วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
DPU เปิดเวที SMART ครั้งที่ 8 “ผศ.ดร.กุลบุตร” เจาะอนาคต IPO กลุ่มสุขภาพและชีวเภสัชภัณฑ์อาเซียน ชี้หุ้นไทย–มาเลเซียเด่นระยะยาว เตือนราคาพุ่งวันแรกไม่การันตีกำไร ย้ำอ่านหนังสือชี้ชวน–บริหาร Cash Flow ก่อนลงทุน
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ (CIMw) ร่วมกับ 7 วิทยาลัยและคณะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Health Science Ecosystem ได้แก่ วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะกายภาพบำบัด วิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสุขภาพ คณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ และคณะวิทยาศาสตร์ จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติ SMART ครั้งที่ 8 หรือ “The Eighth Synergistic Meeting of the 2026 National Conference on Anti-Aging, Alternative Medicine, Aesthetic Medicine, and Wellness of Thailand” ระหว่างวันที่ 21–22 กรกฎาคม 2569
งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Integrative Medicine: Bridging Anti-Aging, Longevity, Wellness, and Aesthetic Science into Modern Clinical Practice” ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ สุขภาวะ ความงาม และวิทยาศาสตร์การแพทย์บูรณาการ เข้าสู่การประยุกต์ใช้ในเวชปฏิบัติสมัยใหม่ สำหรับวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นการประชุมวิชาการที่เน้นถึงระบบนิเวศของ DPU Health Science ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ อาคาร 4 ชั้น 1 ที่นำเสนอองค์ความรู้ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานธุรกิจสุขภาพและความงาม การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทางการแพทย์ ผลการดำเนินงานของธุรกิจสุขภาพและชีวเภสัชภัณฑ์ การนำ Biomarkers ไปใช้ในเวชปฏิบัติ การบริหารธุรกิจสุขภาพ ตลอดจนนวัตกรรมเครื่องสำอางและชีววิทยาของเซลล์ต้นกำเนิดผิวหนัง
โดยในช่วง Law and Business Wellness ได้รับเกียรติ ผศ.ดร.กุลบุตร โกเมนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการเงิน การลงทุนและเทคโนโลยีการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ บรรยายในหัวข้อ “Aftermarket Performance of Health Care and Biopharmaceutical IPOs: Evidence from ASEAN Countries” โดยนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับผลตอบแทนของหุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO ในกลุ่มธุรกิจสุขภาพและชีวเภสัชภัณฑ์ของประเทศอาเซียน พร้อมถ่ายทอดมุมมองด้านการเงิน การลงทุนและแนวทางบริหารธุรกิจสุขภาพให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
ทำความเข้าใจ 3 ปรากฏการณ์สำคัญของหุ้น IPO
ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าวว่า IPO หรือ Initial Public Offering หมายถึงการเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก บริษัทที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างกิจการ การตรวจสอบคุณสมบัติ การประเมินมูลค่าบริษัท และการกำหนดราคาหุ้นร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงิน ก่อนจัดสรรหุ้นให้แก่นักลงทุน
“ประเด็นที่นักลงทุนควรพิจารณาคือ หากซื้อหุ้นโรงพยาบาลหรือหุ้นกลุ่ม Wellness ตั้งแต่วันแรก และถือไว้เป็นระยะเวลา 1 ปี 2 ปี หรือ 3 ปี จะได้รับผลตอบแทนอย่างไร รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare เหมาะกับการซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นแล้วขายทันที หรือควรถือลงทุนในระยะยาวมากกว่ากัน ซึ่งงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้มุ่งหาคำตอบให้กับประเด็นดังกล่าว” ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าว
โดยทั่วไป งานวิจัยทั่วโลกกล่าวถึงความผิดปกติของหุ้น IPO หรือ IPO Anomalies ไว้ 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือ Underpricing ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อราคาจองซื้อหุ้นถูกกำหนดไว้ต่ำกว่าระดับราคาที่ตลาดยอมรับ ส่งผลให้ราคาปิดในวันแรกมักสูงกว่าราคาจอง นักลงทุนจำนวนมากจึงนิยมจองซื้อหุ้นใหม่ เพื่อหวังสร้างผลตอบแทนในช่วงเริ่มต้นของการซื้อขาย
ประการที่สอง หุ้น IPO โดยทั่วไปมักให้ผลตอบแทนระยะยาวต่ำกว่าที่คาด หรือ Underperform in the Long Run โดยเฉพาะในช่วง 1–3 ปีแรกหลังเข้าจดทะเบียน ส่วนประการที่สามคือ Hot Issue Phenomenon ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่บริษัทมักทยอยเข้าตลาดหลักทรัพย์พร้อมกันเป็นกลุ่มในช่วงที่สภาวะตลาดเอื้ออำนวย แทนที่จะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าวต่อว่า ค่าเฉลี่ย IPO Underpricing ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 20% กว่า ๆ หมายความว่า หากนักลงทุนสามารถจองซื้อหุ้น IPO ทุกตัวแล้วขายที่ราคาปิดในวันแรก แม้บางตัวอาจขาดทุนหรือได้ผลตอบแทนไม่มาก แต่เมื่อเฉลี่ยรวมกันอาจได้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 20% กว่า ๆ ขณะที่ตลาดจีนเคยมีค่า underpricing เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 100% อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในวันแรกไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าหุ้นดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
หุ้นสุขภาพไทย–มาเลเซียโดดเด่นในตลาดอาเซียน
ผศ.ดร.กุลบุตร อธิบายว่า งานวิจัยได้ศึกษาหุ้น IPO กลุ่ม Healthcare และ Biopharmaceutical ใน 4 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย รวมถึงตัวอย่างจากประเทศอื่นในภูมิภาค
รวมกลุ่มตัวอย่างประมาณ 76 บริษัท โดยวัดผลตอบแทนจากการซื้อและถือหุ้นในระยะเวลา 1–3 ปี พร้อมปรับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยตลาดออก เพื่อให้เห็นผลตอบแทนที่สะท้อนผลการดำเนินงานของหุ้นได้ชัดเจนขึ้น
ผลการศึกษาพบว่า หุ้นกลุ่มสุขภาพและชีวเภสัชภัณฑ์ของมาเลเซียมีผลตอบแทนระยะยาวโดดเด่นที่สุด รองลงมาคือประเทศไทย เมื่อทดสอบด้วยแบบจำลองทางการเงินหลายรูปแบบ ผลลัพธ์ยังคงเป็นไปในทิศทางใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าหุ้น Healthcare และ Biopharmaceutical IPO ของไทยและมาเลเซียมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนระยะยาวเป็นบวก และมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มตัวอย่าง
“หนึ่งในปัจจัยที่อาจสนับสนุนให้หุ้น Healthcare IPO ของไทยและมาเลเซียมีผลการดำเนินงานดีกว่า คือระยะเวลา Lock-up Period หรือ Silent Period ช่วงเวลาที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยังไม่สามารถจำหน่ายหุ้นได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยประเทศไทยกำหนดระยะเวลาดังกล่าวค่อนข้างยาวเมื่อเทียบกับบางประเทศ ทำให้การเทขายหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป”ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าว
นอกจากนี้ ธุรกิจสุขภาพขนาดเล็กและขนาดกลางอาจสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ดีกว่าบริษัทขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรพิจารณาเฉพาะขนาดของกิจการหรือผลตอบแทนในอดีต แต่ต้องศึกษาปัจจัยพื้นฐาน วัตถุประสงค์ของการระดมทุน และความเหมาะสมของราคาหุ้นแต่ละบริษัทประกอบกันด้วย
อ่านหนังสือชี้ชวน ดูให้ชัดว่านำเงินไปทำอะไร
ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าวว่า โรงพยาบาล คลินิก และธุรกิจสุขภาพที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ มักนำเงินจากการระดมทุนไปใช้ใน 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ 1.นำเงินไปชำระคืนหนี้ที่บริษัทกู้ยืมมา 2.นำเงินไปขยายธุรกิจ เช่น เปิดสาขา เพิ่มบริการ หรือลงทุนในกิจการเพิ่มเติม และ 3.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือ Working Capital ดังนั้นนักลงทุนจึงควรอ่านหนังสือชี้ชวน หรือ IPO Prospectus เพื่อศึกษาว่าบริษัทจะนำเงินไปใช้ในด้านใดและเป็นสัดส่วนเท่าใด และเลือกฟังนักวิเคราะห์หรือดูข้อมูลจากสื่อว่า IPO ตัวนั้นดีหรือไม่ดีประกอบด้วย
“หากบริษัทระบุว่า จะนำเงินจากการระดมทุนประมาณ 70–80% ไปชำระคืนหนี้ หุ้นดังกล่าวอาจมีโอกาสให้ผลตอบแทนระยะยาวไม่ดีหรือขาดทุนสูงกว่า แต่หากนำเงินส่วนใหญ่ไปขยายธุรกิจและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หุ้นตัวนั้นอาจมีความน่าสนใจมากกว่า นักลงทุนจึงควรตรวจสอบวัตถุประสงค์การใช้เงินในหนังสือชี้ชวนทุกครั้ง” ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าว
อีกประเด็นที่นักลงทุนควรระมัดระวังคือ หุ้นที่ราคาปิดในวันแรกเพิ่มสูงกว่าราคาจองอย่างรวดเร็ว เช่น เพิ่มขึ้น 50–100% เพราะอาจสะท้อนความคาดหวังของตลาดที่สูงเกินจริง เมื่อเวลาผ่านไปราคาหุ้นจึงมีโอกาสปรับลดลง ขณะที่หุ้นซึ่งมีส่วนต่างระหว่างราคาจองกับราคาปิดวันแรกไม่สูงเกินไป และมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อาจมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวมากกว่า
ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนวันแรกของหุ้นโรงพยาบาลและ Wellness ในประเทศไทยอาจอยู่ประมาณ 15–40% โดยหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่อาจให้ผลตอบแทนวันแรกประมาณ 10% ส่วนบริษัทขนาดเล็กอาจสูงถึง 30–40% อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนระยะสั้นสูงไม่ได้รับประกันว่าหุ้นจะให้ผลตอบแทนระยะยาวที่ดีครับ
เข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่คำตอบของทุกธุรกิจ
ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าวว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกบริษัท เนื่องจากกิจการต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และข้อกำหนดจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจโรงพยาบาล คลินิกความงาม และ Wellness ซึ่งมีความซับซ้อนด้านการบันทึกรายได้และต้นทุนจากการจำหน่ายแพ็กเกจหรือคอร์สบริการ
นอกจากนี้ โรงพยาบาลที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ย่อมเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนให้สร้างกำไรและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น จึงเกิดโจทย์สำคัญในการสร้างสมดุลระหว่าง Humanization หรือจิตวิญญาณของการดูแลรักษาผู้ป่วย กับ Commercialization หรือการดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์
ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าวว่า ประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็น Medical Hub และดึงดูดผู้รับบริการจากต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยความสามารถในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนไทย การเติบโตของธุรกิจสุขภาพจึงควรดำเนินไปควบคู่กับมาตรฐาน คุณภาพ จริยธรรม และค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสม
Cash Flow คือความจริงของธุรกิจ
ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าวว่า อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการโรงพยาบาล คลินิก และธุรกิจ Wellness ต้องให้ความสำคัญคือการบริหารกระแสเงินสด หรือ Cash Flow เนื่องจากการมีกำไรสุทธิสูงไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะมีเงินสดเพียงพอสำหรับดำเนินงาน เมื่อธนาคารพิจารณาความสามารถของธุรกิจ จะไม่ได้ดูเฉพาะงบกำไรขาดทุน รายได้ หรือกำไรสุทธิเท่านั้น แต่จะพิจารณากระแสเงินสดจากการดำเนินงานด้วยว่ามีเงินสดไหลเข้าจริงมากน้อยเพียงใด ผู้ประกอบการจึงต้องวางแผนทางการเงินและบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ
“ธุรกิจอาจมีสินทรัพย์ที่ดี มีแพทย์ที่เก่ง และมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เปรียบเสมือนเรือที่บรรทุกทองคำจำนวนมหาศาล แต่หากเรือลำนั้นติดอยู่กลางทะเลทรายและไม่มีน้ำ เรือก็ไม่สามารถเดินทางต่อได้ กระแสเงินสดจึงเปรียบเสมือนน้ำที่ทำให้เรือของธุรกิจเคลื่อนที่ แม้รายได้ยังไม่สูงมาก แต่หากบริหาร Cash Flow ได้ดี ธุรกิจก็ยังมีโอกาสอยู่รอด” ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าว
ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการควรตัดสินใจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อมีความจำเป็นและมีวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ชัดเจน ขณะที่นักลงทุนต้องศึกษาหนังสือชี้ชวน ปัจจัยพื้นฐาน ระดับ Underpricing และแผนการใช้เงินของบริษัทอย่างละเอียด เพราะการลงทุนที่ดีไม่ควรมองเพียงราคาหุ้นในวันแรก แต่ต้องพิจารณาศักยภาพในการเติบโตและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดในระยะยาวด้วย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี