533.jpg
วันดับแห่งตำนานเทพนิยาย: 'เลสเตอร์' กับชีวิตสู่ดิวิชั่น3

วันดับแห่งตำนานเทพนิยาย: 'เลสเตอร์' กับชีวิตสู่ดิวิชั่น3

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.34 น.


สองทีมที่ต้องตกชั้นไปยัง “ลีกระดับ 3” ในชื่อที่เหมือนลีกระดับแรกอย่าง “ลีกวัน” ในซีซั่นนี้ มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยทั้งสองทีม

 


“นกเค้าแมว” เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ คือทีมแรกที่ต้องตกชั้นจากแชมเปี้ยนชิพ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นการตกชั้นที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกอังกฤษ การตกชั้นได้รับการยืนยันจากการพ่ายแพ้ศึก “สตีล ดาร์บี้” ต่อคู่ปรับตลอดกาลอย่าง “ดาบคู่” เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไปอย่างเจ็บปวด

 

ทีมถูกหัก 18 คะแนนเนื่องจากการละเมิดทางการเงิน รวมถึงการค้างจ่ายค่าจ้างและการบริหารจัดการที่ค้างเติ่งกันมานานเป็นแรมปี 

 

การตกชั้นครั้งประวัติศาสตร์ของพวกเขา คือ เหลือการแข่งขันอีก 13 นัด ซึ่งเป็นสถิติการตกชั้นที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลลีกอังกฤษ

 

วิกฤตนอกสนาม คือสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้กับความล้มเหลวในครั้งนี้ เมื่อเจ้าของทีม เดชพล จันศิริ เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการไม่จ่ายค่าจ้าง ส่งผลให้ฤดูกาลนั้นวุ่นวาย ขาดแคลนทรัพยากร และล้มเหลว

ถึงขั้นตกชั้นโดยมีคะแนนติดลบ

 

ความไม่แน่นอนในการเข้าซื้อกิจการ แม้ว่าจะมีการระบุผู้เสนอราคาที่เหมาะสมแล้ว แต่ความไม่มั่นคงทางการเงินยังคงอยู่ โดยอาจมีโทษตัดแต้มเพิ่มเติมในฤดูกาลถัดไป

 

มันเป็นบทเรียนของการทำธุรกิจที่ขาดความเข้าใจ คุณเดชพล ลงเงินจำนวนมากในช่วงแรก แต่ไม่ได้หาวิธีนำมันกลับคืนมาด้วยวิธีอื่นๆ นอกจาก การรอเลื่อนชั้นแล้วจะมีสปอนเซอร์ ซึ่งธุรกิจฟุตบอลเป็นธุรกิจความเชื่อ และความศรัทธา

 

สำคัญคือ ไม่มีการเปิดตลาด ไม่มีการทำประชาสัมพันธ์ หรือกระทั่งปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับเมืองไทย ทั้งที่คนไทยก็พร้อมสนับสนุน ธุรกิจความเชื่อ ความศรัทธาวิธีการหารายได้มันไม่เหมือนอุปโภคบริโภค 

 

พอ เว้นส์เดย์ ไม่ได้เลื่อนชั้น สิ่งที่ทุ่มเงินไปไม่ตอบโจทย์ และเมื่อไร้ผู้สนับสนุน สุดท้าย เดชพล ต้องออกจากสโมสร และทีมต้องดำดิ่งตกชั้น

 

จากนั้นถึงเคสของ เลสเตอร์ 

 

เรื่องราวอนาคตของ “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” เลสเตอร์ ซิตี้ น่าสนใจยิ่ง เพราะนับจากนี้ พวกเขาต้องเริ่มใหม่แบบน่าห่วง

 

ไม่ด้อยไปกว่า เว้นส์เดย์

นี่คือเรื่องราวรถไฟเหาะตีลังกาหน้าหลังของพวกเขา

ฤดูกาล 2008/09: จาก ลีก วัน เลื่อนชั้นสู่แชมเปียนชิพ

ฤดูกาล 2013/14: เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก

ฤดูกาล 2015/16: แชมป์พรีเมียร์ลีก

ฤดูกาล 2016/17: เข้ารอบ 8 ทีมแชมเปียนส์ลีก

ฤดูกาล 2020/21 : แชมป์เอฟเอ คัพ

ฤดูกาล 2022/23: ตกชั้นสู่แชมเปียนชิพ

ฤดูกาล 2023/24: เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก

ฤดูกาล 2024/25: ตกชั้นลงสู่แชมเปียนชิพ

ฤดูกาล 2025/26: ตกชั้นลงสู่ลีกวัน!!!!

 

เลสเตอร์ เคยที่มีช่วงเวลาที่สุดยอดกับวงการฟุตบอลอังกฤษ แต่เวลานี้พวกเขาต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้าย และมีสัญญาณบ่งชี้ว่า พวกเขาอาจยังไม่ถึงจุดต่ำสุด

 

เลสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่ 5 ที่ต้องเผชิญกับการตกชั้นติดต่อกันจากพรีเมียร์ลีก, เดอะ แชมเปียนชิพ สู่ ลีกวัน

พวกเขาตกชั้นด้วยงบประมาณค่าเหนื่อยที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับสโมสรในแชมเปี้ยนชิพ อีกครั้ง

2023 เลสเตอร์ ซิตี้ ตกชั้นพร้อมค่าเหนื่อยสูงที่สุดนอกเหนือทีมท็อป 6 

2026 เลสเตอร์ ซิตี้ ตกชั้นพร้อมค่าเหนื่อยสูงสุดเท่าที่เคยมีมาระดับแชมเปี้ยนชิพ

 

การตกชั้นสู่ลีกวันอย่างเป็นทางการในบ้านตัวเอง หลังจากจบเกมเดอะ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แฟนบอลจำนวนมากไม่ได้เข้าชมในสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม เนื่องจากทีมตกชั้นแบบแทบแทรกแผ่นดินหนี 2 ฤดูกาลติดต่อกัน

 

แฟนบอลยังประท้วงเจ้าของสโมสรด้วยป้าย "King Power Out" ที่กระจายอยู่ทั่วอัฒจันทร์ การประท้วงด้วยป้าย “Sack the board - King Power Out” มีมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว 

 

บริเวณนอกสนามจากที่แฟนบอลเคยเดินทางไปชมร่วมกันอย่างมีความสุข เวลานี้เปลี่ยนไปทั้งหมด

 

เนื่องจากรายได้ในอนาคตของสโมสรส่วนใหญ่ถูกจำนองไว้ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง เจ้าของสโมสรจึงต้องหาเงินทุนเพื่อสร้างสโมสรขึ้นใหม่

 

สื่อมวลชนของอังกฤษ ตั้งคำถามมากมายกับอนาคตของทีมนี้ 

 

เมื่อเดือนที่แล้ว เลสเตอร์รายงานผลขาดทุน 71.1 ล้านปอนด์สำหรับฤดูกาล 2024-25 ซึ่งเป็นฤดูกาลล่าสุดที่พวกเขาอยู่ในพรีเมียร์ลีก ไม่มีการบ่งชี้ถึงการลงโทษหักคะแนนเพิ่มเติมสำหรับช่วงเวลานี้

 

หนักกว่าคือ ผลขาดทุนสะสมตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปัจจุบันสูงถึง 375 ล้านปอนด์ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เงินทุนในอนาคตถูกนำมาใช้เพื่อรักษาสโมสรให้ดำเนินต่อไป

 

BBC ระบุว่า มีการกู้ยืมเงินอย่างน้อย 100 ล้านปอนด์จาก “แมคควารี(Macquarie)” ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนของออสเตรเลีย ในอัตราดอกเบี้ยประมาณ 8% ถึง 9% ซึ่งรวมถึงการชำระเงินล่วงหน้าสำหรับค่าธรรมเนียมการโอนในอนาคตที่ครบกำหนดชำระใน 5 ครั้ง

 

ครั้งล่าสุด ซึ่งเบิกจ่ายในเดือนกันยายน เป็นการเบิกจ่ายล่วงหน้าสำหรับค่าธรรมเนียมการโอนที่ครบกำหนดชำระจากการขาย ทอม แคนนอน, เคซีย์ แมคเอเทียร์ และเจมส์ จัสติน ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

 

ในเดือนมกราคม เลสเตอร์ได้ต่ออายุเงินกู้ชดเชยการตกชั้น โดยรวมงวดสุดท้ายจำนวน 35 ล้านปอนด์ที่ครบกำหนดสำหรับฤดูกาล 2026-27 เข้าไปด้วย

 

สโมสรฟุตบอลอังกฤษหลายแห่งใช้ แบงค์แมคควารี ในลักษณะนี้ 

 

BBC ระบุถึงประเด็นคือ สโมสรเลสเตอร์ ใช้เงินของวันพรุ่งนี้มาจ่ายสำหรับวันนี้ และถ้าหากเงินทุนเริ่มลดลง ดังเช่นการตกชั้นไปอยู่ในลีกวัน ประเด็นนี้  คีแรน แม็กไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอล ระบุว่า ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เป็นความท้าทายครั้งสำคัญมาก ๆ 

 

"พวกเขาจะได้รับเงินชดเชยการตกชั้นในปีที่ 2 แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาได้ใช้เงินเหล่านั้นไปแล้วผ่านทาง แมคควารี”

 

"พวกเขาเป็นหนี้ค่าธรรมเนียมการโอนเอง เพราะพวกเขาใช้เงินจำนวนมากพอสมควร ในช่วงที่กลับขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2024-25”

 

"ดังนั้นจึงมีเงินจำนวนมหาศาลไหลออกไป และดูเหมือนว่าจะมีเงินไหลกลับเข้ามาไม่มากนัก"

 

น่าสนใจก็คือ แต่ละสโมสรจะได้รับเงินเพียง 2 ล้านปอนด์จากข้อตกลงถ่ายทอดสดทาง TV ของลีกวัน

 

เวลานี้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ ’ค่าจ้างของเลสเตอร์ทั้งระบบ’

 

การตกชั้นจากลีกระดับ 1(พรีเมียร์ลีก)ไปอยู่ในลีกระดับ 3(ลีกวัน) ภายในสองฤดูกาลนำมาซึ่งปัญหาที่เห็นได้ชัด นั่นคือค่าจ้างในลีกสูงสุด

 

ค่าจ้างของเลสเตอร์ในพรีเมียร์ลีกเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 150 ล้านปอนด์ และผู้เล่นหลายคนยังคงมีสัญญาอยู่

 

แม้ว่าในฤดูกาลหน้าจะลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 70 ล้านปอนด์ มันก็ยังคงเป็นภาระที่ใหญ่หลวงอย่างมาก

 

ผู้เล่นที่ได้รับค่าจ้างสูงหลายคน เช่น แพทสัน ดากา, ริคาร์โด เปเรยรา และแฮร์รี่ วิงค์ส จะหมดสัญญา แต่คนอื่นๆ ยังคงอยู่ที่คิง เพาเวอร์ สเตเดียม

 

ตัวอย่างสองคนคือ โอลิเวอร์ สคิปป์ มีสัญญาถึงปี 2029, ยานนิค เวสเตอร์การ์ด จะอยู่ที่นั่นหลังจากได้รับสัญญา 3 ปี ก่อนวันเกิดครบ 31 ปีของเขาในปี 2024

 

ถ้าจะบอกให้ปล่อยไปให้หมด ก็คือเหตุผลของคนที่ไม่รู้เรื่อง เพราะการหาทีมใหม่ให้กับผู้เล่นเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

 

"เงินเดือนรวมเฉลี่ยในลีกวันอยู่ที่ประมาณ 9.5 ล้านปอนด์" คีแรน  แม็กไกวร์ ระบุผ่าน BBC sports “ฤดูกาลที่แล้ว เบอร์มิงแฮม จ่ายไป 38.9 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดตลอดกาลในลีกวัน”

 

"ค่าจ้างของเลสเตอร์จะสูงกว่านั้นมาก แม้จะมีเงื่อนไขการตกชั้นกับนักบอลก็ตาม และนั่นเป็นเรื่องที่น่ากังวล"

 

กฎทางการเงินใหม่ในลีกวันจำกัดให้เจ้าของสโมสรใช้เงินที่ลงทุนในสโมสรได้เพียง 60% สำหรับค่าใช้จ่ายของทีม จากรายได้อีกด้วย

 

"พวกเขาจะต้องรับภาระขาดทุนที่เกิดขึ้นในลีกวัน เจ้าของสโมสรต้องรับภาระนี้ เพราะไม่เห็นว่าพวกเขาจะหาเงินสดจากแหล่งอื่นได้อย่างไร” คีแรน  แม็กไกวร์ ระบุ

 

"เบอร์มิงแฮมขาดทุน 34 ล้านปอนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และเจ้าของสโมสรก็สามารถประคองตัวไปได้จนเลื่อนชั้น ดังนั้น เลสเตอร์ ต้องกลับมาให้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะถ้าตกชั้นไปนานกว่านั้น ผลกระทบอาจจะรุนแรงกว่าที่คิดไว้มากทีเดียว”

 

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เลสเตอร์ จะต้องหาเงินมาอุดช่องโหว่ทางการเงินนี้ และหวังว่าพวกเขาจะสามารถกลับขึ้นชั้นไปได้ทันที

 

เพราะการประเมินรายได้ในปีนี้ในแชมเปี้ยนชิพน่าจะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านปอนด์

 

คีแรน  แม็กไกวร์ ทิ้งท้ายว่า หาก เลสเตอร์ไม่ได้รับเงินชดเชยการตกชั้นจำนวน 35 ล้านปอนด์จริง ๆ แล้วล่ะก็ จะทำให้ทีมรับเงินเหลือไม่ถึง 70 ล้านปอนด์ ซึ่งลำบากแน่ในการทำงานซีซั่นหน้า

 

เมื่อมองย้อนกลับมา เมื่อเราไม่เห็น “คิง พาวเวอร์” อยู่ในสนามบินที่เข้าประเทศ

 

มันแอบเหงาเหมือนเห็น เลสเตอร์ ต้องระเห็จไปเล่นที่ลีกระดับ 3

 

บี แหลมสิงห์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top