วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569
สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ความรุนแรงจากเหตุไม่สงบที่ยังคงปรากฏเป็นระยะ แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “สงครามข่าวสาร” และความพยายามเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่ ที่พยายามสร้างแรงกดดันต่อกลไกอำนาจรัฐ โดยเฉพาะเป้าหมายในการรุกไล่เพื่อขอให้เปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการคุมบังคับใช้กฎหมายและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่
ในสภาวะการณ์เช่นนี้ การที่ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเดินทางลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นการเดินเกมที่ถูกต้อง เพราะในฐานะผู้นำบริหารสูงสุด การได้รับฟังข้อมูลจากปากประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองหรือบิดเบือนจากรายงานในกระดาษ จะช่วยให้รัฐบาลมองเห็น "ภาพจริง" ของปัญหาที่สลับซับซ้อนเกินกว่าคนนอกจะเข้าใจได้ง่าย ๆ
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ในเวลานี้คือ “การเอาความจริงมาพูดกัน” กรณีเหตุการณ์ยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั้งพื้นที่นั้น จุดยืนของสังคมและสื่อมวลชนต้องชัดเจนคือ กระบวนการยุติธรรมต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา “ผิดว่าไปตามผิด” หากผลการสอบสวนพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าระดับใดต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและพิสูจน์ว่ารัฐไทยยึดถือหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องแยกแยะระหว่าง “ความพยายามแสวงหาความยุติธรรม” กับ “ความพยายามใช้เหตุการณ์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง” ออกจากกันให้เด็ดขาด การกดดันให้โยกย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 โดยกลุ่มองค์กรบางกลุ่มที่อาศัยจังหวะนี้มาสร้างกระแสปลุกปั่น เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะการเปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชาระดับสูงในจังหวะที่สถานการณ์เปราะบางตามแรงกดดันทางการเมือง ย่อมส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหารหาญหลายหมื่นนายที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงตายอยู่ในพื้นที่
สิ่งที่เราต้องพึงระวังให้จงหนัก คือการเดินเข้าทาง “กลุ่มผู้ไม่หวังดี” หรือกลุ่มที่มีแนวคิดแยกดินแดน ซึ่งมักจะใช้กลวิธีในการด้อยค่าเจ้าหน้าที่รัฐ สร้างภาพลักษณ์ให้กองทัพเป็นคู่ขัดแย้งกับมวลชน เพื่อหวังผลให้เกิดความอ่อนแอในเชิงโครงสร้างความมั่นคง และนำไปสู่ข้อเรียกร้องเรื่องเขตปกครองพิเศษหรือการแบ่งแยกดินแดนในที่สุด หากรัฐบาลยอมจำนนต่อแรงกดดันที่บิดเบือนเพียงเพื่อให้ภาพลักษณ์ทางการเมืองดูดี ความพ่ายแพ้ในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติย่อมจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เราขอเน้นย้ำว่า ความมั่นคงของชาติ ต้องอยู่เหนือความพึงพอใจของกลุ่มการเมืองหรือองค์กรที่มีวาระซ่อนเร้น ความเป็นธรรมต้องมีให้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน สส. หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน การแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสำเร็จได้ ไม่ใช่ด้วยการโอนอ่อนตามแรงกดดัน แต่คือการยืนหยัดอยู่บน “ความจริง” และการบังคับใช้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจที่ถูกต้อง
เราต้องไม่ยอมให้ความขัดแย้งส่วนบุคคลหรือความขัดแย้งทางการเมือง มาสั่นคลอนอธิปไตยและความมั่นคงของราชอาณาจักรไทยได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว

โฆษกกองทัพบก เผยพลทหารก่อเหตุฉาว ด.ญ.15 สารภาพก่อเหตุลำพัง ไร้ผู้อื่นร่วมก่อเหตุ
FBI เตือนแอปฯ ดัง เสี่ยงข้อมูลรั่ว ชี้กฎหมายจีนบีบบริษัทส่งดาต้าให้รัฐบาล
พายุซัด สถานีรถไฟโคราช หลังคาชานชาลาถล่ม โชคดีไร้ผู้บาดเจ็บ
รอมฎอน เละคาบ้าน!!! ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์สนั่น หลังโพสต์ตั้งคำถาม ปมแม่ทัพ 4 ขอโทษ
ตร.คลองหลวง เปิดให้หายคาใจ กระเป๋าปริศนาส่งกลิ่นเหม็น ไม่ใช่เหตุร้าย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี