วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
“ไฟฟ้า” เป็นเรื่องพลังงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ ทุกเพศวัยทุกสถานะสังคม
ประเดิมนโยบายไฟฟ้า ยุครัฐบาลอนุทิน2 ขยับแล้ว
มีประเด็นน่าสนใจ อะไรบ้าง?
1. ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) และส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน
เมื่อวานนี้ (29 เมษายน 2569) การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 176) ซึ่งมีนายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม กพช. เห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติ ด้านพลังงาน” ได้แก่
“1 การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย
- อัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
- ออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบ ก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้ว เสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569
- นำเงิน Bypass Gas กว่า 369 ล้านบาท มาเป็นส่วนลดค่า Ft งวด เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน
- ศึกษาแนวทาง การลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผล การศึกษา ต่อ กพช. โดยเร็ว
2. การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน
- รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วยมีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี และ ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมิถุนายน 2569
- ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบ จำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ”
รมว.พลังงาน เอกนัฏ ระบุว่า โครงการนี้ เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาด ควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี
2. เท่ากับว่า นโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับนโยบายไฟฟ้า “พูดแล้วทำ” ได้เริ่มต้นจริงๆ แล้ว
ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2565 ได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านพลังงาน การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงสนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค โดยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา และการผลักดันมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ...
ส่วนสำคัญก็มาจากนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยช่วงเลือกตั้งนั่นเอง
3. ขับเคลื่อนนโยบายรวดเร็ว ฉับไว
ในการประชุม ครม.วันก่อน (28 เม.ย. 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน”
โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
เหตุผลเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ประกอบกับความต้องการใช้พลังงานของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศเพิ่มสูงขึ้นด้วย รัฐบาลจึงเร่งกำหนดมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
วันถัดมา (29 เมษายน) ปรากฏว่า นายกฯ อนุทิน ก็นำประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เดินหน้าทันที ฉับไวมาก
4. ผ่ารายละเอียดวาระแห่งชาติด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้า และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
กระทรวงพลังงานนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี แล้ว ครม.ก็เห็นชอบในหลักการ วาระแห่งชาติด้านพลังงานเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าฯ
ข้อมูลรายละเอียดที่มาที่ไปที่น่าสนใจเพิ่มเติม ดังนี้
4.1 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานในการประชุมครั้งที่ 13/2569 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและมีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2569
โดยกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่า Ft) เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย
ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย
ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน
ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นผลจากการที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม (Accumulation Factor: AF) ไว้แทนประชาชนไปพลางก่อน จำนวน 35,928 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 50.94 สตางค์ต่อหน่วย) ร่วมกับการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่การไฟฟ้าเก็บรักษาไว้ (Claw back) ทั้งหมดจำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย) มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ประกอบกับคำแถลงนโยบายรัฐบาลของคณะรัฐมนตรี
4.2 เบื้องหลัง และที่มาที่ไปของข้อเสนอวาระแห่งชาติด้านพลังงานฯ ดังนี้
(1) การบรรเทาผลกระทบราคาค่าไฟฟ้าของประชาชน
พิจารณากำหนดนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก โดยปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เริ่มภายในเดือนมิถุนายน 2569 โดยอัตราค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ยของกลุ่มบ้านอยู่อาศัย ยังคงเท่าเดิม
มอบรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติภายใต้ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คิดราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (PP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่มีสัญญาซื้อขายกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามจริง แต่ไม่เกินค่าเฉลี่ยราคาควบคุมที่ภาคนโยบายกำหนด (347.47 บาทต่อล้านบีทียู) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชน และให้นำส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง (Pool Price) กับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บไปทยอยเรียกคืนในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้ารอบเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเห็นชอบ โดยให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยร่วมกันคำนวณปริมาณและราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บ และบริหารจัดการให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าว ตลอดจนดำเนินการที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำกับดูแลการดำเนินงานต่อไป
คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2566 (ครั้งที่ 164) เมื่อวันที่13 กุมภาพันธ์ 2566 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแนวทางการให้ความร่วมมือของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้ากลุ่มเปราะบางในช่วงวิกฤตพลังงาน วงเงินช่วยเหลือประมาณ 4,300 ล้านบาท สำหรับงวดเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน 2566 และให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถนำต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงดังกล่าว ไปใช้ในการลดค่าไฟฟ้าแก่กลุ่มเปราะบางซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกำกับดูแลการดำเนินการต่อไป ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 จึงได้รายงานผลการดำเนินงานตามมติดังกล่าว โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ชำระเงินผลประหยัดจากมูลค่าการจัดสรรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซ (Bypass Gas) ข้างต้นให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง กิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ และลูกค้ารายย่อยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว จำนวน 3,192,929,155.21 บาท และยังมีเงินคงเหลือจำนวน 369,568,004.06 บาท ซึ่งเงินคงเหลือดังกล่าวนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้เสนอให้นำมาปรับลดค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ(ค่า Ft) ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าต่อไป ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและอาจยืดเยื้อ จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบและมอบหมายกระทรวงพลังงานนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติพิจารณาตามขั้นตอนต่อไปโดยนำไปลดค่า Ft ในงวดเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน
(2) นโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการผลิต และใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
ดำเนินโครงการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน เพื่อเป็นกลไกในการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก โดยประชาชนผู้ผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สามารถขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ติดตั้ง Solar Rooftop
มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พิจารณากำหนดหลักการในการดำเนินการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน และกำหนดหลักการ
การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวในรูปแบบ Net Billing
มอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาปรับปรุงลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา รวมทั้งกระบวนการขออนุญาตเชื่อมขนานกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มีความรวดเร็ว ไม่เป็นอุปสรรคในการติดตั้งและจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับเข้าระบบไฟฟ้า
โดยปรับขั้นตอนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)
ทั้งนี้ กรณีที่มีการขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าระบบไฟฟ้า ให้ดำเนินการกระบวนการที่เกี่ยวกับขั้นตอนการอนุญาตต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่หากเป็นกรณีที่ไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้า ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอเชื่อมต่อระบบสำหรับประชาชนที่ประสงค์ขอติดตั้ง Solar Rooftop
มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง พิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชนได้ตามเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับหน่วยงานของรัฐ ในรูปแบบ ESCO Model
ประการสำคัญ พิจารณากำหนดอายุสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติ และได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ครบแล้ว โดยพิจารณามอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับซื้อจากรูปแบบ Adder เป็นรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) โดยพิจารณากำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าไม่เกินอัตรารับซื้อไฟฟ้าสำหรับโครงการการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับภาคประชาชน รวมทั้งกำหนดระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT ที่เหมาะสม
ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในระบบไฟฟ้าสาธารณะสำหรับไฟถนนและไฟสาธารณะ โดยการใช้หลอดประหยัดพลังงาน LED (Light Emitting Diode การปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์
ส่งเสริมการใช้และการผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ (Made in Thailand) และการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำคัญ การให้บริการระบบอัดประจุไฟฟ้า และการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่
ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและสร้างตลาดในประเทศ มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าและการให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้มีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ ครอบคลุมและการกระจายตัวอย่างเหมาะสมในเชิงพื้นที่ การจัดทำมาตรฐานกำกับดูแลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่เหมาะสม ฯลฯ
ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ (Bio Energy) โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนของเสียและวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบของเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง อาทิ เอทานอลไบโอดีเซลและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ในรูปแบบ BCG Model (Bio-Circular-Green Economy) ฯลฯ
5. การขับเคลื่อนนโยบายพลังงานยุคอนุทิน2 เริ่มต้นอย่างน่าสนใจ ขับเคลื่อนฉับไว
สมตามนโยบาย พูดแล้วทำ พลัส
ติดตามต่อไปว่า จะเกิดแรงกระเพื่อม หรือแรงต้าน จากกลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มการเมืองอื่นใด หรือไม่?
สารส้ม

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี ไอโอ โจมตีคุกคาม ให้ กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสน-สั่งลบข้อมูลบิดเบือน-โจมตีภายใน 7 วัน
กลั้นขำไม่ไหว! ส่องมิติใหม่ ไหว้ครู 2569 กรวยมะม่วงน้ำปลาหวาน แถมเจอเล่นของ จนครูต้องร้องหา ผอ.
วุ้นเส้น ปล่อยช็อตเด็ด อวดหุ่นสวยเป๊ะในบิกินีตัวจิ๋ว
อัปเดตราคาทองคำ ทองรูปพรรณขายออกหลุด 65,000
เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม ประหารชีวิต อาเด็ม-ยูซุฟู คดีระเบิดแยกราชประสงค์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี