วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569
วันนี้ 19 มิถุนายน 2569 ทุกประเทศบนโลกใบนี้ได้หายใจโล่งคอขึ้นมาอีกนิด จากการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ภายหลังที่สหรัฐฯได้ร่วมมือกับอิสราเอลเปิดสงคราม“หมาหมู่”รุกรานอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเวลาร่วม 4 เดือนของสงคราม ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานและสร้างความเดือดร้อนไปทั่วทั้งโลก
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนวานนี้ ก่อนจะมีพิธีลงนาม“บันทึกความเข้าใจสหรัฐฯกับอิหร่าน”อย่างเป็นทางการที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์, “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางไปร่วมประชุม“กลุ่มประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจ 7 ประเทศ” หรือ “G7” ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เคาะปี๊บเคาะกะลาป่าวประกาศอวดศักดาให้โลกรู้เป็นการล่วงหน้า จากการลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับ“เจดี แวนซ์” รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายอิหร่านได้ลงนามไปแล้วก่อนหน้านี้ โดย“โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ”ประธานรัฐสภาอิหร่าน
และอันที่จริงถ้าจะว่าไป บันทึกความเข้าใจ หรือ“MOU”ฉบับนี้ ภายใต้ชื่อ“บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” ควรต้องยกเครดิตให้แก่“เชห์บาซ ชารีฟ”นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เพราะบุคคลผู้นี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยมาตั้งแต่ต้น หลังจาก“สหรัฐฯ-อิหร่าน”ได้มีการลงนามหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นมา ซึ่งรายละเอียดของ“MOU”ฉบับนี้ มีทั้งหมด 14 ข้อ ดังนี้ :-
1.สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมด้วยพันธมิตรของตนในสงครามครั้งปัจจุบัน ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ เพื่อประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบในทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย และให้คำมั่นว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่เปิดฉากสงครามหรือปฏิบัติการทางทหารใดๆ ต่อกัน ตลอดจนละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน พร้อมทั้งรับรองบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันการยุติสงครามเป็นการถาวรในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงในเลบานอนและข้อบัญญัติอื่นๆ ในย่อหน้านี้
2.สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน
3.สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านผูกพันตนที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
4.ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐอเมริกาจะเริ่มดำเนินการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล รวมถึงการก่อความรบกวนหรืออุปสรรคใดๆ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและจะสิ้นสุดการปิดล้อมทางทะเลโดยสมบูรณ์ภายใน30 วัน ในระหว่างช่วงเวลานี้ การสัญจรของเรือจะได้รับการฟื้นฟูโดยมีสัดส่วนที่สอดคล้องกับจำนวนการสัญจรของฝั่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่วงก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังให้คำมั่นเพิ่มเติมที่จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านภายใน 30 วัน หลังจากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย
5.เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ อิหร่านจะดำเนินการโดยใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อจัดเตรียมการให้เรือพาณิชย์สามารถผ่านทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นระยะเวลา 60 วันเท่านั้น จากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน การสัญจรของเรือพาณิชย์จะเริ่มต้นขึ้นในทันที และเมื่อคำนึงถึงความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและทางทหารแล้ว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะถูกกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
6.สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อจัดทำแผนการที่ชัดเจนและเป็นที่ตกลงร่วมกัน โดยมีวงเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน กลไกสำหรับการดำเนินงานตามแผนการนี้จะได้รับการสรุปให้เสร็จสิ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน ทั้งนี้ ใบอนุญาต ข้อยกเว้น และการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง จะได้รับการอนุมัติโดยสหรัฐอเมริกา
7.สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งรวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ, มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐฯ ทั้งในระดับเบื้องต้นปฐมภูมิ(primary sanctions) และทุติยภูมิ (secondary sanctions) ตามกำหนดเวลาที่ตกลงร่วมกันโดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้าย
8.สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอยืนยันอีกครั้งว่าตนจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ตกลงร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหาการจัดการคลังวัสดุเสริมสมรรถนะที่เก็บสะสมไว้ ตามกลไกที่จะตกลงร่วมกันให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในย่อหน้าที่เจ็ด โดยกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำ ให้ดำเนินการลดระดับความเข้มข้นลง ณ สถานที่จัดเก็บ ภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA (ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศของสหประชาชาติ)
9.ระหว่างที่รอข้อตกลงฉบับสุดท้ายนั้น สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงร่วมกันที่จะคงสถานะเดิมไว้ โดยอิหร่านจะคงสถานะปัจจุบันของโครงการนิวเคลียร์ของตน และสหรัฐอเมริกาจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ใดๆ รวมถึงจะไม่วางกำลังทหารเพิ่มเติมในภูมิภาค
10.สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าในทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจนกว่าจะถึงเวลาที่มาตรการคว่ำบาตรสิ้นสุดลง กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จะออกข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และสารอนุพันธ์ของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการทำธุรกรรมทางธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง และอื่นๆ
11.สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะปลดปล่อยเงินทุนและสินทรัพย์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ถูกอายัดหรือถูกจำกัดไว้ ให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่เมื่อมีการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตกลงร่วมกันเรื่องขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเงินทุนเหล่านี้ในระหว่างการเจรจา เงินทุนดังกล่าวไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีเดิมหรือถูกโอนย้ายไปแล้ว จะต้องสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่สำหรับการชำระเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ขั้นสุดท้ายรายใดๆ ตามที่ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำหนด ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะออกใบอนุญาตและการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดตามแนวทางนี้
12.สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงร่วมกันว่า จะมีการจัดตั้งกลไกฝ่ายบริหารเพื่อกำกับดูแลความสำเร็จในการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และการปฏิบัติตามข้อตกลงขั้นสุดท้ายในอนาคต
13.หลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้และโดยขึ้นอยู่กับการเริ่มดำเนินการตามย่อหน้าที่ 1, 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ รวมถึงการดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงขั้นสุดท้าย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับย่อหน้าที่เหลืออยู่เท่านั้น
14.ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)
สรุปเป็นว่า ถึงจะมีการลงนาม“MOU”ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านในวันนี้ แต่ก็หาใช่ว่าสงครามจะจบลงเป็นการถาวร เพราะทุกอย่างคือ“บันทึกความเข้าใจ” ซึ่งนับจากนี้ไป ถ้าหากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในความเป็นจริงกันได้ สงครามรอบใหม่ก็ย่อมเกิดขึ้นมาได้อีกทุกเวลา
ที่น่าจับตาก็คือ ประชาชนทั้งชาวอเมริกันและชาวอิหร่าน ล้วนไม่พอใจผู้นำของตนจากการลงนามใน“MOU”ฉบับนี้ โดยฝ่ายคนอเมริกันบอกว่าข้อตกลงฉบับนี้ดีสำหรับอิหร่านแต่ไม่ใช่สำหรับสหรัฐฯ ขณะที่คนอิหร่านทวงถามผู้นำที่ชื่อ“กาลิบาฟ”ว่า“แล้วเลือดของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดเราล่ะใครจะรับผิดชอบ” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี