วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569
ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ที่สร้างความตื่นตระหนกจนโฆษกรัฐบาลและเลขาธิการสภาพัฒน์ ต้องรีบออกมาดับไฟว่า“ไม่เป็นความจริง” และ “ยังไม่ถึงเวลา” นั้น
หากเรามองข้ามผ่านดราม่ารายวันไปสู่แก่นของปัญหา เราจะพบความจริงที่ต้องตระหนักเกี่ยวกับ โครงสร้างการคลังของประเทศไทย
ต้นตอของข่าวนี้มาจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ซึ่งแม้จะถูกถอนออกไปเพราะแรงต้านทางสังคม แต่นี่คือ “สัญญาณเตือน” ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่ารายได้ของรัฐกำลังสวนทางกับรายจ่ายอย่างรุนแรง
เมื่อกางตัวเลขดู เราจะพบความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จากประชากรวัยทำงานประมาณ 39-40ล้านคน มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงประมาณ 11 ล้านคน และมีผู้ต้องจ่ายภาษีจริงประมาณ 4-5 ล้านคนเท่านั้น นั่นหมายความว่า ภาระภาษีทางตรงของประเทศฝากไว้กับคนเพียง 10% ของประชากรวัยทำงาน
ในความเป็นจริง ยังมีแรงงานอิสระพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และผู้ประกอบการรายย่อยอีกจำนวนมหาศาลที่ยังอยู่นอกระบบภาษี ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี
และที่รายได้ที่ถึงเกณฑ์เสียภาษีก็มีมากเช่นกัน
แต่ในขณะที่ฐานภาษีไม่ได้ขยายให้กว้างขึ้นจากเดิม แต่นโยบายการเมืองกลับมุ่งเน้นไปที่ “ประชานิยม” การลดแลกแจกแถมกลายเป็นอาวุธหลักในการหาเสียง ประชาชนเริ่มเสพติดสวัสดิการระยะสั้นที่รัฐประเคนให้ โดยหลงลืมไปว่าเงินเหล่านั้นล้วนมาจากงบประมาณแผ่นดิน
เมื่อการเมืองกลัวเสียคะแนน การขยับอัตราภาษีจึงกลายเป็นเรื่องต้องห้าม ผลที่ตามมาคือรัฐต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อมาตอบสนองความคาดหวังของประชาชน และยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับโลก อย่างที่เรากำลังเผชิญสถานการณ์สงครามและวิกฤตพลังงาน รัฐจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มต่างๆ ต้องใช้งบประมาณมากขึ้น ก็ยิ่งกลายเป็นภาระที่ทับถม สร้างหนี้สาธารณะทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังแบกรับมากขึ้นเรื่อยๆ
เรามักได้ยินเสียงเรียกร้อง “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า”แบบประเทศแถบสแกนดิเนเวีย (เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน) ที่ดูแลคนตั้งแต่เกิดจนตายแต่เรากลับมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศเหล่านั้นมีอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สูงถึง 25% และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อาจสูงถึง 50%
แต่ความจริงก็คือเราไม่สามารถมีสวัสดิการระดับโลกได้ บนฐานการจัดเก็บภาษีที่อ่อนแอระดับท้ายตาราง
บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเลือกว่าจะขึ้น VAT หรือไม่ในวันนี้ แต่มันคือการ “ยอมรับความจริง” ร่วมกันทั้งสังคม รัฐต้องทำให้การเข้าสู่ระบบภาษีเป็นเรื่องง่าย ยุติธรรม และโปร่งใสเพื่อขยายฐานภาษีให้กว้างที่สุด และต้องกล้าพอที่จะ เลิกนโยบายประชานิยมที่ไม่ได้สร้างความยั่งยืนแก่ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินหรือมรดกอย่างจริงจัง
ส่วนประชาชนก็ต้องตระหนักว่า ของฟรี ไม่มีในโลก สวัสดิการที่ดี ล้วนมาจากภาษีที่มากพอ
หากเรายังคงเสพติดนโยบายประชานิยม และนักการเมืองยังคงขลาดกลัวต่อการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้วระบบงบประมาณของไทยอาจไปถึงทางตัน และวันนั้น...ต่อให้ขึ้น VAT กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจสายเกินไป

CIB รวบแก๊งมิจฉาชีพ หลอกเหยื่อกู้สินเชื่อออนไลน์ สูญเงิน 1.2 แสน
เงินเฟ้ออังกฤษพุ่ง 3.3% จากวิกฤตสงครามอิหร่าน
อย่าหาทำ!! คลิปหนุ่มขี่มอไซต์เกาะท้ายรถพ่วงสุดอันตราย ชาวเน็ตเสียวแทน
หลักฐานคาตา รวบชายในกล้องดักถ่ายแก่งกระจาน สารภาพเผาป่า ปัดล่ากระทิง
ตำรวจภาค 1 ระดมกวาดล้างอาชญากรรมต่อเนื่องจากสงกรานต์ จับผู้ต้องหา-ยึดของกลางเพียบ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี