วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569
โลกเพิ่งจะได้เริ่มหายใจอย่างคล่องคอได้ไม่นาน หลังจากมีสัญญาณบวกจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 14 วัน ระหว่าง อิหร่าน และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ท่ามกลางวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่คุกรุ่นมาอย่างยาวนาน แต่แล้วแสงสว่างนั้นกลับถูกดับลงอย่างเหี้ยมโหดด้วยเสียงระเบิดในเลบานอน และยอดผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงกว่า 200 ศพ ในชั่วข้ามคืน
การตัดสินใจของ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ในการยกระดับการโจมตีเลบานอนโดยอ้างเหตุผลว่า "ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง" คือภาพสะท้อนของความย้อนแย้งที่น่ารังเกียจที่สุดในโลกการเมืองระหว่างประเทศ
ในขณะที่ผู้นำระดับโลกพยายามหาทางลงจากหลังเสือเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่อิสราเอลกลับเลือกที่จะใช้ช่องโหว่ทางเทคนิคของข้อตกลงเพื่อเดินหน้าแผนการทหารต่อ การสูญเสียชีวิตพลเรือนจำนวนมหาศาลในเลบานอนไม่ได้เป็นเพียงแค่ "ความเสียหายข้างเคียง" แต่มันคือการสาดน้ำมันเข้ากองไฟที่กำลังจะมอด
สิ่งที่น่าผิดหวังยิ่งกว่า คือท่าทีของ ทำเนียบขาว โดยโฆษกที่ออกมาสื่อสารในทิศทางเดียวกับอิสราเอล ราวกับเป็นการให้ท้ายโดยพฤตินัย ท่าทีเช่นนี้ไม่เพียงแต่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะ "คนกลาง" แต่ยังเป็นการผลักดันให้อิหร่านต้องกลับเข้าสู่โหมดการตอบโต้ จนทำให้วงจรแห่งความรุนแรงกลับไปเริ่มต้นที่จุดศูนย์ใหม่
เราต้องเลิกมองว่านี่คือความขัดแย้งเฉพาะจุด หรือเป็นเพียงเรื่องของ "คู่แค้น" ในตะวันออกกลาง เพราะความเดือดร้อนจากไฟสงครามครั้งนี้กำลังแผ่ขยายวงกว้าง จนคนทั้งโลกต้องแบกรับภาระร่วมกัน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคง
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือการที่ การทำลายล้างโดยผู้ที่แข็งแกร่งกว่า โดยไม่แยแสต่อกฎกติกาการอยู่ร่วมกัน กำลังถูกทำให้กลายเป็น "ความปกติใหม่" (New Normal) เมื่อผู้นำบางคนสามารถฉีกข้อตกลงและสังหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้ตามใจปรารถนาเพียงเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของตนเอง สิ่งนี้กำลังสั่นสะเทือนมโนธรรมขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
"หากโลกยอมรับให้การละเมิดกฎเกณฑ์และการนองเลือดเป็นเรื่องปกติ เรากำลังถอยหลังเข้าสู่ยุคป่าเถื่อนที่ใครมีกำลังมากกว่าคือผู้ชนะ"
ผู้นำชาติยุโรปอย่าง สเปน และ ฝรั่งเศส ที่ออกมาประณามอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้มีมาตรการคว่ำบาตรต่ออิสราเอล รวมถึงออสเตรเลีย ยูเออี และอีกหลายประเทศ คือตัวแทนของเสียงที่เหลืออยู่ซึ่งยังคงยึดมั่นในกติกาโลก แต่เสียงเหล่านั้นจะมีความหมายอะไร หากมหาอำนาจและคู่ขัดแย้งยังเลือกที่จะทำลายล้างกันไม่จบสิ้น
สันติภาพที่หลุดลอยไปในครั้งนี้ ตอกย้ำคำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้มวลมนุษยชาติว่า "เราจะยอมอยู่กันไปแบบนี้จริงๆ หรือ?" จะยอมให้โลกย่อยยับเพียงเพราะความกระหายสงครามของคนไม่กี่คน หรือถึงเวลาแล้วที่ประชาคมโลกจะต้องลุกขึ้นมาหยุดยั้งความบ้าคลั่งนี้ ก่อนที่ความปกติใหม่ที่โหดเหี้ยมจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำลายล้างพวกเราทุกคนอย่างไม่เลือกหน้า

นายกฯเผยประชุม ครม.พรุ่งนี้ เน้นคลอดมาตรการช่วยเหลือประชาชน
นายกฯแจงชัดๆ กระบวนการแก้ รธน.ไม่ใช่นโยบาย แต่เป็นคำสั่ง ปชช.
ปิดจ็อบ! นายกฯ ขอบคุณรัฐสภา รับปากพร้อมทุ่มทุกสรรพกำลังทำงานรับใช้แผ่นดิน
พริษฐ์ กาง 5 พฤติกรรมรัฐบาล เปรียบเหมือนผู้รับเหมา จ่อขึ้นบัญชีดำ
ณัฐชา ได้ทีถาม รบ. จะเท 20 ล้านเสียงประชามติแก้ รธน.หรือ?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี