วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา...■■ ข้าพเจ้าอยากจะเล่าถึงเมื่อที่ข้าพเจ้าไปภาคเหนือคราวที่แล้ว ก็ไปจัดตั้งโครงการหมู่บ้านบ้านเล็กในป่าใหญ่ เพราะได้ไปเห็นว่า ชาวไทยภูเขาตามพื้นที่ชายแดนต่างๆ โดยมากมักจะไม่มีที่ทำกินหรือว่าไม่มีบ้านพักก็เตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าก็เลยขออนุญาตจากกรมป่าไม้ พื้นที่แต่ละแห่งที่เรียกว่า กลายเป็นไม่ใช่ป่าแล้วถูกตัดไปหมดแล้วนี่ ขอมาบ้างมาจัดตั้งหมู่บ้านโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ เช่น ได้ตั้งขึ้นที่ดอยผ้าห่มปก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็รับชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่จะมาอยู่ในบ้านนั้น แล้วเราก็จะสอนทุกอย่าง วิธีดำเนินชีวิตของเขา ให้เขาเป็นสมาชิกศิลปาชีพแล้วในที่สุดก็ให้เขาเป็นผู้ดูแลป่าไม้ด้วย ให้เป็นหูเป็นตาและการตั้งหมู่บ้านนี้ บางครั้งก็โชคดีกลายเป็นหมู่บ้านหมู่บ้านชาวเขากลายเป็นหูเป็นตาในการขัดขวางเส้นทางของการค้ายาเสพติดด้วย คือเขาก็เป็นหูเป็นตาให้... (ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่คณะบุคคลผู้เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต 11 สิงหาคม 2545)
...■■ ทหารไทยที่ปฏิบัติภารกิจ ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงได้รับอันตรายจนทำให้บาดเจ็บสาหัสเป็นประจำ เพราะเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชาจงใจลอบวางไว้ตามแนวชายแดน โดยล่วงล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม ทหารช่างสังกัดนาวิกโยธินคือ จ่าเอกเทอดพงษ์ ผมนะรา เหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่บ้านหนองรี หรือบ้านสามหลัง ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด นี่คือสิ่งยืนยันว่ากัมพูชายังจงใจลอบวางทุ่นระเบิดในเขตแดนของไทย ซึ่งเห็นได้ว่ากัมพูชามิได้ให้ความยอมรับและเคารพต่ออนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้กับระเบิด ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และยังจงใจฝ่าฝืนหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แต่ก็น่าประหลาดใจมากที่ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น จีนและนานาชาติยังคงไม่เอาจริงเอาจังกับการกวดขันให้กัมพูชายุติการลอบวางกับระเบิดเพื่อหมายเอาชีวิตทหารฝ่ายตรงข้าม
...■■ ก็ยังมีคำถามที่ถามย้ำๆ ซ้ำๆ เหมือนเดิมว่า จีนเป็นมิตรประเทศที่แท้จริงของไทยแน่หรือ ส่วนสหรัฐอเมริกานั้น คนไทยที่มีสติปัญญาต่างรู้มานานแล้วว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่มิตรแท้ของไทย แต่สหรัฐฯ คบไทยเพราะได้ผลประโยชน์ ส่วนไทยก็รู้อยู่เต็มอกว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่มหามิตร แต่ก็ยังหลับหูหลับตาบอกว่าสหรัฐฯ เป็นมิตรแท้ แต่สำหรับจีนนั้น แม้จีนจะป่าวประกาศว่าไทยจีนใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน มันก็เป็นเพียงคำหวานจากจีนเท่านั้น เพราะจีนตีสองหน้ากับไทย โดยเฉพาะการที่จีนส่งอาวุธสงครามให้กัมพูชา ทั้งๆ ที่จีนรู้ดีว่ากัมพูชานำอาวุธสงครามของจีนใช้รุกรานไทย
...■■ อันที่จริง ต้องตำหนิไทยโดยเฉพาะรัฐบาลไทย เพราะทำตัวให้จีนกับสหรัฐฯ เอาเปรียบไทยเสมอมา ทั้งๆ ที่ไทยมีความสำคัญในเชิงภูมิศาสตร์ต่อทั้งจีนและสหรัฐฯ แล้วต้องไม่ลืมว่าไทยกับจีน ซ้อมรบกันมาเป็นประจำ ส่วนไทยกับสหรัฐฯ ก็ซ้อมรบกันประจำทุกปี การที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนซ้อมรบกับไทย เป็นเพราะต้องการให้ไทยยังคงความเป็นมิตรประเทศกับทั้งสองไว้ แต่เมื่อความจริงปรากฏแล้วว่าสหรัฐฯ และจีน ไม่จริงใจกับไทย เพราะฉะนั้น ไทยก็จำเป็นต้องเร่งทบทวนระดับความสัมพันธ์ กับจีนและสหรัฐฯ โดยด่วน
...■■ ขอย้ำว่าจีนและสหรัฐฯ ไม่สามารถทอดทิ้งไทยได้ เพราะไทยนั้นเป็นเสมือนพื้นที่สำคัญที่จีนไม่สามารถมองข้ามได้ แล้วก็เช่นกันสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของไทยได้ ดังนั้น ในขณะที่สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา อันเนื่องมาจากการรุกรานโดยกัมพูชายังคงคุกรุ่นต่อไป ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเจรจากับทั้งจีนและสหรัฐฯ ให้เห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีต่อประเทศทั้งสอง แล้วต้องเจรจาให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่า หากสหรัฐฯ และจีนยังคงตีสองหน้ากับไทยต่อไป ไทยก็จะดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยการนำประเทศอื่นๆ มาถ่วงดุลอำนาจกับจีนและสหรัฐฯ ไทยต้องประกาศให้สหรัฐฯ และจีนรู้ว่าไทยไม่ใช่เบี้ยตัวเล็กๆ ที่จะยอมให้สหรัฐฯ กับจีนเล่นเกมการเมืองระหว่างประเทศตามอำเภอใจอีกต่อไป ดังนั้น ไทยต้องแสดงให้จีนและสหรัฐฯ ประจักษ์ว่าหากไม่ได้รับความร่วมมือจากไทยเสียแล้ว สหรัฐฯ และจีนจะสูญเสียผลประโยชน์อย่างมาก ชนิดที่ว่าไม่สามารถหาผลประโยชน์จากที่อื่นใดทดแทนผลประโยชน์ที่ทั้งสองประเทศได้รับจากไทย
...■■ สินค้าไทยหลายกลุ่ม อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง สินค้าการเกษตร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม สินค้าเหล่านี้ล้วนต้องพึ่งตลาดสหรัฐฯ แล้วก็ต้องยอมรับว่าตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ มีกำลังซื้อสูง ซึ่งหมายความว่าไทยได้รายได้จากการขายของให้สหรัฐฯ เป็นมูลค่าประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าการค้าขายกับทุกประเทศทั่วโลก แต่ไทยก็ต้องถามตัวเองกลับด้วยว่า ทำไมสินค้าไทยจึงเป็นที่ยอมรับของตลาดสหรัฐฯ เป็นเพราะสินค้าของเรามีคุณภาพดี ใช่หรือไม่ แล้วเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าหากสหรัฐฯ ไม่มีสินค้าจากไทย ชาวอเมริกันจะเดือดร้อนหรือไม่ หากสินค้าไทยมีคุณภาพดีมากๆ และเป็นที่ต้องการของสหรัฐฯ ก็หมายความว่าหากสินค้าไทยหายไปจากตลาดสหรัฐฯ คนอเมริกันจะเดือดร้อนหรือไม่ แต่หากสหรัฐฯ บอกว่าแม้สินค้าไทยไม่มีจำหน่ายในสหรัฐฯ คนอเมริกันก็ไม่เดือดร้อน เพราะมีสินค้าจากประเทศอื่นทดแทน หากสหรัฐฯ ตอบแบบนี้ก็หมายความว่าอำนาจต่อรองของไทยต่อสหรัฐฯ มีน้อยมาก แต่หากสหรัฐฯ และคนอเมริกันขาดสินค้าไทยไม่ได้ นั่นก็หมายถึงอำนาจต่อรองของไทยยังอยู่ในระดับสูง
...■■ เหตุผลที่ ธรรมกร หยิบยกเอาเรื่องนี้มาพูด ก็เพราะต้องการให้รัฐบาลไทยทบทวนความสำคัญของไทยที่มีต่อสหรัฐฯ เป็นการด่วน เพื่อจะได้นำความได้เปรียบของไทยไปเป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศกับสหรัฐฯ และฉันใดก็ฉันนั้น ก็ต้องศึกษาเรื่องเดียวกันนี้กับจีนด้วย แล้วจึงสรุปว่าไทยกับสหรัฐฯ และจีน ต้องพึ่งพาอาศัยกันในระดับใด ใครมีอำนาจต่อรองมากกว่ากัน หากไทยยังมีอำนาจต่อรอง ก็ต้องใช้พลังอำนาจนั้นเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ไม่ใช่ปล่อยให้สหรัฐฯ และจีนกดหัวไทยหรือเล่นบทตีสองหน้ากับไทยตลอดเวลา
...■■ เมื่อกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศวันเลือกตั้งทั่วประเทศเรียบร้อยแล้วคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และเปิดให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า โดยลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ของ THAID ที่อ่านว่า THAIID ของกระทรวงมหาดไทย โดยลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 20 ธันวาคม 2568 เมื่อปี่กลองการเมืองส่งเสียงดังกระหึ่มขึ้น ก็ทำให้บรรดานักการเมือง นักเลือกตั้ง และหัวคะแนนพากันเริงร่าลิงโลด โดยจะเห็นว่านักการเมืองและนักเลือกตั้งจำนวนหนึ่งต่างก็พากันนำเสนอความเพ้อฝันผ่านนโยบายหาเสียงของพรรค อาทิ การลดหนี้สิน ล้างหนี้สิน ปลดล็อกหนี้สิน ดึงเงินสีขาวจากต่างประเทศเข้าไทย ดึงเงินใต้ดินขึ้นบนดิน ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ และที่เพ้อมาโดยตลอดคือลดค่าใช้จ่ายอันเกิดจากค่าครองชีพประจำวัน บางพรรคฯ ก็เพ้อเรื่องแจกเงิน แจกคูปองให้ชาวบ้าน ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ยังคงขายฝันเรื่องแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โดยเอาที่ดินและทรัพย์สินของรัฐไปแปลงเป็นทุน แล้วอ้างว่าให้ผลประโยชน์ตกไปถึงประชาชน แต่มันจะไปถึงได้อย่างไรมิทราบ เพราะขนาดเรื่องเขากระโดง และที่ดินธรณีสงฆ์ยังถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นของนักการเมืองได้ แต่ที่เพ้อหนักคือเรื่องที่อ้างว่าจะทำให้รัฐโปร่งใส การออกใบอนุญาตให้ทำกิจการใดๆ ต้องโปร่งใส รวดเร็ว และให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐ บ้างก็เพ้อเรื่องยกคุณภาพชีวิตคนแก่ ยกระดับคุณภาพแรงงาน เน้นการใช้ AI กับคนไทยให้มากขึ้น แล้วที่ยังคงเพ้อไม่หยุดคือการประกาศลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลดค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่ารถไฟฟ้า ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน ทั้งหมดทั้งปวงที่นักการเมือง และนักเลือกตั้งบอก บ่น เพ้อมานั้น ล้วนเป็นเรื่องดี หากคนเหล่านั้นมีปัญญาทำให้เกิดได้จริง แต่ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า มันเป็นจริงยากมาก เพราะคนที่เพ้อเรื่องเหล่านี้มันคือนักเลือกตั้ง ส่วนการที่นักการเมืองบางคนจากบางพรรค โดยเฉพาะคนที่เคยกินตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงการคลังมาก่อนยังอุตส่าห์เพ้อเรื่องลดค่าครองชีพ และการแจกเงิน แจกคูปอง ก็เป็นการประจานว่าดีแต่พูด พูดพล่ามไปเรื่อย เพราะไม่มีปัญญาทำให้เป็นจริงได้แม้จะเคยกินตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงคลังมาก่อน ก็ยังไม่มีปัญหาทำให้เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้น อย่ามาเพ้อพล่ามอีกต่อไป เหม็นขี้ฟัน เพราะมันก็แค่ราคาคุยเท่านั้น ไม่มีปัญญาทำให้เกิดขึ้นจริงสักราย
...■■ มีข่าวว่าสหรัฐฯ กลายเป็นดินแดนแห่งการอุ้มบุญ หลังจากมีการนำเสนอข่าวว่าเศรษฐีจีนแห่เข้าไปใช้บริการแม่อุ้มบุญในสหรัฐฯ โดยจ่ายให้เคสละ 6.2 ล้านบาท เพื่อการอุ้มบุญเด็กหนึ่งคน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอเมอรี เปิดเผยการอุ้มบุญในสหรัฐฯ โดยพ่อแม่ชาวต่างชาติว่า พบว่ามีเพิ่มมากถึง 4 เท่า ระหว่างปี 2557-2562 และพบว่าลูกค้าที่ใช้บริการนั้นเป็นชาวจีนมากถึง ร้อยละ 41 และมีข่าวว่าในห้องพิจารณาคดีของศาลที่ลอสแองเจลิส ตั้งแต่ปี 2566ผู้พิพากษาชื่อ เอมี เพลแมน พบว่าเศรษฐีจีนชื่อ ซูโบ ที่เป็นผู้บริหารธุรกิจผลิตเกมวีดีโอ เรียกร้องเป็นผู้ปกครองเด็ก 4 คน โดยเด็กทั้งสี่ยังอยู่ในท้องของสตรี และยังพบว่าซูโบจะมีลูกอีก 8 คน เป็นอย่างน้อยแล้วก็พบว่าเขาจะมีลูกทั้งหมดกว่า 100 คน ทั้งนี้ ซูโบบอกกับศาลว่าเขาจะมีลูกที่เกิดในสหรัฐฯ อย่างน้อย 20 คน โดยผ่านการว่าจ้างให้อุ้มบุญทุกราย และบอกด้วยว่าเด็กจากการอุ้มบุญคือเด็กเพศชายทุกคน เหตุที่ต้องการลูกชายเพื่อให้ทำธุรกิจสืบต่อจากเขา
...■■ มีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ กลายเป็นแหล่งธุรกิจการอุ้มบุญของเศรษฐีจีน ที่จ้างหญิงชาวจีนให้อุ้มท้องแล้วไปคลอดลูกในดินแดนสหรัฐฯ ส่วนรัฐบาลจีนก็ไม่สนใจการอุ้มบุญของชาวจีนในต่างประเทศ แต่การอุ้มบุญเป็นสิ่งผิดกฎหมายในจีน
...■■ บอร์ดการบินไทยชุดใหม่ ถูกตั้งความหวังจากประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการบินไทยว่า คนชุดนี้น่าจะไม่มีปัญญามืดบอดด้านสติปัญญาและความรับผิดชอบ โดยบอร์ดใหม่15 คน ประกอบด้วย ลวรณ แสงสนิท ประธานบอร์ด ส่วนกรรมการได้แก่ กุลยา ตันติเตมิท ชาครีย์ บำรุงวงศ์ ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ยรรยง เดชภิรัตนมงคล สัมฤทธิ์ สำเนียง ชาริตา ลีลายุทธ ชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ ญนน์ โภคทรัพย์ พลากร หวั่งหลี วัชราตันตริยานนท์ รพี สุจริตกุล วิรไท สันติประภพ อำนาจ จีระมณีมัยและ ชาย เอี่ยมศิริ
...■■ คนไทยที่เคยถูกหุ้นการบินไทยฝากคำถามว่า แล้วบอร์ดชุดใหม่จะมีปัญญาหาเงินไปใช้คืนคนที่ถือหุ้นการบินไทยตั้งแต่วันแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือไม่ หรือว่าที่แล้วก็แล้วไป เงินหายไปแล้วก็หายไปเลย อย่ามาร้องแรกแหกกระเชออีกต่อไป เพราะโง่ซื้อไปแล้ว แล้วกิจการของการบินไทยแต่เดิมก็พินาศล่มจมไปแล้ว จะมาเรียกร้องอะไร ซื้อแล้วก็ซื้อไป โง่แล้วโง่เลย ส่วนผู้บริหารการบินไทยก็ยังคงอิ่มเอมเปรมปรีดาต่อไป
...■■ อ้อ! มีคนไทยจำนวนไม่น้อยฝากบอกว่า ปัจจุบันนี้ หากไม่จำเป็นจริงๆ แล้ว ไม่คิดจะบินด้วยการบินไทยเลย เพราะตั๋วโดยสารราคาแพงมาก แพงมากเสียจนงงว่าการบินไทยให้บริการดีกว่าสายการบินอื่นหรืออย่างไร หรือนั่งเครื่องการบินไทยถึงจุดหมายปลายทางเร็วกว่าสายการบินอื่น คนที่บ่นนั้นบอกว่าจริงๆ รักการบินไทย เพราะเคยเป็นสมบัติของประเทศไทย แต่เมื่อการบินไทยถูกปล้นโดยนักการเมือง และข้าราชการจนการบินไทยล่มละลายไปแล้ว ก็ไม่คิดจะอุดหนุนการบินไทยอีก เพราะไม่อยากให้การบินไทยฟื้นมาแล้วถูกปล้นซ้ำ
...■■ น่าอัศจรรย์ใจที่บอร์ดการบินไทยชุดใหม่ ไร้ชื่อชาญศิลป์ ตรีนุชกร ทั้งๆ ที่ ชาญศิลป์อยู่ในกลุ่มผู้ชุบชีวิตการบินไทยให้ฟื้นจากซากมาก่อน แต่ที่สุดแสบกว่าคือ บอร์ด (บอด) ชุดใหม่ มีคนที่ทำให้ไทยสมายล์ ย่อยยับเข้าไปอยู่ด้วย นั่นหมายความว่าการบินไทยจะย่อยยับอีกใช่ไหม
ธรรมกร

กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน
มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 4-10 มี.ค.69
รัฐบาลเล็งทำสัญญาซื้อ LNG มาเลย์เพิ่ม เอกนิติ สั่งคุมเข้มผู้ค้าไม่ขึ้นราคา
ร้อนตับแตก! เปิด 10 อันดับอุณหภูมิสูงสุดวันนี้ เมืองลพบุรียืนหนึ่ง แตะ 39.7 องศา
4 ยอดพธูสะท้านแผ่นดิน ส่องรายชื่อนางเอกจีนเจนใหม่ ใครคือตัวจริง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี