วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
89สว.ไล่บี้ขอโทษใน3วัน
ประณามเท้ง
โต้อยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงิน
มัลลิกาลุยชิงผู้ว่าฯกทม.
สว.ตบเท้าแถลงการณ์ซัด “เท้ง”ใส่ร้าย บ่อนทำลาย ยัดเยียด“ระบอบสีน้ำเงิน” ไล่บี้ขอโทษภายใน 3 วัน หากยังนิ่งเล็งดำเนินการตามกม. ด้าน‘พิสิษฐ์’ยันไม่เกี่ยวข้องพรรคการเมือง สว.เป็นอิสระ100เปอร์เซ็นต์ ขอหยุดโจมตี ป้ายสี’สภาสูง’หากตั้งใจอยากให้ แก้รธน.ผ่าน ย้ำคงเงื่อนไขใช้เสียงสว.1ใน3 ห้ามแตะแก้หมวด1-2 ด้าน’ณัฐพงษ์’ยังไม่รับปากขอโทษสว.หลังถูกขู่คว่ำร่าง รธน.ชี้แถลงการณ์พรรคทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล แฉก’ระบอบสีน้ำเงิน’ผูกขาดประเทศ ทำองค์กรอิสระง่อย ปล่อยคอร์รัปชันพุ่งสูง
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) พร้อมด้วยคณะสว. จำนวน 89 คน อาทิ นายสมบูรณ์ หนูนวล สว. นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. นายอลงกต วรกี สว.แถลงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้ร้ายกระ ทบ สว.
โดย นายพิสิษฐ์ นำอ่านแถลงการณ์ ระบุว่า จากการที่นายณัฐพงษ์ ได้โพสต์ข้อความครบรอบ 12 ปีของการรัฐประหาร โดยพาดพิงว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และพาดพิงองค์กรวุฒิสภาว่า มีลักษณะไม่ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ รวมทั้งอ้างว่า ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ จะถูกชัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม
สว.รุมฉะ’เท้ง’ใส่ร้าย-บ่อนทำลาย
ในการนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภาขอแถลงข่าวต่อประชาชนและสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจ ที่ถูกต้องว่า ข้อความดังกล่าวของ นายณัฐพงษ์ ไม่เป็นความจริงและนายณัฐพงษ์ ต้องการยุยงปลุกปั่นและบ่อนทำลายการทำหน้าที่ของวุฒิสภาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ สำหรับความจริงมี ดังนี้ 1.การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม2557 มิได้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ สว.ชุดปัจจุบัน เหตุณ์รัฐประหารผ่านมา12ปี บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ โดยใช้รัฐธรรมนูญ2560 จากนั้นมีการเลือกตั้ง สส.มาแล้วถึง3ครั้ง เมื่อปี2562 ปี2566 และล่าสุดปี 2569 โดยพรรค นายณัฐพงษ์ คือพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกลและพรรคประชาชน ก็ได้ยอมรับและส่งผู้แทนสมัครรับเลือกตั้งตามกติกาของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปีพ.ศ.2566 พรรคของท่านเคยได้รับเลือกตั้งมีจำนวน สส.มากเป็นอันดับ1 ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชนทั้งประเทศ มิได้มีลักษณะเป็นมรดกของคณะรัฐประหาร ตามที่ นายณัฐพงษ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พยายามบ่อนทำลายและยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนและสังคมเข้าใจผิดแต่อย่างใด
สว.ชุดปัจจุบันมาถูกต้องตามรธน.
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 2. สมาชิกวุฒิสภา ชุดปัจจุบัน หรือชุดที่ 13 มีที่มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพแม้จะมีผู้กล่าวหาในกระบวนการเลือก แต่ก็เป็นธรรมดาของการตรวจสอบ ตราบใดที่องค์กรผู้มีอำนาจและศาล ยังมิได้มีคำพิพากษาก็ต้องถือว่า สว.ทุกคนผ่านกระบวนการเลือกมาอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อีกทั้ง 3.การที่ นายณัฐพงษ์ ให้ร้ายว่า เมื่อมีใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของ สว.ก็จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาล รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม ต้องถือว่า นอกจากจะเป็นการให้ร้ายองค์กรวุฒิสภาแล้ว ยังมีลักษณะเป็นการเชื่อมโยงเพื่อบ่อนทำลายการปฏิบัติหน้าที่ของศาล องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมอย่างเลื่อนลอย ไม่มีการระบุพยานหลักฐานใดๆอันเป็นการกระทำที่ฝ้าฝืนต่อหลักสุจริต จากการกระทำของนายณัฐพงษ์ ทั้งหมดดังกล่าว จึงถือได้ว่า จงใจกระทำการบิดเบือน ให้ร้ายและทำลายองค์กรวุฒิสภา ศาล และองค์กรอิสระ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์กรเสาหลักของรัฐธรรรมนูญ โดยปราศจาก พยานหลักฐาน อันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นายณัฐพงษ์ มีเจตนาทุจริตต่อหน้าที่
จี้ขอโทษใน3วัน-ไม่เกี่ยว’สีน้ำเงิน’
นายพิสิษฐ์ ระบุด้วยว่า สว.ขอยืนยันว่า วุฒิสภาไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินและไม่เคยใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล หรือบิดเบือนแต่อย่างใดและเสียใจที่ นายณัฐพงษ์ ในฐานะหนึ่งในสมาชิกรัฐสภา กล่าวหาวุฒิสภา ด้วยความเท็จ มีเจตนาให้ร้ายทำลายสถาบันวุฒิสภาอย่างชัดเจนและมีเจตนาให้ร้ายสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วยกัน ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาขอประณามว่า เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุดและขอเรียกร้องให้ นายณัฐพงษ์ แถลงขอโทษต่อวุฒิสภา หากไม่ดำเนินการภายใน 3วัน สว.จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายและอื่นๆ เพื่อปกป้องวุฒิสภาจากการกระทำของ นายณัฐพงษ์ ที่มีเจตนาทำลายวุฒิสภา ด้วยการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันหลักของการปกครองระบอบประชาชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อไป
ขู่ฟ้องหมิ่นประมาท-ยันอิสระ100%
เมื่อถามถึงการดําเนินการทางกฎหมายจะฟ้องข้อหาใดและหน่วยงานใด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คงพิจารณาประเด็นการดําเนินการตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อยากให้ นายณัฐพงษ์ แสดงเจตนาขอโทษออกมา การพาดพิงแบบไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ย่อมทําให้เกิดความเสื่อมเสียได้ อย่างกฎหมายที่มีทั้งหมิ่นประมาท เมื่อถามถึงการตั้งข้อสังเกตของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุ สว.ที่เข้ามาในวันนี้ เป็นหนึ่งในระบอบสีน้ำเงินตามที่ถูกกล่าวหา นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า วันนี้มีวุฒิสภา 89คนยืนยันว่า ไม่อยู่ในเครือข่าย หรือระบอบที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติใครคนใดคนหนึ่ง เป็นอิสระ100เปอร์เซ็นต์
ลั่นไม่เกี่ยวโหวตรับร่างแก้ไขรธน.
เมื่อถามถึงเงื่อนไขเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่กำหนดให้เหลือเสียงสมาชิกวุฒิสภา1 ใน 4 ยอมรับได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันเหมือนเดิมว่า สว.ต้อง1ใน3 ส่วนถ้าไม่ปรับเงื่อนไข จะซ้ํารอยถูกตีตกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องอนาคต ตอบไม่ได้ เพราะมีหลายมาตรา
เมื่อถามว่า หาก นายณัฐพงษ์ ไม่ขอโทษ จะส่งผลต่อการโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวอีกเช่นเดียวกัน เพราะเรายืนบนพื้นฐานของผลประโยชน์พี่น้องประชาชนเป็นสําคัญ 21ล้านเสียง ที่จะมีการทําประชามติอีก 2ครั้ง ครั้งที่2ก็เป็นส่วนสําคัญ คือต้องได้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่จะให้ สสร.ได้มีการแก้ไข ขอให้อยู่ในวาระต่อไปดีกว่า
‘เท้ง’แข็งขืนไม่รับปากขอโทษ‘สว.’
เวลา 10.30น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่ม 69 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกร้องให้พรรคประชาชนขอโทษ จากกรณีที่ทางพรรคออกแถลงการณ์พาดพิงว่า สว.ชุดนี้มีที่มาที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย ว่า ตนงยังไม่มีโอกาสได้รับฟังรายละเอียดเนื่องจากเวลาในการแถลงข่าวทับซ้อนกัน ขอกลับไปย้อนดูเนื้อหาอย่างละเอียดก่อนจึงจะตอบคำถามสื่ออีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ติดขัดที่กลุ่ม สว.จะออกมาแถลงข่าวหรือยื่นข้อเรียกร้อง แต่หากย้อนดูรายชื่อของ สว.บรรดาคนที่ออกมารวมตัวกันในครั้งนี้ อยากชวนให้ประชาชนและสื่อมวลชนลองตรวจสอบลึกๆว่า มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับกระบวนการคัดสรร สว.รอบสุดท้ายที่ผ่านมา เพราะในโลกออนไลน์และสื่อหลายสำนักเคยเปิดเผยข้อมูลไปแล้วว่า มีพฤติกรรมสวมเสื้อสีเดียวกัน หรือนั่งรถมาคันเดียวกันในวันเลือกวันสุดท้ายหรือไม่ ซึ่งหากตรวจสอบรายชื่อก็จะเข้าใจวัตถุประสงค์และเจตนาที่แท้จริงของการออกมาเรียกร้องครั้งนี้
วอนสว.รับร่างแก้ไขรธน.วาระที่1
เมื่อถามถึงความกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญจะถูก สว.คว่ำอีกครั้ง เนื่องจากตามมาตรา256 จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก สว.ถึง1ใน3 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกพรรคการเมืองรวมถึง สว.มีสิทธิ์เสนอร่างของตนเองได้ แต่กระบวนการที่จะได้ข้อสรุปที่ดีที่สุดคือ สว.ควรเปิดกว้าง ยอมรับรับหลักการในวาระที่ 1 ไปก่อน เพื่อให้ทุกร่างเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการวิสามัญในวาระที่2 เพื่อถกเถียงและหาจุดลงตัวร่วมกัน นั่นต่างหากที่เป็นการแสดงความจริงใจว่า สว.ไม่ได้ปิดกั้น หรือต้องการรักษาสิทธิพิเศษและอำนาจของตัวเองเอาไว้ ยืนยันว่า แถลงการณ์เมื่อวันที่ 22พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่การบ่อนทำลาย สว.นี่คือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่การแก้ไขฉบับเดิม สมาชิกรัฐสภาทุกภาคส่วนควรได้รับสิทธิ์เท่าเทียมกัน
ระบอบสีน้ำเงินทำกลไกตรวจสอบพัง
หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่เคยพูดถึง โดยระบุว่า เป็นระบอบการเมืองที่ผูกขาดอำนาจซึ่งกำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนัก วันนี้รัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีแค่อำนาจในฝ่ายบริหาร แต่สังคมกำลังสงสัยว่ากลุ่มก้อนการเมืองนี้มีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาด้วยหรือไม่ เมื่อวุฒิสภาเป็นผู้เลือกองค์กรอิสระเข้ามาภายใต้ระบบที่ผูกขาดเช่นนี้ ผลลัพธ์คือกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ความโปร่งใสติดลบ ดัชนีการทุจริตคอร์รัปชันพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนกลายเป็นว่าการทุจริตเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการไทย
ต้นตอทุจริตคอรัปชั่นปท.พุ่งสูง
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนปฏิเสธไม่ได้ว่าอดีต สส. ของพรรค (อดีตก้าวไกล) เคยยกมือเลือก สว. บางส่วน จนทำให้เกิดระบอบสีน้ำเงินในปัจจุบัน นายณัฐพงษ์ กล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นผลพวงจากการตัดสินใจทางการเมืองในอดีตของพรรค แต่สิ่งที่เราต้องมองเห็นร่วมกันในตอนนี้คือ ประเทศไทยกำลังอ่อนแอจากภายในเพราะการทุจริตคอร์รัปชันกัดกิน โดยที่หน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช.หรือ สตง.ไม่สามารถทำหน้าที่ลงโทษนักการเมืองทุจริตได้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้
ย้ำยึด3หลักการสำคัญยกร่างรธน.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาทั้งหมดหยั่งรากมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ตราบใดที่เรามียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมีองค์กรอิสระที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ต่อให้พรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนคอยทุบทำลายเสมอ พรรคภูมิใจไทยอาจเป็นเพียงแค่ “เอเย่นต์” (ตัวแทน) คนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินนี้เท่านั้น แต่ทางออกของประเทศคือเราต้องเอาหลังพิงประชาชน เดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ การแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จเร็วไม่ใช่ทางออก แต่การได้ร่างที่ดีและยึดโยงกับประชาชนคือทางออกที่แท้จริง สำหรับกรอบเวลาและทางเลือก ในการยื่นร่าง พรรคประชาชนกำลังพิจารณาหลายแนวทาง และได้มีการพูดคุยประสานงานหลังบ้านกับพรรคการเมืองอื่นๆ เช่น พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ตลอด โดยพรรคประชาชนพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่ไม่ขัดต่อ 3หลักการสำคัญ คือ: กระบวนการต้องยึดโยงและให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่มีการผูกขาดอำนาจ ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกรัฐสภากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
‘ภราดร’ตอบไม่ได้ไทม์ไลน์แก้รธน.
นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กางไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติครั้งที่ 2 ว่า เรายังไม่รู้ และคาดการณ์ไม่ได้ว่า การพิจารณารับหลักการในวาระ1 ขณะนี้มีแค่ร่างของพรรค ภท.ที่ยื่น แต่ไม่รู้ว่า พรรคการเมืองอื่นจะมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ และยังไม่ทราบว่า พรรคประชาชน (ปชน.) จะรวมรายชื่อเสนอด้วยหรือไม่ ดังนั้น การกำหนดไทม์ไลน์คงทำได้ยาก ทั้งหมดเป็นเรื่องของรัฐสภา
เมื่อถามถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค ภท.ไม่เข้าเงื่อนไขของพรรค ปชน.ทั้ง 3ข้อ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่เห็นร่างของพรรค ปชน.ว่า เป็นแบบไหน แต่ร่างของพรรค ภท.นำเสนอก่อน ให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งไม่ใช่ร่างสุดท้าย ต้องมีการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) พูดคุยเพื่อให้ได้ร่างของ กมธ.และเข้าสู่การพิจารณาในวาระ2 ยังมีอีกหลายขั้นตอน แต่วันนี้พรรค ภท.ได้แสดงความชัดเจนแล้วว่า เราจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือยังว่า จะสนับสนุนร่างของพรรค พท.หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนได้คุยนอกรอบกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท. เนื่องจากจำนวน สส.ของพรรค พท.มี 71เสียง ซึ่งไม่เพียงพอในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพรรคเดียว ทางพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรค ภท.พร้อมสนับสนุนด้วย อยู่ที่พรรค พท.จะเสนอร่างแบบไหน
‘มัลลิกา’เปิดตัวลงชิงผู้ว่าฯกทม.
เวลา 10.30น.ที่ร้านเตี๋ยวในสวน ถ.ระนอง2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หรือ ดร.มอลลี่ เปิดตัวลงสมัคร ผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระ พร้อมเปิดนโยบายภายใต้แคมเปญ”มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต”โดยนำเสนอนโยบายนวัตกรรมเพื่อคนกรุงเทพฯ โดยนำAIและนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหา เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ด้วยเทคโนโลยี มาแก้ไขปัญหาทั้งปัญหาอากาศ การจราจร ความปลอดภัย 24 ชั่วโมง การฟื้นฟูเศรษฐกิจและให้เมืองเข้าใจคน อาทิ ระบบจราจรอัจฉริยะ หรือAI Traffic ใช้ระบบAI จัดการจราจร, ระบบประมวลผลด้วยเรดาร์แบบระบบ AI-X Band เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม เตือนภัยล่วงหน้าฯลฯ
นางมัลลิกา เปิดเผยสาเหตุลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพของประชาชน จากฝุ่นPM 2.5 ซึ่งตนมาพร้อมกับสโลแกน”HUMAN INNOVATION มนุษย์ทันกาลเวลา”ทันอนาคต ไม่รอถึง 12ปี เพื่อรอความสุขสบาย พร้อมยืนยันจะทําให้กรุงเทพฯทัดเทียมเช่นเดียวกับเมืองของมหาอํานาจอื่น ๆ ที่มีความทันสมัยและมีเศรษฐกิจที่ทันสมัยเช่นกัน จากประสบการณ์ของตน ทั้งการเป็นนักการเมือง สื่อมวลชน ผู้บริหารทั้งด้านนโยบายรัฐและเอกชน จะไม่มีอะไรที่เกินมือตนและไม่มีอะไรเกินความสามารถ หรือเกินทักษะและประสบการณ์ที่ตนมี ตนจะเดินน้าจับมือไปกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ซึ่งจากการพูดและการรับฟัง ทําให้รู้ว่า เมืองแห่งนี้มีปัญหาอีกมากที่ตนจะต้องเข้าไปแก้ ไข
อดีต’พิราบขาว’ยื่นยุบพรรคปชน.
ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้สืบสวนไต่สวนเป็นการเร่งด่วน กรณีมีผู้โพสต์ข้อความส่อไปในทางผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา49และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) และวรรคสอง
โดยนายนพรุจ เปิดเผยว่า เหตุที่ต้องมาร้องเรียนเนื่องจากตนเห็นข้อความที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล เป็นการเรียกร้องให้นายกฯทบทวนบทบาทหน้าที่ขององคมนตรี ภายหลังเข้าร่วมประชุมการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ (บอร์ดภัยพิบัติ) เมื่อวันที่ 19พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตนเห็นว่าผู้ที่ออกมาโพสต์และให้สัมภาษณ์ตอกย้ำเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนซ้ำ ๆ คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งมีข้อความเชิงประจักษ์ชัดเจนตามสื่อต่าง ๆ เช่นคำว่า “โหนฟ้าลงต่ำ (เท้งติงรัฐบาลอนุทิน)”หรือ”อย่าโหนฟ้ามาต่ำ..”พร้อมทั้งมีการนำภาพองคมนตรีทั้ง 9คนมาประกอบ
จี้นำคำพิพากษายุบ ก.ก.เทียบเคียง
นายนพรุจ ระบุอีกว่า นายณัฐพงษ์ เป็นถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาชน การออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นมติของพรรค หรือได้รับความเห็นชอบโดยรวมจากคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน ดังนั้นจึงนำบทความและข้อความที่ได้นำมาแนบเป็นหลักฐานยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองในวันนี้ หากพบว่า ได้กระทำความผิดตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หมวด3และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ก็ขอให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องยุบพรรคประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด โดยขอให้นายทะเบียนนำคำพิพากษายุบพรรคก้าวไกลก่อนหน้านี้มาพิจารณาเทียบเคียงด้วยว่า กรณีของพรรคประชาชนนี้ส่อเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯหรือไม่ ซึ่งหากผลการดำเนินงานพบว่าเข้าข่าย ก็ต้องเป็นเหตุให้ถูกยุบพรรค
ครม.เงาเปิดโปงนำคนเทาเข้าปท.
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายพิศาล มาณวพัฒน์ น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ทีมบริหารพรรคประชาชน ซึ่งทำหน้าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา แถลงเปิดกระบวนการทุจริตนำคนต่างชาติเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือคนเทาเข้าไทย พร้อมข้อเสนอทบทวนหลักเกณฑ์ Elite Card
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องการจัดการกับปัญหาคอรัปชั่น แต่สิ่งที่เห็นคือรัฐบาลปล่อยประละเลยให้ระบบราชการกลายเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการอาชญากรข้ามชาติ ตั้งแต่การติดสินบนคนเข้าเมือง การฟอกเงิน เครือข่ายสแกมเมอร์ และการค้าอาวุธสงคราม โดยยกกรณีนายหมิงเฉินซัน ที่ทำให้เห็นว่าหากไม่เกิดอุบัติ ตำรวจก็จะไม่เห็นสิ่งที่เครือข่ายสีเทา ในประเทศประเทศไทย ท่ามกลางการส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่มีการเปิดประตูทำให้คนเทาจากต่างประเทศ เข้ามาใช้ประเทศไทย เป็นฮับสีเทา ดำเนินธุรกิจสีเทา ทำธุรกิจเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ
นอมินี’จีนเทา’เจ้าของบริษัทตัวจริง
ด้านนายปิยรัฐ กล่าวว่า หากไม่มีคดีนายมิงเฉินซัน หรือคดีลักพาตัว รีดไถชาวจีน 6 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากรเสียเอง อาจจะไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ในสังคม คดีเหล่านี้ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้น ช่วง 4-5 ปี มีมาตลอด เปรียบว่าเป็น“ไตรภาคีสีเทา”ประกอบด้วย อาชญากร เจ้าหน้าที่รัฐ และทุนสีเทาขนาดใหญ่
นายปิยรัฐ เปิดเผยถึงรายชื่อบริษัทที่ต้องสงสัยครอบครองทรัพย์สินในรูปแบบนมินี ให้กับทุนจีน โดยผู้ถือหุ้น 1 คนใน 23 บริษัท ซึ่งบริษัทมีชื่อภาษาจีน โดยใน 23 บริษัท มีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท ที่พบว่าถือครองสิทธิ์ในหมู่บ้านหรู นอมินีถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 49 จึงต้องติดตามว่าเงินเหล่านั้นนำไปสู่การฟอกเงินหรือไม่ โดยใช้กลไกของกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายฯ ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจง โดยเฉพาะกรณีการเรียกค่าไถ่ชาวจีน
แฉ2ช่องทางพิเศษอยู่ในไทยได้ยาว
ขณะที่นายพิศาล กล่าวถึงความจำเป็นในการเข้มงวดกับวีซ่าระยะยาว เพื่อปิดช่องทางลัด อาชญากกรรมข้ามชาติ ที่จะเข้ามากระทำการผิดกฎหมาย ต้องทำตั้งแต่ต้นทาง ที่รัฐออกใบอนุญาตพิเศษ 2 ใบ 1.บัตรไทยแลนด์อีลิทการ์ดอยู่ได้ 5-20ปี โดยจ่ายเงินตั้งแต่ 650,000-5,000,000บาท รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกพำนักระยะยาว เป็นช่องโหว่ที่ไม่มีการตรวจสอบที่มาของเงินและพฤติกรรม รวมถึงคุณสมบัติหลังจากให้ใบอนุญาต ที่ผ่านมาพบผู้ถือใบอนุญาตเป็นผู้หนีคดี ติดหมายจับสากล เป็นอาชญากร เข้าออกประเทศไทยอย่างเสรี รวมถึง นายหมิงเฉินซัน โดยมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาอาชญากรและทุนสีเทา พบว่าคนต่างชาติที่ซื้อบัตรนี้สูงสุดเป็นสัญชาติเดียวกันกับกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายมากที่สุดและ2.ใบอนุญาตพิเศษเรื่องวีซ่าระยะยาว ซึ่งตั้งแต่ปี 2565-2568 ออกใบอนุญาตให้แล้วกว่า 7,000 คน ที่ตอบโจทย์ในการดึงบุคคลที่มีทักษะเข้ามาทำงานในประเทศไทย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี