วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569
DPU เปิดหลักสูตรซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ รุ่นที่ 4 ยกระดับศักยภาพช่าง–ผู้ประกอบการ รับตลาด EV เติบโตแรง เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ลงมือปฏิบัติกับรถจริง
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) เปิดการอบรมหลักสูตร “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” รุ่นที่ 4 ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน–2 กรกฎาคม 2569 ภายใต้โครงการ Thailand Skill Bridge เพื่อยกระดับความรู้และทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ ให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด และยานยนต์อัจฉริยะที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานเปิดการอบรม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสนม สุทธิพิทักษ์ อนุสรณ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
.jpg)
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด เทคโนโลยีแบตเตอรี่ ระบบชาร์จ ตลอดจนระบบเซนเซอร์และระบบอัจฉริยะภายในรถยนต์ ส่งผลให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่า ในปี พ.ศ. 2568 มียอดจำหน่ายยานยนต์สมัยใหม่ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2567 โดยคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 43 ของยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมด ขณะที่ในช่วงเกือบครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569 ยอดจำหน่ายรถยนต์สมัยใหม่รวมกันมีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมดแล้ว สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุครถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยุคยานยนต์สมัยใหม่อย่างเต็มรูปแบบ
.jpg)
“เมื่อเทคโนโลยียานยนต์เปลี่ยนแปลงไป รูปแบบการดูแล การซ่อมบำรุง และการให้บริการย่อมต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย บุคลากรในอุตสาหกรรมจึงต้องมีทั้งความรู้พื้นฐาน ความเข้าใจในระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนทักษะในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ มหาวิทยาลัยมีหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนให้กำลังคนสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว” ดร.ดาริกา กล่าว
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับยานยนต์สมัยใหม่ ทั้งในภาคการผลิต การบริการ การซ่อมบำรุง และงานด้านอื่น ๆ ให้มีองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีเซนเซอร์
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับและพัฒนาศักยภาพบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ทั้งการเพิ่มพูนทักษะเดิมและการพัฒนาทักษะใหม่ หรือ Upskill และ Reskill พร้อมสนับสนุนการจัดอบรมหลักสูตร “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” ภายใต้โครงการ Thailand Skill Bridge
.jpg)
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้รับความไว้วางใจให้เป็นหนึ่งในหน่วยงานดำเนินโครงการ โดยมอบหมายให้วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ CITE รับผิดชอบการจัดอบรม เนื่องจากปัจจุบัน CITE เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และมีความพร้อมทั้งด้านคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือและอุปกรณ์ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้เข้าอบรมได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า บริษัท ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท ออเทล จำกัด และบริษัท เอพีไอ จำกัด ซึ่งร่วมสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกอบรมครั้งนี้
ตลอดระยะเวลาประมาณสามเดือนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอบรมถึงสองหลักสูตร รวมหลักสูตรละ 4 รุ่น มีผู้เข้าร่วมโครงการรวมกว่า 1,000 คน นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน
.jpg)
ดร.ดาริกา กล่าวอีกว่า การอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ รุ่นที่ 1–3 ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ผู้เข้าอบรมเห็นว่าความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับสามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้กับการทำงานจริง พัฒนากิจการ และต่อยอดการประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นว่าการอบรมภายใต้โครงการดังกล่าวสามารถยกระดับความรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้เข้าอบรมได้อย่างแท้จริง
ด้าน ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า หลักสูตรรุ่นที่ 4 ถือเป็นรุ่นสุดท้ายตามแผนการดำเนินโครงการ มีผู้เข้าอบรมประมาณ 280 คน ประกอบด้วยเจ้าของกิจการ เจ้าของอู่ซ่อมรถ ช่างเทคนิค วิศวกร บุคลากรในภาคการผลิตและบริการ ตลอดจนผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ โดยยังมีผู้สนใจขอขึ้นบัญชีสำรองเพื่อเข้าร่วมอบรมอีกเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความต้องการพัฒนาทักษะด้านยานยนต์สมัยใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ทางวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ที่มีความสนใจจริง แต่ขึ้นทะเบียนการเข้าอบรมไม่ทัน สามารถเข้าร่วมอบรมได้ เพียงแต่จะไม่ได้รับการสนับสนุนค่าเดินทางและอุปกรณ์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและจำนวนเครื่องมือที่สามารถรองรับการฝึกปฏิบัติได้
.jpg)
หลักสูตรรุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายได้รับการปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาจากข้อเสนอแนะของผู้เข้าอบรมในสามรุ่นที่ผ่านมา เพื่อให้เนื้อหามีความทันสมัย ครอบคลุม และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบันมากที่สุด ครอบคลุมภาพรวมเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด ระบบแบตเตอรี่ ระบบชาร์จ ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ และเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ โดยออกแบบให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจตั้งแต่หลักการทำงานของระบบ ไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบ วิเคราะห์ และซ่อมบำรุงอย่างถูกต้อง
“ช่างและเจ้าหน้าที่เทคนิคส่วนใหญ่อาจเคยเห็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ไฮบริดบนท้องถนน แต่ยังไม่มีโอกาสได้เปิดระบบ ทดลองวัดค่า ตรวจสอบอุปกรณ์ หรือฝึกแก้ไขปัญหาจากรถจริง หลักสูตรนี้จึงให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเกิดความเข้าใจและมีความมั่นใจในการนำความรู้กลับไปใช้กับการทำงาน” ผศ.ดร.ชัยพร กล่าว
.jpg)
รูปแบบการอบรมเริ่มจากการเรียนรู้ภาคทฤษฎี เพื่อปูพื้นฐานเกี่ยวกับหลักการและเทคโนโลยีสำคัญ จากนั้นจึงเข้าสู่การฝึกปฏิบัติในแต่ละโมดูล โดยผู้เข้าอบรมจะได้ทดลองใช้เครื่องมือวัดและเครื่องมือตรวจสอบระบบยานยนต์จริง รวมถึงฝึกตั้งค่า ทดสอบ วิเคราะห์ข้อมูล และค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในระบบต่าง ๆ
หลักสูตรยังเพิ่มกรณีศึกษาและสถานการณ์จำลองจากการใช้งานจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถเชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎีกับปัญหาที่อาจพบในสถานประกอบการ ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาเป็นแนวคิดหรือโครงการสำหรับนำไปต่อยอดในหน่วยงานและธุรกิจของตนเอง พร้อมนำเสนอผลงานในรูปแบบการประกวดแนวคิด โดยมีรางวัลสนับสนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เข้าอบรม
ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวว่า จุดเด่นของหลักสูตรคือการนำรถยนต์และอุปกรณ์จริงมาใช้ในการฝึกอบรม โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายและพันธมิตรด้านยานยนต์ อาทิ วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า ตลอดจนบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือตรวจวิเคราะห์และเทคโนโลยียานยนต์ เช่น Autel และ API ที่ร่วมสนับสนุนรถ อุปกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ในการฝึกปฏิบัติ
ผู้เข้าอบรมจึงไม่ได้เรียนรู้เพียงการใช้เครื่องมือในระดับพื้นฐาน แต่จะได้ทดลองใช้เครื่องมือในกรณีที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้เข้าใจว่าเครื่องมือแต่ละประเภทเหมาะกับงานใด ต้องตั้งค่าอย่างไร และควรอ่านหรือวิเคราะห์ผลการตรวจสอบในลักษณะใด จึงจะสามารถนำไปใช้งานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
“หลักสูตรนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้รถทุกคนจะต้องซ่อมรถด้วยตนเอง แต่ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการผลิต การตรวจสอบ การบำรุงรักษา และการให้บริการยานยนต์ จำเป็นต้องเพิ่มพูนความรู้และทักษะ เพราะที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก ขณะที่ปัจจุบันเทคโนโลยีไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ และระบบอัจฉริยะกำลังกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน” ผศ.ดร.ชัยพร กล่าว
ผศ.ดร.ชัยพร คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดไม่ได้เกิดจากกระแสด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับสถานการณ์พลังงาน ต้นทุนการเดินทาง และความต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคจึงให้ความสนใจกับยานยนต์พลังงานทางเลือกมากขึ้น และมีแนวโน้มว่ารถยนต์กลุ่มดังกล่าวจะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดในอนาคตอันใกล้
ขณะที่หนึ่งในผู้เข้าอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ รุ่นที่ 4 นางสาวอรนุช ตรีทิพากิจ ผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถยนต์ในจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ปัจจุบันครอบครัวดำเนินธุรกิจอู่ซ่อมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งไม่มีประสบการณ์ด้านการซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า พอได้ทราบข่าวจากเพื่อนที่อยู่ในวงการและได้มาอบรมก่อนหน้านี้ จึงตัดสินใจเข้าร่วมอบรม ทั้งนี้โชคดีมากที่ได้เข้าร่วมอบรมในรุ่นที่ 4 นี้ ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้โครงสร้าง ระบบการทำงาน และแนวทางการซ่อมบำรุงเบื้องต้น เพื่อนำความรู้กลับไปถ่ายทอดให้ทีมช่าง วางแผนพัฒนาธุรกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายบริการในอนาคต
นางสาวอรนุช กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในจังหวัดขอนแก่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตตัวเมืองและพื้นที่ต่างอำเภอ แต่บริการซ่อมรถ EV ในพื้นที่ยังมีจำกัด อู่ทั่วไปส่วนใหญ่สามารถให้บริการได้เฉพาะงานพื้นฐาน เช่น ระบบเบรก ยางรถยนต์ และการตรวจสอบเบื้องต้น หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหรือระบบเฉพาะของรถ ลูกค้ามักต้องนำรถเข้าศูนย์บริการหรือเดินทางไปยังอู่ที่มีความเชี่ยวชาญในกรุงเทพฯ
จากข้อจำกัดดังกล่าวนางสาวอรนุช มองว่า หากผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถยนต์ในต่างจังหวัดเริ่มศึกษาและเตรียมความพร้อมได้เร็ว ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรองรับงานซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที การเข้าอบรมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้ภาพรวมของระบบยานยนต์สมัยใหม่ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อปที่ช่วยให้ผู้เข้าอบรมได้ทดลองและทำความเข้าใจระบบต่าง ๆ จากการปฏิบัติจริง
“ผู้เข้าอบรมยังได้รับการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเครือข่ายอู่พันธมิตร ทำให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ ต่อยอดการทำงาน และขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ในอนาคต ขณะเดียวกัน โครงการยังสนับสนุนเครื่องมือ และอุปกรณ์ ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นได้มากขึ้น” ผู้เข้าอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ รุ่นที่ 4 กล่าว
นางสาวอรนุช ทิ้งท้ายด้วยว่า ภายหลังจบหลักสูตรจะนำองค์ความรู้ที่ได้รับกลับไปถ่ายทอดให้แก่ทีมช่าง พร้อมวางแผนพัฒนาทักษะบุคลากรและจัดเตรียมเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อเริ่มต้นให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าในระดับพื้นฐาน และต่อยอดไปสู่บริการที่ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลจะสนับสนุนให้มีโครงการนี้เพิ่มเติมในอนาคตหรือขยายโครงการให้รองรับผู้เข้าอบรมเพิ่มมากขึ้นจะดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะใจจริงก็อยากให้ทีมงานได้รับการอบรมโดยตรง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี