง 2.กรมเจ้าท่า เฉลี่ย 100,000 บาท ต่อครั้ง 3.กรมสรรพสามิต เฉลี่ย 94,667 บาท ต่อครั้ง 4.กรมสรรพากร เฉลี่ย 89,498 บาท ต่อครั้ง 5.กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) เฉลี่ย 88,750 บาท ต่อครั้ง 6.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) / บริการสาธารณสุข เฉลี่ย 74,643 บาท ต่อครั้ง 7.กรมทางหลวง เฉลี่ย 70,167 บาท ต่อครั้ง 8.กรมโยธาธิการและผังเมือง เฉลี่ย 70,000 บาท ต่อครั้ง 9.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เฉลี่ย 68,000 บาท ต่อครั้ง และ 10.กรมป่าไม้ เฉลี่ย 67,500 บาท ต่อครั้ง ข้อมูลดังกล่าว ทำให้ผู้บริหารหน่วยงานที่ปรากฏชื่อดังกล่าวตกใจ ลนลาน และแทบจะทุกหน่วยงานดาหน้ากันออกมาปฏิเสธ ว่าหน่วยงานของตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลกันแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าถ้าไม่มีควันจะมีไฟได้อย่างไร

กวาดล้างให้สิ้นซาก

ผลการสำรวจดังกล่าว ป.ป.ช.ต้องไม่นิ่งเฉย เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลงานหรือประสิทธิผลของ ป.ป.ช.ว่าได้ทำหน้าที่ในการกำจัดการทุจริตคอรัปชันได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 234-235 และ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ให้อำนาจ ป.ป.ช.ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งต้องไม่ลืมว่าปรบมือข้างเดียวย่อมไม่ดังเพราะภาคเอกชนก็เป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้การทุจริตคอรัปชันยังคงเบ่งบานและงอกงามอยู่ เพราะต่างก็อยากได้ความสะดวก อยากได้งาน อยากชนะคู่แข่ง อยากได้สัญญา อยากได้ใบอนุญาต หรืออยากให้ปิดหูปิดตาต่อการกระทำผิดของตนกันทั้งสิ้น

ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงทำเรื่องมาแจ้งให้ ป.ป.ช.ได้ใช้อำนาจในการเรียกข้อมูลการสำรวจทั้งหมดจาก กกร.มาเจาะข้อมูลในรายละเอียด เพื่อเชื่อมโยงไปถึงตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในหน่วยงานรัฐดังกล่าว เพื่อดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย รวมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างมาตรการในการป้องกันหรือปิดช่องโหว่ในการทุจริตต่อไป

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top