วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569
60/40กระฉูดทั่วไทย
ทะลุ4.5พันล.
ร้านค้ายอดพุ่งเท่าตัว
นายกฯปลื้มเดินตลาด
ถูกใจชาวบ้านให้ทำต่อ
เตือนพวกหัวหมอขี้ฉ้อ
แลกเป็นเงินสดเจอคุก
นายกฯเดินตลาดศรีย่านเช็คกระแสไทยช่วยไทยพลัส ปลื้มเห็นของจริง ประชาชนช้อปกระจาย พร้อมขอให้ทำต่อเนื่องอย่าเพิ่งหยุด ขณะที่ยอดใช้จ่ายพุ่งทะลุ 4,500 ล้านบาท แล้ว ด้านโฆษกรัฐบาลเตือนร้านหัวหมอฉวยโอกาสแลกเป็นเงินสดเข้าข่ายฉ้อโกงโทษหนักจำคุกสูงสุด 3 ปี สั่งเปิดสายด่วนรับแจ้งเบาะแส ด้านแม่ค้าลูกชิ้นยืนกินยิ้มแก้มปริยอดขายกระฉูดเท่าตัว“เอกนิติ”ย้ำเกณฑ์บัตรคนจนรอบใหม่ ต้องเป็นคนเดือดร้อนที่สุด
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะการตัดสิทธิผู้ที่บุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษี ว่า จริงๆ เป็นเกณฑ์ที่เราต้องการตรวจบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งในวันนี้มีข้อเรียกร้อง ว่า อาจจะมีคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งกระทรวงการคลังก็ได้ไปดูทุกกระบวนการ ซึ่งจะมีเกณฑ์หลายอย่างที่จะมาคำนึงถึงคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริง
“ผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการจะต้องเป็นผู้ที่เดือดร้อนที่สุดถึงจะเรียกว่ากลุ่มบัตรสวัสดิการเพราะฉะนั้นเกณฑ์ต่างๆ กระทรวงการคลังได้แถลงไปแล้ว”นายเอกนิติ กล่าว
ยืนยันสิทธิบัตรคนจน4-21มิ.ย.
ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือผู้มีความจำเป็นตัวจริงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลเดิมที่ไม่ได้ถูกทบทวนมานานหลายปี ด้วยเกรงว่าจะมีความสับสนในเรื่องการลงทะเบียน จึงขอย้ำว่า ขอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการ ฯ อยู่แล้ว ทำการยืนยันสิทธิตั้งแต่ 4 - 21 มิถุนายน และจะมีการประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ 17 กรกฎาคม 2569
ทั้งนี้ ควบคู่กันไป กระทรวงมหาดไทย กทม เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจผู้ตกหล่นจากครั้งก่อน และดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตามสิทธิให้เข้าถึงการดูแลจากโครงการฯ
เช็คช่องทางการยืนยันตัวตน
น.ส.รัชดา กล่าวว่า สำหรับช่องทางยืนยันสิทธิเพื่อรอการพิจารณาตามเกณฑ์ใหม่ มีดังนี้ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)
และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง : ธนาคารกรุงไทยฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ตรวจสอบหลักเกณฑ์ใหม่
สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่และคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ 1.คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน 1) มีสัญชาติไทย และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป 2) ไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ผู้ต้องขัง ผู้ถูกกักกัน ผู้ต้องกักขัง บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตัดสิทธิพ่อแม่มีชื่อลดหย่อนภาษี
พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้ ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000บาทต่อปีขึ้นไป ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
รายได้ต้องไม่เกินหนึ่งแสนต่อปี
3) มีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี 4) ไม่มีบัตรเครดิต 5) ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท 6) ไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี
7) ไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้ ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา
กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ กรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่ และ 8) ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
นายกฯเดินตลาดเช็คกระแส
วันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ย่านศรีย่าน เพื่อพบปะประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยมีการไลฟ์สดผ่าน Facebook ส่วนตัว
ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อผลไม้จากร้านประจำ โดยจ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนจะแวะทักทายประชาชนและเข้าไปเลือกซื้อสินค้าในร้านขายของชำ โดยเลือกซื้อเงาะกระป๋อง ระหว่างนั้นมีประชาชนเข้ามาทักทาย พร้อมกล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส ใช้งานได้ดีมาก สะท้อนให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี โดยมีประชาชนทุกเพศทุกวัยมาขอถ่ายภาพร่วมกับนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง
ซื้อทุเรียนแจกวินมอเตอร์ไซค์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้เดินข้ามถนนไปยังร้านจิว ลูกชิ้นปลาเยาวราช ซึ่งเป็นร้านที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส พร้อมถ่ายภาพทำท่าพลัส ร่วมกับเจ้าของร้าน ก่อนแวะร้านจำหน่ายเครื่องครัว เลือกซื้อช้อนสเตนเลสตราม้าลาย จำนวน 2 กล่อง และกล่องใส่รองเท้า โดยชำระเป็นเงินสด
จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้แวะซื้อน้ำจากร้านกาแฟภายในพื้นที่ โดยสั่งเมนูนมชมพู และซื้อทุเรียน แจกวินมอเตอร์ไซค์ แวะพูดคุยทักทายผู้ประกอบการและประชาชนที่มาใช้บริการอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก โดยมีประชาชนขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง
ลงมาเห็นของจริงแล้วปลื้ม
นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินตลาดว่า ตนไปศรีย่านประจำอยู่แล้วไปรับประทานอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ไปทานอยู่หน้าตลาดศรีย่านพอดีเห็นประชาชนมาจับจ่ายใช้สอย โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส เห็นความคึกคักมากพอสมควร ได้สอบถามทั้งคนซื้อคนขายเขาพึงพอใจ
เมื่อถามว่าเห็นกระแสแล้วน่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่จะช่วยประชาชนในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย เราเน้นช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ เมื่อได้ดูของจริงเห็นว่าไม่ใช่แค่ซื้อก๋วยเตี๋ยวซื้อข้าวซื้อผลไม้ ร้านของชำ ร้านสะดวกซื้อต่างๆที่ไม่ได้เป็นห้างก็มีคนเข้าไปเข้าไปใช้สิทธิ์ ทั้งไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อได้ถามไปเขาก็พึงพอใจ
ชาวบ้านบอกขออย่าให้หยุด
เมื่อถามว่ามีเสียงสะท้อนขออะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขออย่าให้หยุด ตนจึงบอกไปว่าถ้าโครงการได้รับการตอบรับที่ดี อย่างที่บอกเป็นการช่วยกันทำให้เม็ดเงินเข้าไป มีการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เราก็ต้องหาเรื่องพลัสไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่ออกมาในรูปแบบเดิมรัฐบาลมีหน้าที่ต้องหาโปรแกรมดีๆหาโครงการดีๆมาให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อยู่แล้ว ส่วนกรณีที่คนลงทะเบียนไม่ครบ 30 ล้านสิทธิ์ที่เตรียมไว้ เงินส่วนนี้ก็จะนำไปให้ประโยชน์อย่างอื่นหากมีสิ่งจำเป็นเร่งด่วนภายใต้กฎเกณฑ์ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเรากู้ตามจำนวนที่ใช้
พร้อมรับฟังปรับเกณฑ์บัตรคนจน
เมื่อถามว่าหลักเกณฑ์ใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีแล้วพ่อแม่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการ ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าหลักเกณฑ์เข้มเกินไป นายอนุทิน กล่าวว่า ปัญหาต่างๆก็ต้องมีบ้าง เรื่องโครงการเหล่านี้ เรายังประโยชน์ให้กับประชาชน ก็อาจมีคนพอใจ ไม่พอใจ เราก็ไปรวบรวมสำรวจความถึงพอใจตรงไหนที่ประชาชนไม่พอใจที่เกิดจากที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเข็มขัดสั้นคาดไม่ถึง เราก็จะไปปรับปรุงแก้ไขเพราะเราไม่ได้มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่ ก็จะมีอะไรที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อถามย้ำว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์นี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันดำเนินการไปแล้ว
โยนขุนคลังมาตอบรายละเอียด
เมื่อถามว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคตหลังฟังเสียงสะท้อนแล้วจะปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่ตนไปเดินก็เจอเป็นร้อยคน ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและไทยช่วยไทยพลัสก็ไม่เห็นมีใครบ่น
เมื่อถามว่าคนที่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมอาจรู้สึกว่าจะเสียสิทธิ์เพราะหลักเกณฑ์เข้มขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เขาพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงให้สิทธิเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน
เมื่อถามว่าผู้มีสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13 ล้านคน จากหลักเกณฑ์ใหม่จะทำให้ผู้มีสิทธิ์มากขึ้นหรือน้อยลง นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวให้นายเอกนิติ มาตอบรายละเอียด ตนให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย แต่คนที่จะนำข้อมูลต่างๆมาตัดสินใจคือกระทรวงการคลัง ก็ต้องให้เขาเสนอมา
ไทยช่วยไทยยอดทะลุ4.5พันล.
ทางด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ว่า ประชาชนยังคงใช้จ่ายอย่างคึกคักต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 4,542.08 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 14,402,305 คน และมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายสำเร็จจำนวน 792,045 ร้านค้า
น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า มากไปกว่านั้น ยังมีเรื่องการให้บริการระบบขนส่งมวลชนที่ร่วมโครงการฯ แต่ประชาชนไม่ค่อยทราบ นั่นคือ สามารถใช้กับ รถไฟฟ้า 8 สาย ได้แก่ MRT สายสีม่วง MRT สายสีน้ำเงิน MRT สายสีชมพู MRT สายสีเหลือง BTS สายสีเขียว BTS สายสีทอง รถไฟฟ้าสายสีแดง Airport Rail Link รวมถึง รถโดยสารประจำทาง ขสมก. เรือด่วนเจ้าพระยา และรถโดยสาร บขส.
เตือนห้ามแลกเป็นเงินสดเด็ดขาด
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงการใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่า ต้องเป็นการซื้อสินค้าและบริการจริงตามมูลค่าที่ชำระ ห้ามร้านค้าทอนเงินสดหรือแลกคืนเป็นเงินสดทุกกรณี หากตรวจพบการกระทำผิด ร้านค้าจะถูกระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการ และเรียกคืนเงินสนับสนุนจากภาครัฐ
“ฝากขอความร่วมมือจากประชาชน และผู้ประกอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มาตรการประคับประคองค่าครองชีพเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ เป็นการไทยช่วยไทย ตามวัตถุประสงค์โครงการ”น.ส.รัชดา กล่าวย้ำ
ชี้เข้าข่ายฉ้อโกงโทษหนักคุก3ปี
เช่นเดียวกับ น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเตือนร้านค้าและประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ห้ามนำสิทธิจากโครงการไปแลกเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริงพร้อมเน้นย้ำว่า การนำสิทธิจากโครงการไปแลกเงินสด เป็นการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์โครงการและผิดกฎหมาย มีบทลงโทษทั้งผู้รับแลกและผู้ใช้ ความผิดฐาน ฉ้อโกง เป็นการเจตนาหลอกลวงผู้อื่น ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 341
ขู่ตัดสิทธิ์ทันที-เอาเงินคืนรัฐ
“รัฐบาลสั่งการให้ติดตามตรวจสอบโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างใกล้ชิด หากพบทำความผิดจริงจะระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านดังกล่าว พร้อมทั้งระงับไม่ให้เข้ารับสิทธิ์อื่นๆ ในโครงการของรัฐ และต้องชดใช้เงินคืนรัฐ นอกจากนี้ ผู้ที่โพสข้อความเชิญชวนแลกสิทธิเป็นเงินสด จะถูกส่งข้อมูลให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ” น.ส.พลอยทะเล ระบุ
เปิดสายด่วน1569รับแจ้งเบาะเส
ทั้งนี้ หากพบเห็นพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมายในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กรมค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1569 กระทรวงการคลัง โทร 02 273 9020 ต่อ 3697 3527 3548 3509 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1144 (ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1559 ตลอด 24 ชั่วโมง
ปชป.ได้ทีแซะแรงกู้มาแจก
ทางด้านนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว มีข้อความว่า”กู้เงินมาแจก แล้วมาทวงบุญคุณว่าเป็นผลงาน แต่ไม่บอกว่านี้คือหนี้สินประเทศ ที่ลูกหลานเราในอนาคต ต้องรับผิดชอบ” โดยหลังจากข้อความถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆทั้งเห็นด้วยกับนายชัยชนะ และตำหนิว่า ยุคปชป.ก็เคยกู้มาแจกเหมือนกัน
ลูกชิ้นยืนกินคึกคักยอดขายพุ่ง
ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ของรัฐบาล ปรากฏว่า ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า มีร้านลูกชิ้นยืนกิน ที่เป็นอาหารอัตลักษณ์เด่นของ จ.บุรีรัมย์ ตั้งแผงเรียงรายอยู่กว่า 10 ร้านค้า ล้วนได้มีการติดตั้งป้ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40
พบว่าได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างจังหวัด ที่ส่วนใหญ่จะเลือกใช้บริการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสทยอยเดินทางเข้ามาเลือกซื้อลูกชิ้นยืนกิน เพื่อนำไปเป็นของขวัญของฝาก และนำไปรับประทานที่บ้าน รวมถึงยืนกินหน้าร้านกันอย่างคึกคัก โดยรายได้เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 60-90 % ต่อวัน อีกทั้ง พ่อค้าแม่ค้าต่างเรียกร้องให้รัฐบาล จัดให้มีโครงการช่วยเหลือประชาชน ในลักษณะแบบนี้อีก
ชาวบ้านถูกใจช่วยแบ่งเบาภาระ
นายสาธิต หนองภักดี อายุ 43 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด ที่เดินทางมาเที่ยวบุรีรัมย์ในช่วงวันหยุด และกำลังเดินทางกลับ จ.ร้อยเอ็ด บอกว่า ตั้งใจจะซื้อลูกชิ้นยืนกินของดีบุรีรัมย์นำไปฝากแม่ยายที่ร้อยเอ็ด โดยใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งในตอนแรกก็รู้สึกงงว่าจะใช้อย่างไร เนื่องจากตนเพิ่งได้ใช้เป็นครั้งแรก พอกดสแกนจ่ายค่าลูกชิ้น 90 บาท เท่ากับว่ารัฐจ่ายให้ 50 กว่าบาท และตัวเราเองจ่ายเพียง 36 กว่าบาท ก็ถือว่าเป็นโครงการที่ดี สามารถช่วยเหลือและแบ่งเขาภาระของประชาชนได้เป็นอย่างดี
แม่ค้าปลื้มยอดขายกระฉูด60%
ด้าน น.ส.ศิริพร วัฒนะ อายุ 37 ปี ร้านป้าแหว๋ว ลูกชิ้นยืนกินสถานีรถไฟบุรีรัมย์ บอกว่า ภายหลังเริ่มเปิดใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ทำให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้นกว่า 60% จากห้วงปกติที่ค่อนข้างเงียบเหงาในช่วงนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เนื่องจากประชนกล้าที่จะออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น แต่ก็จะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง สำหรับลูกค้าบางรายที่ยังไม่ได้เติมเงินเข้าในระบบวอลเลต รวมถึงเกี่ยวกับปัญหาที่ตั้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้ใช้สิทธิ์ในพื้นที่ต่างจังหวัดมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ยากเพียงเปิดปิดระบบที่ตั้ง จีพีเอส.ใหม่ก็สามารถใช้ได้ตามปกติ
ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
ขณะที่ น.ส.ญานิศา วิชัยรัมย์ อายุ 19 ปี ร้านลูกชิ้นยายภา ลูกชิ้นยืนกินสถานีรถไฟบุรีรัมย์ บอกว่า หลังจากเริ่มมีการใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะร้านลูกชิ้นยืนกินได้มากถึง 80-90% ต่อวัน จากวันปกติ เนื่องจากพบว่ามีประชาชน สนใจมาเลือกซื้อลูกชิ้นกันเพิ่มมากขึ้น ส่วนอัตราการขายลูกชิ้นทุกร้านยังคงขายในราคาเท่าเดิมคือ ลูกชิ้นที่ทอดแล้วไม้ละ 5 บาท และที่สำหรับนำกลับบ้านไปทอดเอง ก็จะมีเป็นชุดๆละ 60 บาท กับชุดละ 100 บาท
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี