วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน หากใครยังจำภาพหน้าจอโทรทัศน์ที่มืดสนิทในช่วงเวลา 18.00-20.00 น. ได้ นั่นคือประวัติศาสตร์ร่วมกันของคนไทยในยุควิกฤตการณ์น้ำมันโลกเราเคยยอมอยู่กับความเงียบเหงาเพื่อประหยัดไฟเคยยอมให้ปั๊มน้ำมันปิดตามเวลาเพื่อรักษาเสถียรภาพของชาติ ภาพเหล่านั้นไม่ใช่แค่เรื่องเล่าในอดีต แต่มันคือหลักฐานว่า “เมื่อถึงคราวคับขัน คนไทยร่วมมือกันได้เสมอ”
วันนี้ กลิ่นอายของวิกฤตพลังงานวนกลับมาอีกครั้ง จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนนำมาสู่มาตรการประหยัดพลังงานฉบับล่าสุดที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวานนี้ เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้แม้ในวันนี้เราจะไม่ได้ถูกบังคับให้ปิดโทรทัศน์เหมือนวันวาน แต่ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าอาจ“หิน” กว่าเดิม เพราะคราวนี้เราไม่ได้รบแค่กับราคาพลังงาน แต่เรากำลังรบกับ “ความเคยชิน” และ “กระแสสังคม” ในโลกดิจิทัล
มาตรการหลักที่ ครม. ประกาศออกมาในครั้งนี้ เน้นการนำร่องที่หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้ Work from Home (WFH) ในส่วนงานที่เหมาะสม, การกำหนด
อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส รวมถึงการรณรงค์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้นั้นชัดเจนว่า หากเราสามารถลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันลงได้เพียง
ร้อยละ 5 จะช่วยประเทศประหยัดไฟฟ้าได้ถึง31 ล้านหน่วยต่อเดือน และลดการใช้น้ำมันได้กว่า 3.3 แสนลิตรต่อเดือน
สิ่งที่คนไทยทุกคนต้องตระหนักคือ การลดการนำเข้าพลังงานไม่ได้ช่วยแค่เรื่องค่าไฟในบ้านเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อ “โครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค” ของประเทศ เมื่อเรานำเข้าน้อยลง การขาดดุลการค้าก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ดุลการชำระเงินของประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเศรษฐกิจโดยรวมที่แข็งแกร่งคือเกราะป้องกันที่จะช่วยให้ค่าเงินบาทไม่ผันผวนจนเกินไป และช่วยควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การประหยัดพลังงานจึงเป็น “ทางรอด” ของเศรษฐกิจชาติที่ส่งผลดีกลับคืนสู่ทุกคน
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนเช่นนี้นอกเหนือจากมาตรการของภาครัฐแล้ว “การปรับตัว” ของคนไทยแต่ละคนคือหัวใจสำคัญ เราจำเป็นต้องทบทวนวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิตเดิมๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเดินทาง หรือการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองและครอบครัวในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลกว่าวิกฤตพลังงาน คือ “วิกฤตดราม่า” ในโลกโซเชียล การปั่นกระแสสร้างความสับสน หรือการดิสเครดิตมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อความสะใจชั่วคราว
ไม่ต่างอะไรกับการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ นอกจากจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังบั่นทอนกำลังใจของเพื่อนร่วมชาติที่กำลังพยายามปรับตัว
วันนี้เราอาจไม่ต้องปิดไฟจนมืดมิด แต่ขอแค่ปิด “ความเคยชิน” ในการใช้พลังงานเกินตัวและปิด “การปั่นดราม่า” ที่ไม่สร้างสรรค์ แล้วหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นพายุลูกนี้ไปได้ ไม่ใช่ใครที่ไหน...แต่คือ “คนไทยทุกคน”ที่ตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง

อธิบดี สกร.ชูบทบาทเทคโนโลยีดิจิทัล-AI ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ระทึกช่วงค่ำ! ไฟไหม้ รพ.พังงา จนท.เร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ล่าสุดเพลิงสงบแล้ว
วิกฤตพลังงานเดือด IEA อนุมัติปล่อยน้ำมันสำรองมากสุดที่ในประวัติศาสตร์
'อิหร่าน' ยอมรับ ยิงเรือขนส่งสินค้า 'มยุรี นารี' เหตุเรือเพิกเฉยต่อคำสั่ง
ปากีสถานประกาศรัดเข็มขัดขั้นสูงสุด นายกฯแสดงสปิริตงดรับเงินเดือน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี