วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันที่กฎบัตรสหประชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ ถูกสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลฉีกทิ้ง เมื่อเปิดฉากสงครามรุกรานโจมตีอิหร่าน ซึ่งจากนี้ไปก็อย่าได้หวังว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ ด้วยการประนีประนอม”บนโต๊ะเจรจา”จะคงความศักดิ์สิทธิ์ให้ทุกประเทศต้องยอมรับกัน
เมื่อวันที่ 4 มีนาคมวานนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยแพร่เอกสารสรุปความคืบหน้า“ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่” หรือ“Epic Fury”ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วอย่างน้อย 1,700 แห่ง นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มปฏิบัติการ ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้ มีการประเมินกันว่าใน 24 ชั่วโมงแรกของการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น กองทัพสหรัฐฯต้องใช้เงินกว่า 779 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 2.46 หมื่นล้านบาท โดยเกี่ยวข้องกับระบบอาวุธมากกว่า 20 ระบบ ทั้งทางอากาศ ทางทะเล ทางบก และระบบป้องกันขีปนาวุธ
ขณะเดียวกันทางด้าน “Iranian Red Crescent Society” หรือองค์การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอิหร่าน ระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงห้าวันที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 787 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงนักเรียนหญิง 176 รายที่ถูกสหรัฐฯกับอิสราเอลโจมตีทางอากาศที่โรงเรียนประถมสตรีล้วนในเมืองมินาบ รวมทั้ง“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีกเกือบ 40 คน พร้อมทั้งระบุว่า มีโรงพยาบาลอย่างน้อย 9 แห่งตกเป็นเป้าการโจมตี
อย่างไรก็ตาม ห้าวันของสงครามรุกรานอิหร่านโดยสหรัฐฯและอิสราเอลในครั้วนี้ ไม่เพียงแต่ตะวันออกกลางจะ“เข้าสู่หุบเหวอันตราย”เท่านั้น ทุกประเทศบนโลกใบนี้ก็ถูกบีบให้เดินไปสู่เส้นทางนั้นด้วย การปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ”ที่ควบคุมยุทธภูมิโดยกองทัพอิหร่าน ส่งผลให้ไฟ“สงครามเศรษฐกิจ”ลุกลามพัดไหม้ไปยังทั่วทุกภูมิภาค
โดยที่อย่างน้อย 6 ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย หรือ“GCC”ที่สหรัฐฯมีฐานทัพประจำการ ประกอบด้วย บาห์เรน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยที่ประเทศเหล่านี้มีความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงร่วมกัน ก็โดนก่อนเต็มๆ ซึ่งเริ่มจากวันแรกที่ถูกอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯในประเทศเหล่านี้ และยังรวมไปถึงศูนย์กลางทางเศรษกิจในดูไบ
ทำไมอิหร่านถึงต้องทำเช่นนี้ นั้นก็เพราะไม่เพียงแต่เพราะประเทศเหล่านี้เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมัน รวมทั้งก๊าซ (LNG) ดังนั้นอิหร่านจึงโจมตีทั้งฐานทัพ โรงกลั่นน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน“ราสทานูรา” (Ras Tanura) ของ “Saudi Aramco” ซึ่งเป็นโรงศูนย์กลางหลักในการกลั่นและส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย และเป็นหนึ่งในฮับพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก และส่งผลให้ต้องประกาศระงับการดำเนินงานชั่วคราว ทั้งนี้ การหยุดดำเนินงานแม้เพียงชั่วคราวก็ย่อมส่งผลสะเทือนต่อตลาดพลังงานทันที เนื่องจากซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก
จากนั้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา จึงตามมาด้วยการประกาศปิด“ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งก็ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงต่อ 6 ประเทศ“GCC”เท่านั้น ทุกประเทศทั่วโลกก็ต้องประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันด้วย โดยที่เวลานี้ก็ได้เห็นกันทันตา แม้แต่ประเทศไทยที่ต้องเตรียมหาพลังงานทดแทน ทั้งน้ำมันและก๊าซ (LNG)
และถ้าสงครามยิ่งยืดเยื้อ แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อ“เศรษฐกิจโลก”อย่างรุนแรง เนื่องจาก“ช่องแคบฮอร์มุซ”มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบพลังงานโลก โดยที่การขนส่งน้ำมันเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการใช้น้ำมันต่อวันทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ ทั้งจะทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงทะลุอย่างไม่มีเพดานจำกัด, เงินเฟ้อทั่วโลกก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว, ค่าเงินในประเทศผู้นำเข้าพลังงานอ่อนค่า และส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและสินค้าในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม สงครามรุกรานอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ต่างจากเวเนซุเอลาที่สหรัฐฯสามารถบุกเข้าไปจับตัวประธานาธิบดีและยึดครองประเทศได้เพียงชั่วไม่ทันข้ามคืน และอิหร่านก็ไม่ใช่อย่างอิรักที่ถูกสหรัฐฯรุกรานในปี 2546 สมัย“จอร์จ ดับเบิลยู บุช”แห่งพรรครีพับลิกัน ที่จะทำให้พ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกับ“โดนัลด์ ทรัมป์” ที่จำให้
ขนาดที่อิรักสหรัฐฯยังต้องใช้เวลาถึง 8 ปีจึงถอนทหารออกมาจากออิรักได้ โดยได้ประกาศสงครามสิ้นสุดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ซึ่งสงครามที่อิรักทำให้สหรัฐสูญเสียเงินถึง 66 ล้านล้านบาท และฝ่ายสหรัฐฯมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 190,000 คน ในจำนวนนี้เป็นกำลังพลทหารเสียชีวิต 4,488 นาย และได้รับบาดเจ็บกว่า 16,00 คน ที่ในจำนวนนี้ร้อยละ 20 ได้รับบาดเจ็บรุนแรงบริเวณสมอง และไขสันหลัง และทุกวันนี้รัฐบาลสหรัฐฯยังต้องสงเคราะห์เยียวยาในฐานะทหารผ่านศึก
จากการวิเคราะห์ของผู้รู้ มองว่า อิหร่านในวันนี้หลังการเสียชีวิตของ“อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” “คาเมเนอี” และมีข่าวอย่างไม่เป็นทางว่า“มอจตาบา คาเมเนอี” วัย 56 ปี บุตรชายคนรองของ“คาเมเนอี” ได้รับการคัดเลือกจาก สภาผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่นั้น ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการทำงคราม จากการตั้งรับมาเป็น“การรุกแบบสมมาตร”
เช่น ใช้โดรนตระกูล“Shahed” และขีปนาวุธราคาถูกจำนวนมหาศาล เพื่อทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯและอิสราเอลศัตรูป้องกันไม่ไหว รวมทั้งใช้กองกำลังพันธมิตรทั่วภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์ สร้างภาระความเสียหายกระจายไปทั่วพื้นที่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิด"ช่องแคบฮอร์มุซ"เพื่อบีบให้ชาติตะวันตกต้องยอมถอย
ดังนั้น สงครามครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่สหรัฐฯไม่เคยจดจำ อย่างน้อยก็มีกรณีศึกษาจากสงครามเวียดนามที่สหรัฐฯต้องเข้าไปติด“กับดักสงคราม”อย่างยาวนานถึง 15 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2503-2518 โดยเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2508 นาวิกโยธินสหรัฐ 3,500 คน ขึ้นฝั่งใกล้กับดานัง ประเทศเวียดนามใต้ เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามภาคพื้นดินของสหรัฐฯ และสงครามยุติลงในฐานะผู้พ่ายแพ้ เมื่อกองทัพประชาชนเวียดนามยึดกรุงไซ่ง่อน (นครโฮจิมินห์)ได้ในวันที่ 30 เมษายน 2518
ทหารสหรัฐฯเสียชีวิตและสูญหายจากสงครามเวียดนามกว่า 5.8 หมื่นคน และใช้งบประมาณทำสงครามที่ยืดเยื้อสูงถึง 165,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว สูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน หรือประมาณ 30 ล้านล้านบาท
ดูกันต่อไป-ยังอีกยาว !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

กต.อัพเดตสถานการณ์ตะวันออกกลาง คนไทยในอิหร่านขอกลับแล้ว 138 คน
มาแล้ว! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 4-10 มี.ค.69
รัฐบาลเล็งทำสัญญาซื้อ LNG มาเลย์เพิ่ม เอกนิติ สั่งคุมเข้มผู้ค้าไม่ขึ้นราคา
ร้อนตับแตก! เปิด 10 อันดับอุณหภูมิสูงสุดวันนี้ เมืองลพบุรียืนหนึ่ง แตะ 39.7 องศา
4 ยอดพธูสะท้านแผ่นดิน ส่องรายชื่อนางเอกจีนเจนใหม่ ใครคือตัวจริง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี