WorldCupDREAM2026 :ความฝัน-สงคราม-ฟุตบอล

WorldCupDREAM2026 :ความฝัน-สงคราม-ฟุตบอล

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

ฟุตบอลโลก ปี 2026 กำลังใกล้เข้ามา แต่ดูเหมือนจะไกลออกไปอย่างมีนัยยะสำคัญ

 


เมื่อมีเหตุการณ์พุ่งเข้าใส่กันระหว่าง สหรัฐอเมริกา ที่ร่วมกับ อิสราเอล ทำศึกกับ อิหร่าน ที่อ่าวเปอร์เซีย 

 

ทุกสงครามต้องมีการสูญเสีย หลั่งเลือด ไร้ความปราณี ไม่มีความอารีย์ มีแต่ทุกข์เวทนา กำลังดำเนินต่อไปผ่านมาแล้ว “ครึ่งเดือน” และกำลังลากโลกใบนี้ไปเกี่ยวข้อง

 

สำคัญคือ ลากเอา “ฟุตบอลโลก” มาเกี่ยวข้องแบบเต็มตีนเตี่ย

 

1.สหรัฐอเมริกา คือเจ้าภาพร่วมกับ เม็กซิโก และแคนาดา

 

2.อิหร่าน ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย และทั้ง 3 เกมจะต้องแข่งที่อเมริกา

 

แค่นี้ก็ปวดเศียรแล้วครับ

 

หลังจากควันขโมงมาในสัปดาห์แรก ทุกจุดมุ่งหมายไปที่ “น้ำมัน” แต่เมื่อควันมันเริ่มไม่หยุด เหงื่อเริ่มออก เลือดเริ่มหลั่ง มันก็จะกระทบกระทั่งไปในหลากหลายมิติ

 

ฟุตบอลกลายเป็นสิ่งที่โดนนำมาอยู่ในวาระนี้อย่างไม่มีสิทธิ์เลี่ยงหลีก

 

สัปดาห์ที่แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับ Politico(โพลิติโก) สำนักข่าวและบริษัทสื่อดิจิทัลชั้นนำของอเมริกา ที่เน้นรายงานข่าวเชิงลึกด้านการเมือง นโยบาย และการล็อบบี้ในสหรัฐฯ และต่างประเทศ ว่า “ผมไม่สนใจจริง ๆ ว่า อิหร่านจะได้เล่นในฟุตบอลโลกหรือไม่“

 

แต่มาในสัปดาห์นี้ เมื่อ 11 มีนาคม 2026 จานนี่ อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เขียนไว้ในอินสตาแกรม ว่า ระหว่างการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการเตรียมการแข่งขัน เราได้พูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในอิหร่านด้วย

 

“ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำว่า เรายินดีต้อนรับให้ อิหร่าน เข้าร่วมการแข่งขันในสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอน”

 

ความคิดเห็นดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ อินฟานติโน ได้กล่าวถึงสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง และเขาเพิ่งตั้งรางวัลสันติภาพของฟีฟ่า และมอบให้แก่ทรัมป์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

ประธานฟีฟ่าคนนี้ั มีความสนิทสนมกับ ทรัมป์ มากขึ้น นับตั้งแต่ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งที่ทำเนียบขาว ถึงขั้นได้สิทธิ์ในการเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งด้วย

 

แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง อาหมัด ดอนยามาลี รมต.กระทรวงกีฬาและเยาวชนของอิหร่าน ระบุว่า ประเทศอิหร่าน คงจะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึงได้ในทุกกรณี

 

“เนื่องจากระบอบการปกครองที่ฉ้อฉลนี้ได้ลอบสังหารผู้นำของเรา เราจึงไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ”เขากล่าวกับสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

 

เรื่องนี้สอดคล้องกับความตึงเครียดก่อนสงคราม ทั้งการปฏิเสธวีซ่า การห้ามเดินทางเข้าสหรัฐ จนกระทั่งวันนี้ วันที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่แปลกเลยที่ เจ้าหน้าที่อิหร่านเห็นพ้องต้องกันในประเด็นดังกล่าว 

 

ไม่มีรายงานความเห็นต่างใดๆ แต่เตหะรานให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และการเมือง

 

นี่คือข้อความมาตรฐานของระบอบการปกครองในภาวะวิกฤต ไม่ใช่การบีบบังคับ

 

มาในวันที่ 12 มีนาคม หรือให้หลังเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง มีการโพสต์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงการณ์ความยาว 41 คำที่โพสต์บน Truth Social ช่วงเช้าวันพฤหัสบดี ดูเหมือนว่า ทรัมป์ จะเปลี่ยนท่าทีจากสิ่งที่เขาเคยบอกกับ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เมื่อไม่ถึง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมาซึ่งต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

 

 “ยินดีต้อนรับทีมฟุตบอลทีมชาติอิหร่านเข้าร่วมฟุตบอลโลก แต่ผมไม่เชื่อว่ามันเหมาะสมที่พวกเขาจะอยู่ที่นั่น เนื่องด้วยชีวิตและความปลอดภัยของพวกเขาเอง ขอบคุณที่ให้ความสนใจในประเด็นนี้”

 

เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ ผู้นำลำดับที่ 3 ของอิหร่าน ในฐานะของ อยาตอลลาห์ โมจตาบา คาเมเนอี แถลงการณ์ผ่านการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน แล้ว หลังจากรับตำแหน่งมานานนับสัปดาห์

 

ขณะที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าการหยุดยั้ง "อาณาจักรชั่วร้าย" ของสาธารณรัฐอิสลาม มีความสำคัญต่อเขามากกว่าราคาน้ำมันดิบ ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งน้ำมันแพง สหรัฐอเมริกา ก็ยิ่งได้กำไร!!!

 

 

เมื่อข้อความนี้ออกมา ทีมฟุตบอลชายอิหร่าน ได้สวนกลับว่า “ไม่มีใครสามารถกีดกันพวกเขาจากบอลโลกได้” 

 

ข้อความในบัญชี Telegram ของทีมอิหร่านระบุว่า ฟีฟ่าเป็นผู้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก และ “ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง”

 

อิหร่าน ยังไม่ได้ถอนตัวจากการแข่งขัน และดูเหมือนว่าพวกเขาตั้งใจที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง มากกว่าที่จะถูกบังคับให้ตัดสินใจ โดยกล่าวว่า “ไม่ควรมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของนักเตะหากพวกเขาส่งทีมเข้าร่วม”

 

ข้อความใน Telegram เพิ่มเติมว่า “ทีมชาติอิหร่าน ได้ผ่านเข้ารอบการแข่งขันนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและด้วยชัยชนะติดต่อกัน ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมแรกๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่นี้”

 

“แน่นอน ไม่มีใครสามารถขับไล่ทีมชาติอิหร่านออกจากฟุตบอลโลกได้”

 

"ที่จริงแล้ว ประเทศที่ควรถูกถอดออกคือประเทศที่ถือครองตำแหน่งเจ้าภาพ แต่ไม่มีความสามารถที่จะรับประกันความปลอดภัยให้กับทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้"

 

 

เมื่อข้อความนี้ออกมา ทีมฟุตบอลชายอิหร่าน ได้สวนกลับว่า “ไม่มีใครสามารถกีดกันพวกเขาจากบอลโลกได้” 

 

ข้อความในบัญชี Telegram ของทีมอิหร่านระบุว่า ฟีฟ่าเป็นผู้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก และ “ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่ง”

อิหร่าน ยังไม่ได้ถอนตัวจากการแข่งขัน และดูเหมือนว่าพวกเขาตั้งใจที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง มากกว่าที่จะถูกบังคับให้ตัดสินใจ โดยกล่าวว่า “ไม่ควรมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของนักเตะหากพวกเขาส่งทีมเข้าร่วม”

 

ข้อความใน Telegram เพิ่มเติมว่า “ทีมชาติอิหร่าน ได้ผ่านเข้ารอบการแข่งขันนี้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและด้วยชัยชนะติดต่อกัน ทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมแรกๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่นี้”

 

“แน่นอน ไม่มีใครสามารถขับไล่ทีมชาติอิหร่านออกจากฟุตบอลโลกได้”

 

"ที่จริงแล้ว ประเทศที่ควรถูกถอดออกคือประเทศที่ถือครองตำแหน่งเจ้าภาพ แต่ไม่มีความสามารถที่จะรับประกันความปลอดภัยให้กับทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้"

 

……ทีนี้เรื่องของฟุตบอล…….

 

ฟีฟ่า ถึงเวลาต้องการความเป็นเอกภาพ แต่ภัยคุกคามต่อชีวิต ที่แท้จริงก็สำคัญกว่า 

 

ไม่มีใครเป็นผู้ชนะเลย เพราะยังไงความปลอดภัยสำคัญก็ย่อมสำคัญกว่าเกม  สำคัญกว่าการแข่งขัน

 

หาก ฟีฟ่า ไม่แสดงจุดยืนใดๆ ต่อเรื่องนี้ ก็แสดงว่า ฟีฟ่า ไม่ใช่ผู้พิพากษาที่เป็นธรรมหรือองค์กรอิสระอีกต่อไป

 

เพราะ ทรัมป์ กำลังข่มขู่ทางอ้อม แบบนี้ถือว่า ไม่ควรครับ ทำไม่ถูก

 

นี่โลกทั้งซีกต้องแขวนบนเส้นด้ายกันแบบนี้กับคนแบบนี้จริง ๆ เหรอครับ(วะ)

 

ผมว่าหลายสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่ผิดพลาดจะ ๆ ในช่วงหลังก็คือ 1.คนอังกฤษไปโหวตตัวเองออกจากอียู เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ไปใช้สิทธิ์นึกว่า ยังไงก็โหวตให้อยู่ และ 2.คนอเมริกันเลือก “ทรัมป์” คัมแบ๊กเป็นคำรบ 2 นี่แหล่ะ

 

ว่ากันตามเชิง กีฬาและภูมิรัฐศาสตร์นั้นแยกจากกันไม่ได้เสมอมา นอกเหนือจากในสนามแข่งขันแล้ว ฟุตบอลโลกยังเป็นเวทีสำหรับอำนาจละมุนละไม และการสร้างความชอบธรรมของชาติ 

 

ท่าทีของ ทรัมป์ เน้นให้เห็นว่า มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ทางการเมือง 

 

ยังคงเป็นหนึ่งใน“สารสำคัญ”ที่กำหนดขอบเขตของการแข่งขันระดับโลก ในทุกเรื่อง

 

เป็นครั้งแรก ๆ ในชีวิตที่ผมรู้สึกว่าท้อแท้กับคำว่า ‘ฟุตบอลโลก’ เพราะมีคนกำลังทำให้ ฟุตบอลโลก แปดเปื้อน ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสงคราม และอาจจะกลายเป็นเวทีฟอกขาว สำหรับอาชญากรฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอาชญากรสงคราม

ปัจจุบันฟุตบอลกำลังแพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก

 

การกระทำของ โดนัลด์ ทรัมป์ การกระทำของ ฟีฟ่า นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อการแสร้งทำเป็นว่ามีกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกัน แล้วความยุติธรรม ความเท่าเทียมกันถูกละทิ้งไป

 

ว่ากันตรง ๆ รัสเซีย ถูกระงับสมาชิกภาพในปี 2022 เนื่องจากการรุกรานอย่างผิดกฎหมายใส่ ยูเครน ซึ่งก็ถูกต้องสมควรถูกแบน

 

แต่บนพื้นฐานเดียวกันนั้น เมื่อพิจารณาจากการโจมตีประเทศที่เข้าร่วมโดยประเทศเจ้าภาพ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การอภิปรายจึงไม่ควรเน้นที่ว่าใครมีสิทธิ์เข้าร่วม แต่ควรเน้นที่สิทธิของ สหรัฐอเมริกา ในการเป็นเจ้าภาพ

 

ฟีฟ่า ได้ยอมจำนนต่อพันธกรณีด้านการกำกับดูแลของ ทรัมป์ แล้ว

 

ย้อนไปในปี 2017 จานนี่ อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กล่าวว่า หากแฟนบอลของทีมใดก็ตามที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายบิลโลก แต่ไม่สามารถเข้าประเทศเจ้าภาพได้ 

"ก็จะไม่มีฟุตบอลโลก"

 

1 ปีต่อมา ในปี 2018 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เขียนจดหมายถึง ฟีฟ่า เพื่อรับรองว่า “นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และแฟน ๆ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนจากทุกประเทศทั่วโลกจะสามารถเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ” 

 

ซึ่งจดหมายฉบับนั้นถูกนำมาอ้างอิงในการประเมินข้อเสนอของฟีฟ่าด้วย แต่มาวันนี้ สหรัฐฯ ก็ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกันไปซะแล้ว

 

ข้อบังคับของฟีฟ่าระบุถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

 

แต่ ทรัมป์ ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลพิเศษจากฟีฟ่า กลับปฏิเสธที่จะสนับสนุนรางวัลนี้ ไม่ผูกพันตนเองกับรางวัลนี้แต่อย่างใด .....อันนั้นก็เรื่องนึง

 

ซึ่ง ทรัมป์ กลับดำเนินการโจมตีผู้ที่บริหารจัดการรางวัลนี้ และกำลังทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายรางวัลนี้ ด้วยวิถีเค้าเอง

 

นักเตะเหล่านั้นสมควรได้เล่นในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ให้นักเตะเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่พวกนักการเมือง

 

เมื่อถึงตรงนี้วงการฟุตบอลคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับมาสู่เส้นทางเดิมได้

 

สำคัญคือ ฟีฟ่า ที่เวลานี้อยู่ในอาคารที่เสียสุนัขอยู่แล้ว ยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทางการเมือง จากการที่อิหร่านกล่าวว่าไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ และโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเตือนว่า อย่ามาเตะบอลโลก

 

เพราะพวกเขาจะไม่ปลอดภัย

 

ฟีฟ่ากลับนิ่งเฉย เป็นกระบือดื้อยา ท่ามกลางวิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้น 

 

ทรัมป์กำลังใช้อำนาจรัฐบาลของตนในการลุ และในการแทรกแซงการแข่งขันฟุตบอลโลกอย่างชัดเจน

 

โดยปกติแล้ว เหตุการณ์นี้จะส่งผลให้ทีมชาติอเมริกาถูกพักการแข่งขัน

 

หากประเทศเจ้าภาพฟุตบอลโลกไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมได้ 

 

ประเทศนั้นไม่ควรเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

 

ไม่ว่าคุณจะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม แต่คุณไม่มีสิทธิ์ทำลายความฝันบนผืนหญ้าสีเขียวอย่างฟุตบอล

 

นี่คือความผิดที่คุณต้องชดใช้

 

บี แหลมสิงห์

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top