วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
แม้วหิ้วยิ่งลักษณ์-อิ๊งค์
แยงซีน‘หนู’
โผล่หารือปธน.อินโด
อ้างให้คำแนะนำด้านศก.
อนุทินชี้อิสระไปได้ทุกที่
“ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร” ร่วมเฟรม ผู้นำอินโดนีเซีย เลขาฯ รัฐมนตรีอินโดฯ เผยการหารืออย่างเป็นกันเอง บอก “ทักษิณ” มีบทบาทให้คำแนะนำทางเศรษฐกิจ ด้าน “อนุทิน-นายกฯมาเลเซีย” ร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่-บูกิตกายูฮิตัม ประตูค้าขายชายแดน- การลงทุน-การท่องเที่ยว ขณะที่โฆษกรบ.สรุปผลสำเร็จเยือนมาเลเซีย ต่อยอดมิตรภาพผู้นำไทย–มาเลเซีย เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน เปิดโอกาสการค้า การลงทุนและการท่องเที่ย ว2 นายกรัฐมนตีร่วมเป็นประธานเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย โพสต์ภาพและข้อความผ่านบัญชีอินสตาแกรม @sekretariat.kabinetโดยระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9ก.ค.2569 ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ได้พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย 3 ท่าน ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร (พ.ศ. 2544-2549) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (พ.ศ. 2554-2557) และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร (พ.ศ. 2567-2568) ณ อาคารดานันทารา กรุงจาการ์ตา การประชุมเป็นไปในบรรยากาศที่อบอุ่น และเป็นกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่แข็งแกร่งและยาวนาน ‘แม้ว-ปู-อิ๊ง’นั่งถกปธน.อินโดนีเซีย
ในโอกาสนี้ นายทักษิณ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของดานันทารา ได้ให้ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานาธิบดีปราโบโว และคณะผู้บริหารของดานันทารา เกี่ยวกับโอกาสการลงทุนต่างๆ กลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว รัฐบาลอินโดนีเซีย ยังคงเสริมสร้างเครือข่ายมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับผู้นำและบุคคลสำคัญระดับโลก พร้อมทั้งเปิดโอกาสสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและเสริมสร้างตำแหน่งของอินโดนีเซีย ท่ามกลางพลวัตโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
หารือสถานการณ์โลก-ความร่วมมือ
“การประชุมครั้งนี้ยังมีผู้บริหารระดับสูงของ Danantara เข้าร่วมด้วย ได้แก่ RosanRoeslaniประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท, DonyOskaria ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและPanduSjahrirประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ”นายเทดดี เปิดเผยผ่านอินสตาแกรม
ด้านสำนักข่าวอันตาราของอินโดนีเซีย รายงานว่า ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่บ้านพักส่วนตัว กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
สำนักเลขาธิการประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า นายทักษิณ เดินทางมาพร้อมครอบครัว รวมถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย การพบปะเป็นไปอย่างกันเอง ถือเป็นโอกาสสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างทั้ง 2ฝ่าย โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์โลกและยุทธศาสตร์เพื่อขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ
‘หนู’ยัน’แม้ว’มีอิสระไปได้ทุกที่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีปรากฏภาพ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินสายไปพบผู้นำประเทศอาเซียน ว่า เป็นข่าวอยู่ในโซเชียลมีเดียก็เห็นอยู่ ท่านมีอิสระที่จะไปไหนได้อยู่แล้ว ทำไมผู้สื่อข่าวสงสัยเรื่องอะไร เมื่อถามว่า มองการเดินทางไปทั้ง มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีนัยอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ตนเคยคุยกับ นายทักษิณ มาในอดีตท่านบอกเป็นเพื่อนสนิทกับผู้นำ ถ้าจำได้ สมัยท่านกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ก่อนที่ นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย จะรับตำแหน่งก็บินมาเยี่ยมท่านที่กรุงเทพฯ วันนี้ท่านก็จะไปพบปะใครที่ไหนท่านเป็นผู้นำประเทศมาในอดีตท่านก็สามารถไปพบใครก็ได้ ท่านไปในเรื่องส่วนตัวของท่าน ไม่ได้ไปในฐานะรัฐบาล เมื่อถามว่า แต่ปรากฏภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์และน.ส.แพทองธาร ถือเป็นการรวมตัวอดีตนายกฯของตระกูลชินวัตรทั้ง 3คน มีนัยอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนหนึ่งเป็นน้องสาวท่าน อีกคนเป็นลูกสาวท่านเป็นเรื่องภายในครอบครัว ผู้สื่อข่าวไม่เห็นต้องไปสงสัยอะไรเลย พวกตนก็ไม่เห็นมีใครสงสัยสักคนทำไมผู้สื่อข่าวต้องสงสัย ท่านจะไปไหนก็มีอิสระที่จะไปในทุกที่ เหมือนคนทั่วไป เ
เมื่อถามว่า มองการเดินสายช่วงนี้เป็นการวัดพลังการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ถามอย่างนี้”เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้มองในมุมการเมืองใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่ได้มองครับ ทั้งสามท่านก็ไปด้วยความเป็นมิตรกันของผู้นำทุกประเทศที่ท่านไป”
หนู-นายกฯมาเลเซียเปิดด่านสะเดา
เวลา 10.45น.วันที่ 10กรกฎาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยและภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา จ.สงขลาแห่งใหม่ กับด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ ของมาเลเซีย ทันที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงที่ด่านสะเดา ได้เดินข้ามมายังด่าน บูกิตกายูฮิตัม เพื่อเปิดแผ่นจารึก โดยมีนายอันวาร์อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และภริยา ให้การต้อนรับ เมื่อนายกฯทั้งสองเจอกันได้กอดกันและจับมือทักทาย จากนั้นนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี และคณะ โดยมีเมนูอาหารหลัก คือ ข้าวบาสมาตี แกงเนื้อวัวต้นกล้วยแบบดั้งเดิม ไก่อบซัมบัลแปร์ซิก ปลาหมึกผัดพริก ปลากระพงแดงเสิร์ฟพร้อมซอสเปรี้ยวหวาน สลัดผักรวมแบบดั้งเดิมท้องถิ่น ของหวานเป็นทุเรียนเซนดอล ของหวานสไตล์มาเลเซีย
พัฒนาศก.ชายแดน-สร้างโอกาสใหม่
จากนั้น นายกรัฐมนตรีทั้ง 2ประเทศ ได้ร่วมกันกล่าวเปิดอย่างเป็นทางการ โดยนายอนุทิน กล่าวขอบคุณฃนายอันวาร์อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย-ภาคเหนือของมาเลเซีย เป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค อำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ
รัฐบาลเชื่อว่า เมื่อถนนเชื่อมต่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ จะช่วยลดความแออัดบริเวณด่าน ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกนำเข้าสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนส่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการในจังหวัดชายแดนก็จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางที่สะดวกขึ้น
ดึงดูดการลงทุน-เพิ่มการจ้างงงาน
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่าด้วยว่า จากการหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อวานนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาการเชื่อมโยงพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่สงขลา–เคดาห์ สตูล–เปอร์ลิส และนราธิวาส–กลันตัน ควบคู่กับการผลักดันเขตเศรษฐกิจชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงชายแดนในครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้สองประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในระยะยาว
อนึ่ง ไทยและมาเลเซียตั้งเป้าร่วมกันให้ขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าผ่านด่านสะเดาเพียงด่านเดียวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ80ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะหัวใจของการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างสองประเทศ
ต่อยอดมิตรภาพผู้นำไทย–มาเลเซีย
และการท่องเที่ยว2นายกรัฐมนตีร่วมเป็นประธานเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ เช้านี้
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เมื่อวันศุกร์ที 9 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองปูตราจายา และกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยทั้งสองฝ่ายสามารถผลักดันความร่วมมือที่สำคัญหลายด้านให้เกิดผลคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
เชื่อมศก.ชายแดนการค้า-การลงทุน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับดาโตะเซอรี อันวาร์อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ สะท้อนความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้เป็นรูปธรรมและรวดเร็ว โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซียให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์จากการพัฒนาร่วมกัน หนึ่งในผลสำเร็จสำคัญ คือ การเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมไทย-มาเลเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัมในวันนี้ ซึ่งเป็นด่านการค้าชายแดนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของทั้งสองประเทศ
เสริมสร้างรายได้-ยกระดับการแข่งขัน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซียให้บรรลุ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้ ผ่านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การลดขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้า และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น สร้างรายได้ การจ้างงาน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกหนึ่งผลสำเร็จคือ การร่วมเป็นสักขีพยานแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกุ้งและปลากะพง ซึ่งผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะหายุติในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
มั่นคงปลอดภับ-คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถดำรงชีวิตอย่างสงบสุขและมั่นคงปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับการกำหนดให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งให้ความสำคัญเร่งด่วนในการยุติความรุนแรงและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนนายกฯไทยพอใจการเยือนครั้งนี้ ซึ่งสร้างความคืบหน้าในหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้าการลงทุน การเกษตร การท่องเที่ยว ความมั่นคง และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดยรัฐบาลจะนำผลการหารือครั้งนี้ไปเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้รับประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมต่อยอดความร่วมมือในโอกาสครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-มาเลเซีย ในปี 2570 ให้ยั่งยืนต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว
สภาพัฒน์ชี้พรก.กู้เงินดันศก.ดีขึ้น
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยพระราชกําหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วก็ถือว่าดี ซึ่งก็จะได้ดําเนินการเรื่องที่มีการเตรียมการไว้ ให้เดินหน้าได้ เพราะสถานการณ์ตอนนี้แม้สหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงหยุดยิง แต่ก็ยังไม่มีความแน่นอน ฉะนั้นจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือ เพื่อลดความเสี่ยงการผูกพันเกี่ยวกับราคาพลังงาน ส่วนกรณีมีข้อเสนอ ให้ใช้งบดังกล่าวพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นายดนุชา ตอบว่า โครงการดังกล่าวจะต้องดําเนินการอยู่แล้ว และขณะนี้มีการเตรียมไว้แล้ว แต่ไม่สามารถใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้ เพราะติดที่จะต้องใช้เงินภายในเดือนกันยายนปีงบ 2570 เพราะโครงการนี้ต้องใช้เวลาระยะยาว ซึ่งต้องดําเนินการโดย 3 การไฟฟ้า ที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะหากเป็นงบลงทุนต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็จะใช้เวลานาน
เมื่อถามว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ เมื่อนําไปใช้แล้ว จะทําให้ภาพรวมจีดีพี ปีนี้ โตขึ้นหรือไม่ นาบดนุชา เชื่อว่า งบตัวนี้จะทําให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศมีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น และทําให้ภาคเอกชนมั่นใจ ฉะนั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจภาพรวมก็จะดีขึ้น แต่อยู่ที่ว่างบสองแสนล้านนี้จะเบิกจ่ายได้ตรงเป้าจริงหรือไม่
ส.อ.ท.ยันพรก.ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในประเด็นผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็น เนื่องจากเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่ต้องเคารพผลการพิจารณาของศาล แต่ในด้านเศรษฐกิจจะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตพลังงาน ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นการมีเครื่องมือทางการคลังผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบ ต่อค่าครองชีพของประชาชน ลดแรงกดดันภาคธุรกิจ และช่วยเพิ่มแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยพื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณจากเงินกู้ยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของภาครัฐ เนื่องจากต้องวางแผนบริหารจัดการให้ตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งการช่วยเหลือประชาชน การฟื้นกำลังซื้อ รวมถึงการวางรากฐานเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว
แนะใช้ตรงเป้าหมาย-ยึดวินัยการคลัง
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ภาครัฐจึงต้องพิจารณาวางแผนการใช้จ่ายให้รอบด้าน จัดลำดับความสำคัญของโครงการ เลือกใช้เม็ดเงินในพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม และเร่งรัดการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและภาระหนี้สาธารณะ ขณะเดียวกัน เสถียรภาพของรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยหากรัฐเข้มแข็ง มีทิศทางนโยบายชัดเจนและต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจและลงทุนมากขึ้น
ปลายก.ค.เปิดวิสามัญอนุมัติพรก.กู้เงิน
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคำร้องของสส.ว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เมื่อ 9 ก.ค.แล้ว สภาฯจะเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติ พรก.ในช่วงปลายเดือนก.ค.นี้ ซึ่งหลังจากสภาอนุมัติแล้ว ตนในฐานะประธานกมธ.จะนัดประชุมกมธ.เพื่อพิจารณาแนวทางการติดตามการใช้เงินกู้ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะกมธ.ติดตามการใช้เงินกู้ ตามพรก.หลังจากมีการแต่งตั้งและเลือกกมธ.ในตำแหน่งต่างๆแล้ว เมื่อ 10 มิ.ย.หลังจากนั้นได้นัดประชุมเป็นจำนวน 2ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. และวันที่ 24มิ.ย.ซึ่งเป็นเพียงการพิจารณาภาพรวมและติดตามความคืบหน้าของแผนงานหรือโครงการ ซึ่งเชิญหน่วยงานต่างๆ ให้ข้อมูล เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรรมการบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เข้าให้ข้อมูล
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี