วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เรื่องการห้ามเล่นมือถือในโรงเรียนเริ่มมีการพูดถึงจริงจังมากขึ้น หลังจากกระทรวงศึกษาธิการ ออกมายอมรับในข้อห่วงใยของผู้ปกครอง และสังคมว่า การปล่อยให้เด็กหรือเยาวชนไทยเสพโซเชียลมากเกินไป หรือปล่อยให้พวกเขามีเวลาอยู่กับแพลตฟอร์มต่างๆ โดยไร้ข้อจำกัดนั้น กำลังเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบหลายๆ ด้านในระยะยาว
มีการพูดถึงผลศึกษา หรือวิจัย ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจน พบว่า เด็กที่เสพติดโซเชียลมากเกินไป ทำให้มีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา สุขภาพจิต มีความเสี่ยงซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงขึ้นอย่างชัดเจน ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมลดลง สมาธิสั้น ผลการเรียนถดถอย และยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย แม้แต่แพทย์อังกฤษยังเตือนว่าความอันตรายเทียบเท่าการสูบบุหรี่
จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ทั่วโลกมีความกังวลมากเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ปัจจุบันจึงมีหลายประเทศที่ประกาศใช้กฎหมายห้ามเด็กและเยาวชนเข้าถึงโซเชียลมีเดีย เช่น ออสเตรเลียอินโดนีเซีย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลหลักๆ ส่วนอีกหลายประเทศก็มีมาตรการคุมเข้ม ขณะที่บางส่วนกำลังศึกษา เช่น สหราชอาณาจักร อาจกำหนดเวลาเคอร์ฟิวเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างๆ
ปัญหาดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการเริ่มตื่นตัวและมองว่า เป็นความท้าทายในโลกยุคดิจิทัล ล่าสุดคือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ ยกให้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เด็กไทยกลับมาเป็นเด็กที่มีคุณภาพในอนาคต โดยให้ไปศึกษาโมเดลจากประเทศอื่นๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทการศึกษาของไทย
ที่ผ่านมา หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เคยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แต่ไม่ได้เวิร์กช็อปกันอย่างจริงๆ จังๆ และต่อเนื่องมากนัก สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป โดยยังไม่มีนโยบายห้ามเด็ดขาดทั่วประเทศ แต่ให้ผู้บริหารโรงเรียนใช้ดุลพินิจตามความเหมาะสม โดยเน้นย้ำให้นักเรียนโฟกัสการเรียนมากกว่า
ในขณะ กทม.ได้นำร่องไปก่อนแล้ว โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.ได้ออกมาตรการเชิงรุกควบคุม และกำกับการใช้โทรศัพท์มือถือภายในโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า Phone Off, Learning On เพิ่งเริ่มเมื่อตอนเปิดเทอมปี 2569 วันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง คือสั่งเก็บมือถือนักเรียนในสังกัด กทม. ห้ามใช้ในเวลาเรียน
ที่ กทม.เอาระบบนี้มาใช้นำร่อง เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาเด็กสมาธิสั้น สายตาสั้น ไม่ค่อยคุยกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อน ดังนั้นเพื่อให้เด็กโฟกัสการเรียนรู้ จึงให้ฝากมือถือไว้กับครูเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น ซึ่งคงจะมีการประเมินผลออกมาเป็นระยะๆ
จริงอยู่ว่า เด็กสมัยนี้ เรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีความสำคัญในชีวิต และเป็นอนาคตของพวกเขาไปแล้ว แต่กว่าจะถึงวันนั้นทางผู้ใหญ่ก็ควรช่วยกันออกแบบระบบการกำกับดูแลการใช้โซเชียลให้เหมาะสมและสมดุลกับขวบวัย อย่าลืมว่าทุกวันนี้ผู้ปกครองบางคนใช้โทรศัพท์ดูแลลูกหลานแทน เนื่องจากไม่มีเวลามาคอยดูแลได้ 100% จึงปล่อยไว้กับมือถือ
ดังนั้น ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะผลักดันออกมาเป็นมาตรการ หรือเป็นกฎหมายก็ควรจะรีบเร่งเป็นรูปธรรม ไม่ควรเสียเวลาเงื้อง่าราคาแพงอีกแล้ว เพราะโซเชียลทุกวันนี้เติบโตและทะลุทะลวงเข้าสู่ทุกอณูเนื้อของสังคมได้รวดเร็วมากเด็กไทยไม่ควรตกอยู่ในความเสี่ยงกับดักโซเชียลอย่างไร้ข้อกำจัดนี้อีกต่อไป

อั้นไว้ก่อน!!! พรุ่งนี้ น้ำมันเบนซิน-โซฮอล์91,95 ลด 70 สต. พรีเมียมดีเซลลด 1 บาท
รวบผัวเมียแสบ ใช้ความไว้ใจยืมรถ จยย. คนรู้จัก ก่อนเชิดขายกลุ่มเฟซบุ๊ก 5 คันรวด!
มาแล้ว!!! กรมอุตุฯคาดหมายอากาศ 7 วันข้างหน้า ตั้งแต่ 28 พ.ค.-3 มิ.ย.69
หนุ่มอุดรฯผวา เสียงปริศนากระซิบข้างหู'รถขนยา' เช็กประวัติอึ้งรถของกลางยาบ้า3.2ล้านเม็ด
สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี