ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน หากใครยังจำภาพหน้าจอโทรทัศน์ที่มืดสนิทในช่วงเวลา 18.00-20.00 น. ได้ นั่นคือประวัติศาสตร์ร่วมกันของคนไทยในยุควิกฤตการณ์น้ำมันโลกเราเคยยอมอยู่กับความเงียบเหงาเพื่อประหยัดไฟเคยยอมให้ปั๊มน้ำมันปิดตามเวลาเพื่อรักษาเสถียรภาพของชาติ ภาพเหล่านั้นไม่ใช่แค่เรื่องเล่าในอดีต แต่มันคือหลักฐานว่า “เมื่อถึงคราวคับขัน คนไทยร่วมมือกันได้เสมอ”
วันนี้ กลิ่นอายของวิกฤตพลังงานวนกลับมาอีกครั้ง จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนนำมาสู่มาตรการประหยัดพลังงานฉบับล่าสุดที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวานนี้ เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้แม้ในวันนี้เราจะไม่ได้ถูกบังคับให้ปิดโทรทัศน์เหมือนวันวาน แต่ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าอาจ“หิน” กว่าเดิม เพราะคราวนี้เราไม่ได้รบแค่กับราคาพลังงาน แต่เรากำลังรบกับ “ความเคยชิน” และ “กระแสสังคม” ในโลกดิจิทัล
มาตรการหลักที่ ครม. ประกาศออกมาในครั้งนี้ เน้นการนำร่องที่หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้ Work from Home (WFH) ในส่วนงานที่เหมาะสม, การกำหนด
อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส รวมถึงการรณรงค์ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้นั้นชัดเจนว่า หากเราสามารถลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันลงได้เพียง
ร้อยละ 5 จะช่วยประเทศประหยัดไฟฟ้าได้ถึง31 ล้านหน่วยต่อเดือน และลดการใช้น้ำมันได้กว่า 3.3 แสนลิตรต่อเดือน
สิ่งที่คนไทยทุกคนต้องตระหนักคือ การลดการนำเข้าพลังงานไม่ได้ช่วยแค่เรื่องค่าไฟในบ้านเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อ “โครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค” ของประเทศ เมื่อเรานำเข้าน้อยลง การขาดดุลการค้าก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ดุลการชำระเงินของประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเศรษฐกิจโดยรวมที่แข็งแกร่งคือเกราะป้องกันที่จะช่วยให้ค่าเงินบาทไม่ผันผวนจนเกินไป และช่วยควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด การประหยัดพลังงานจึงเป็น “ทางรอด” ของเศรษฐกิจชาติที่ส่งผลดีกลับคืนสู่ทุกคน
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนเช่นนี้นอกเหนือจากมาตรการของภาครัฐแล้ว “การปรับตัว” ของคนไทยแต่ละคนคือหัวใจสำคัญ เราจำเป็นต้องทบทวนวิถีชีวิตและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิตเดิมๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเดินทาง หรือการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองและครอบครัวในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลกว่าวิกฤตพลังงาน คือ “วิกฤตดราม่า” ในโลกโซเชียล การปั่นกระแสสร้างความสับสน หรือการดิสเครดิตมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อความสะใจชั่วคราว
ไม่ต่างอะไรกับการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ นอกจากจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังบั่นทอนกำลังใจของเพื่อนร่วมชาติที่กำลังพยายามปรับตัว
วันนี้เราอาจไม่ต้องปิดไฟจนมืดมิด แต่ขอแค่ปิด “ความเคยชิน” ในการใช้พลังงานเกินตัวและปิด “การปั่นดราม่า” ที่ไม่สร้างสรรค์ แล้วหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นพายุลูกนี้ไปได้ ไม่ใช่ใครที่ไหน...แต่คือ “คนไทยทุกคน”ที่ตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี