วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
กรณีของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร คือ ตัวบ่งชี้กระบวนการยุติธรรมของไทยที่บิดเบี้ยว ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่มีธรรมาภิบาล และมีการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐ ที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ว่าจะจัดการแก้ไขทั้งสองปัญหานี้
หยิบยกเรื่องนี้มาพูดเพราะ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งเป็นนักโทษคดีทุจริตประพฤติมิชอบระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2544-2549 กำลังจะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคมเดือนหน้า โดยที่มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย จากการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่มีธรรมาภิบาล และมีการทุจริตประพฤติมิชอบของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม
“ทักษิณ ชินวัตร”จะได้รับการพักโทษในครั้งนี้ มีต้นทางเริ่มมาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 บังคับโทษจำคุกสั่งให้“ทักษิณ ชินวัตร”กลับเข้าไปติดคุกนับหนึ่งใหม่ในเรือนจำเป็นเวลา 1 ปี กรณี“ป่วยทิพย์ชั้น 14”โรงพยาบาลตำรวจ โดยที่ศาลฎีกาฯพิจารณาเห็นว่า กระบวนการส่งตัว“ทักษิณ”ไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ รวมเวลาทั้งหมด 120 วัน จากการติดคุกครั้งแรกไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งบังคับให้“ทักษิณ ชินวัตร”ต้องกลับเข้าไปติดคุกจริงในเรือนจำ มีสถานภาพเป็นนักโทษเด็ดขาดชาย (น.ช.)อยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมจนถึงวันนี้ ก็เพราะความพยายามของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ และคณะ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯถึง 3 ครั้ง เพื่อให้มีการไต่สวนว่า“การบังคับโทษ”ของ“ทักษิณ”เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลฎีกาฯหรือไม่
สุดท้ายในครั้งที่ 3 จากความพยายามของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และคณะ, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงได้รับคำร้องไว้ไต่สวนเองเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ด้วยศาลฎีกาฯพิจารณาเห็นว่า คดีทุจริตทั้ง 3 คดีที่“ทักษิณ ชินวัตร”ถูกสั่งบังคับโทษไปแล้วนั้น นายชาญชัยไม่ใช่คู่ความ และไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ
3 คดีที่ว่านั้น รวมโทษทั้งหมด 8 ปี ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งบังคับโทษ“ทักษิณ ชินวัตร” ก็คือ 1.“คดีเอ็กซิมแบงก์”ปล่อยเงินกู้ให้เมียนมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่“บริษัทเครือชินคอร์ป” วงเงิน 4 พันล้านบาท ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา 2.“คดีหวยบนดิน”ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ( ศาลฏีกาฯไม่ได้สั่งให้นับโทษต่อ) และ 3.“คดีให้นอมินีถือหุ้นชินคอร์ป”ขายหุ้นให้แก่“บริษัทเทมาเส็ก”ของสิงคโปร์ มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาท ศาลฎีกาฯพิพากษาจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา
ทั้ง 3 คดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อ่านคำพิพากษาลับหลัง ระหว่างที่“ทักษิณ ชินวัตร”หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ และหลังจากหลบหนีไปเป็นเวลากว่า 15 ปี เมื่อกลับมารับโทษในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ในสมัยที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลและมี“เศรษฐา ทวีสิน”เป็นนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ”ก็ยังได้รับพระมหากรุณาพระราชทานอภัยลดโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี และมิหนำซ้ำก็ยัง“โกงการติดคุก” ไปนอนพักรักษาตัวที่“ชั้น14”โรงพยาบาลตำรวจ ด้วยข้ออ้างว่า“ป่วยวิกฤต”เพื่อเลี่ยงการติดคุกในเรือนจำ
ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้รับเรื่องจากนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ และคณะไว้พิจารณาไต่สวนเองแล้ว จากการสอบพยานทั้งหมด 31 ปาก รวมทั้งหมด 7 นัด นับตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน-30 กรกฎาคม 2568 ศาลฎีกาฯจึงได้พบข้อเท็จจริงว่า“ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
ทั้งนี้ ศาลฎีกาฯชี้ว่าการส่งตัวนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ที่อ้างว่า“ป่วยวิกฤต”ไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2566 โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 55 ของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร (นายนัสที ทองประหลาด) และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ (นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์) นั้น ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษานอกเรือนจำ
สรุปก็คือ ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า กรณีของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร คือ ตัวบ่งชี้“กระบวนการยุติธรรมของไทยที่บิดเบี้ยว” ก็เพราะการที่“ทักษิณ ชินวัตร”ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ์พักโทษในครั้งนี้ จากการผ่านความเห็นชอบมาแล้ว 2 ด่าน คือ คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำกลางคลองเปรม และคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ พิจารณาเพียงแค่“ทักษิณ”จำคุกครบ 2 ใน 3 จากคำสั่งศาลฎีกาฯเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 เท่านั้น
ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง ต้องนับโทษของ“ทักษิณ ชินวัตร”ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งบังคับโทษจำคุก และเริ่มต้นสถานะ“นักโทษเด็ดขาดชาย”ครั้งเเรก ไม่ใช่ตัดตอนมาเริ่มนับ 1 ปีหลังจากที่“ทักษิณ”ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานอภัยลดโทษ
สำคัญที่สุด การยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกากราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานอภัยลดโทษของ“ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 โดยข้อเท็จจริงก็ยังถือว่า“ทักษิณ”นำความกราบบังคมทูลที่เป็นความเท็จ จากการกราบบังคมทูลว่า “รับโทษมาแล้ว 10 วัน เหลือโทษจำคุก 7 ปี 11 เดือน 21 วัน อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” และเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึงพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษให้“ทักษิณ” จาก 8 ปีเหลือ 1 ปี ทั้งที่“ทักษิณ”อยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก่อนถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจ และอยู่ยาวจนได้รับการพักโทษเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567
วันนี้วันที่ 29 เมษายน จะเป็นวันชี้ขาดด่านสุดท้ายว่า“ทักษิณ ชินวัตร”จะได้รับการพักโทษหรือไม่ ด้วยการพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีข่าวออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มอบหมายให้ นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ดำเนินการเป็นประธานในที่ประชุมแทน
ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องให้ต้องจับตาอีกด้วยว่า ถ้าคณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรมชุดนี้ พิจารณาชี้ขาด เห็นชอบให้“ทักษิณ ชินวัตร”ได้รับการพักโทษแบบ“หมูไม่กลัวน้ำร้อน”
“ทักษิณ ชินวัตร”จะเป็น“นักโทษเทวดา”ที่ได้รับการพักโทษโดยไม่ต้องติด“กำไล EM”ที่ข้อเท้าหรือไม่ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ
มาแล้ว!!! เปิดราคาแพ็กเกจ MONOMAX รับชม‘ฟุตบอลโลก 2026’พ่วงกีฬาอื่นๆ
‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112
วิ่งหนีกันป่าราบ! จนท.ปิดล้อมไซต์งานก่อสร้าง-พบต่างด้าวผิดกฎหมาย 121 ราย
อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี ไอโอ โจมตีคุกคาม ให้ กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสน-สั่งลบข้อมูลบิดเบือน-โจมตีภายใน 7 วัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี