วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
เหลือเวลาอีกสัปดาห์เศษ ๆ เท่านั้น การแข่งขันกีฬาที่มีมูลค่า และถูกจับตามองมากที่สุดในโลกอย่าง “ฟีฟ่า เวิลด์คัพ” หรือ ฟุตบอลโลก จะระเบิดแข้งครั้งที่ 23 บนแผ่นดินอเมริกาเหนือ
ครั้งแรกที่จะมีเจ้าภาพ 3 ชาติ, ครั้งแรกที่จะมี 48 ทีม และหนึ่งเดียวเท่านั้นจะเป็นแชมป์
ฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ดูวายวุ่น แต่กว่าจะมีฟุตบอลโลก “ครั้งแรก” ดูจากเหลี่ยมมุมต่าง ๆ หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า มันมากันได้อย่างไร รุงรังวุ่นวายขนาดไหน
ทุกเทศกาลบอลโลก ผมมีหน้าที่เขียนให้ทุกคนได้อ่าน นับตั้งแต่ปี 2002 จนถึงปัจจุบัน ในยุคจากอัตโนมือ เข้ายุคอัตโนมัติ ซึ่งบางครั้งบางคราบางคนต้องท่องว่า อัตโนนาโถ..........
ข้อเท็จจริงที่ว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก ปี 1930 ถูกมอบให้แก่ทวีปอเมริกาใต้ตั้งแต่แรกนั้น หลากบันทึกสรุปได้ว่า สร้างความไม่พอใจให้กับยุโรป และเกือบทำให้การแข่งขันล้มเหลวก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันเสียด้วยซ้ำ
เนื่องมาจากประเทศอื่น ๆ ที่หวังจะเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน และสวีเดน ต่างก็ไม่สนใจคำสั่งของฟีฟ่า ก่อนจะพร้อมใจกันไม่เข้าร่วมดวลแข้ง
แม้ว่า อุรุกวัย จะเสนอที่จะจ่ายค่าเดินทางและค่าโรงแรมทั้งหมดให้กับทีมที่เข้าร่วม แต่โอกาสที่จะต้องเดินทางโดยเรือเป็นเวลานาน ซึ่งในสมัยนั้นใช้เวลาถึงสามสัปดาห์ ก็ทำให้ประเทศในยุโรปลังเลที่จะเข้าร่วม สองเดือนก่อนกำหนดเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก ก็ไม่มีประเทศใดในยุโรปที่ยืนยันว่าจะเข้าร่วม
ในที่สุด ประธานฟีฟ่า จูลส์ ริเมต์ จึงเข้ามาแทรกแซงและกดดันจนทำให้ เบลเยียม, โรมาเนีย, ยูโกสลาเวีย และฝรั่งเศส เปลี่ยนใจและตัดสินใจเข้าร่วม
กว่าจะถึงรุ่งอรุณนั้นน่าสนใจอย่างมากทีเดียวกับฟุตบอลใน “คริสต์ศตวรรษที่ 20”……………
.jpg)
................คณะกรรมการโอลิมปิกสากล(IOC) ได้มีมติเอกฉันท์ในการบรรจุ “กีฬาฟุตบอล” เข้าสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ที่ประเทศฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพ ปี 1900 หรือเป็นครั้งที่ 2 ที่โอลิมปิกยุคใหม่กลับมาจัดการแข่งขันอีกครั้ง
แต่มีเพียง 3 ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน นั่นก็คือ ฝรั่งเศส เจ้าภาพ, เบลเยี่ยม และเกรท บริเตน เนื่องจาก สวิตเซอร์แลนด์ กับ เยอรมนี
การแข่งขันใช้เวลาเพียง 3 วัน ตั้งแต่ 20-23 กันยายน ที่สนามเวโลโดรม เด แวงเซงเนส กรุงปารีส ซึ่งสถานที่แห่งนี้แข่งขันหลายอย่างทั้ง คริกเก็ต, จักรยาน, ยิมนาสติค และรักบี้
เวลานั้น 3 ทีมที่มาแข่งขันนั้น เป็นนักเตะสมัครเล่นทั้งหมด และรวมทีมมาแข่งขัน
เกรท บริเตน ซึ่งเวลานั้นมีลีกอาชีพเรียบร้อยไปแล้วตั้งแต่ปี 1888 ที่ส่งทีม “อัพตัน พาร์ค เอฟซี” ลงสนาม ได้เหรียญทอง ขณะที่ ฝรั่งเศส คือทีม “Union des Sociétés Françaises de Sports Athlétiques” หรือ USFSA XI ได้เหรียญเงิน และเบลเยี่ยม ที่ได้เหรียญทองแดง ในทีแรก จะส่งทีมแชมป์ระดับชาติปี 1899/00 อย่าง Racing Club de Bruxelles ที่ได้รับเชิญมาแข่ง แต่พวกเขาปฏิเสธ ในที่สุด สหพันธ์ฟุตบอลเบลเยียมจึงเลือกส่งทีมนักศึกษาเข้าร่วม โดยให้เด็กมหาวิทยาลัยบรัสเซลล์ส หรือ The Universités of Brussels มาทั้งทีม หนึ่งในนั้นเป็นชาวอังกฤษ ชื่อ เอริค ธอร์นตัน อยู่ด้วย
เนื่องจากเป็นกีฬาสาธิต จึงไม่มีการมอบเหรียญทองให้กับทีม แต่ในภายหลัง IOC ก็ได้มอบเหรียญทองให้กับ อัพตัน พาร์ค เอฟซี ซึ่งทีมในวันนั้น เล่นในรูปแบบ 2–3–5 ประกอบด้วย ประตู/เจมส์ โจนส์ ; กองหลัง/โคล้ด บัคเคนแฮม, วิลเลียม กอสลิง; กองกลาง/อัลเฟรด ชอล์ก, ทอม เบอร์ริดจ์, วิลเลียม ควอช; กองหน้า/ริชาร์ด เทอร์เนอร์, เฟดริก สแพคแมน, จอห์น นิโคลัส, แจ็ค ซีลลีย์ และ เฮนรี ฮาสลัม (กัปตันทีม)
จากนั้น เริ่มมีเกมฟุตบอลที่ “นัดกันเตะ” อย่างเป็นทางการนอกเกาะอังกฤษครั้งแรกในฐานะ “ทีมชาติชุดใหญ่” ไม่ใช่ “ทีมสมัครเล่น”
ปี 1901 มีเกมอย่าง “ไม่เป็นทางการ” เกิดขึ้น เมื่อสโมสรท้องถิ่นของประเทศอุรุกวัย ที่ชื่อว่า “อัลเบี้ยน” ได้นำนักเตะของทีมตนเอง 9 คน ลวกกับ นักเตะจากทีมนาซิอองนาล อีก 2 คน เตะกับทีมจากอาร์เจนติน่า(ซึ่งไม่ระบุว่าเป็นใคร) ที่ปาโซ เดล โมลิโน ในกรุงมอนเตวิเดโอ ปรากฎว่า ทีมอาร์เจนตินา ชนะไป 3–2
ปีต่อมา มีเกมอย่าง “เป็นทางการ” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในระดับชาตินอกเกาะอังกฤษ นั่นก็คือ อุรุกวัย พบกับ อาร์เจนติน่า ที่กรุงมอนเตวิเอโอ ก่อนที่ อาร์เจนติน่า จะบุกถล่มขาดลอย 6-0 บันทึกคือเมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 1902 ซึ่งก็เตะที่สนามที่ปาโซ เดล โมลิโน นั่นเอง ท่ามกลางแฟนบอลถึง 8,000 คน
คาร์ลอส เอ็ดการ์ ดิ๊กกินสัน นักเตะเชื้อสายอังกฤษ ซึ่งเกิดที่บัวโนสไอเรส สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทำประตูแรกของการแข่งขัน ในนาทีที่ 3 เขาเป็นกองกลางจากสโมสรเบลกราโน่ เอ.ซี. ซึ่งมีสมาชิก 2 คนลงสนามให้ทีมในวันนั้น โดยที่เหลือแข้งอาร์เจนไตน์ มาจากทีมอัลลัมนิ 5 คน, ควิลเมส 2 คน, เบลกราโน เอ.ซี. 2 คน, โลมาส 1 คน และบาร์รากัส เอ.ซี. 1 คน ส่วนผู้เล่นตัวจริงของอุรุกวัยประกอบด้วยผู้เล่น 8 คนจากนาซิอองนาลและ 3 คนจากอัลเบียน
จนถึงปี 1904 หรือให้หลัง 2 ปีจากฟุตบอลนอกเกาะอังกฤษครั้งแรก และเป็นการเตะ ณ แดนไกลอย่างอเมริกาใต้ ก็ได้มีการถือกำเนิด สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า มีการจัดตั้งในการประชุมที่ รูแซงต์ ฮอนอร์ 299 (The Rue Saint Honoré 229) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 22 พฤษภาคม 1904
มีสมาชิกเวลานั้น 7 ชาติ ประกอบด้วย ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม, เดนมาร์ก, เนเธอร์แลนด์, สเปน, สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่ เยอรมนี จะมาลงนามสมทบในภายหลัง
ในวันที่ 23 พฤษภาคม 1904 มีการเลือกตั้งประธานฟีฟ่า คนแรก ปรากฎว่า โรแบร์ เกแร็ง ชาวฝรั่งเศส ที่เป็นอาชีพ “ผู้สื่อข่าว” ขึ้นเป็นประธานคนแรก
ปีนั้นตรงกับ โอลิมปิกเกมส์ 1904 ที่เซนต์หลุยส์ มิสซูรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพ ซึ่งฟุตบอลถูกบรรจุต่อเนื่อง มีทีมแข่ง 3 ทีมเท่าเดิม แต่เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตามาเป็น ทีมชาติแคนาดา ใช้ทีม กอลต์ เอฟ.ซี(Galt F.C.) บวกกับเจ้าภาพสองทีม นั่นก็คือ “สหรัฐอเมริกา 1” ใช้ทีม คริสเตียน บราเธอร์ส คอลเลจ และ “สหรัฐอเมริกา 2” คือทีม เซนต์.โรส พาริช ใช้สนามฟรานซิส ฟิลด์ จัดแข่งขัน
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1904 จัดขึ้นเป็นเวลาหลายเดือน โดยเชื่อมโยงกับงานมหกรรมโลก หรือ เวิลด์แฟร์ ที่เซนต์หลุยส์ ซึ่งเดินตามรอยของฝรั่งเศส เมื่อปี 1900 และฟุตบอลเป็นกีฬาท้ายสุด ที่แข่งกันในงานนี้ ในเดือนพฤศจิกายน
กอลต์ เอฟซี จากรัฐออนแทรีโอ แคนาดา ได้เหรียญทอง ด้วยการกำรบเจ้าภาพสบายแข้ง ด้วยการต้อน คริสเตียน บราเธอร์ส คอลเลจ 7-0 ต่อด้วยถล่ม เซนต์.โรส พาริช อีก 4-0 โดย คริสเตียนฯ ได้เหรียญเงิน และเซนต์ โรส ได้เหรียญทองแดง
มีการมอบเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในโอลิมปิกเป็นครั้งแรก เพราะถือเป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการโดย IOC อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่า ไม่ได้รับรองการแข่งขันนี้ เนื่องมากจากว่า “ไม่มีทีมชาติ” ที่แท้จริง เข้าร่วมการดวลแข้ง
ปี 1906 มีการจัดแข่งขัน Intercalated Games ถ้าเรียกง่าย ๆ คือรายการน้อง ๆ ของโอลิมปิก ที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ ก็มีการบรรจุฟุตบอลแข่งขัน ตอนนั้นมี 4 ทีมคือ เดนมาร์ก, กรีซ และอีก 2 ทีมคือ สเมียร์น่า กับ เธสซาโลนิกี้ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินของตุรกี
ฟุตบอล เริ่มเติบโตขึ้น ฟีฟ่า กระจายสมาชิกต่าง ๆ ออกนอกยุโรป ไปยังประเทศแอฟริกาใต้ ปี 1909, อาร์เจนติน่า ปี 1912, แคนาดา กับ ชิลี ปี 1913 และสหรัฐอเมริกา ปี 1914
การดวลแข้งในศึกโอลิมปิกเกมส์ ก็ยังดำเนินต่อไป ในปี 1908 ที่มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่ง เอฟเอ เข้ามาดูแลการแข่งขันด้วยตัวเอง มีทั้งหมด 5 ทีมแข่งขัน ก่อนที่ เกรท บริเตน จะเป็นแชมป์
จากนั้นอีกหนึ่งจุดน่าสนใจเกิดขึ้นในปีต่อมา เมื่อ เซอร์โธมัส จอห์นสโตน ลิปตัน เศรษฐีเจ้าของ “ชาลิปตัน” คนดังชาวสก็อตแลนด์ จัดฟุตบอลระดับ “สโมสรระหว่างชาติ” เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อการแข่งขันว่า Sir Thomas Lipton Trophy ในปี 1909
ก่อนหน้านั้น เซอร์ลิปตัน หรือ “เศรษฐีใบชาบ้าบอล” จัดฟุตบอลระหว่างสองประเทศคือ อุรุกวัย กับ อาร์เจนติน่า เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1905 ในชื่อรายการว่า The Copa Lipton รวมถึงจัดศึกฟุตบอลในอิตาลี Lipton Challenge Cup ระหว่าง เนเปิ้ลส์ เอฟบีซี กับ ปาแลร์โม่ เอฟบีซี
แต่การจัดฟุตบอลสโมสรข้ามประเทศ ไม่เคยมีใครทำขึ้นมาก่อน
ปี 1909 การปะทะแข้งรายการนี้เกิดขึ้นที่นครตูริน ประเทศอิตาลี มีทีมฟุตบอลอาชีพ เข้าแข่งขัน ประกอบด้วย โตริโน่ XI เจ้าถิ่น, เอฟเซ ไวน์เตอร์เธอร์ จากสวิตเซอร์แลนด์, สตุ๊ตการ์เตอร์ สปอร์ตฟรอยด์ จากเยอรมนี อีกทีมคือ เวสต์ อ็อกแลนด์ จากอังกฤษ ที่มาเป็นตัวแทนจากอังกฤษ หลังจาก เอฟเอ ปฏิเสธที่จะส่งสโมสรอาชีพชั้นนำตอนนั้นมาแข่ง
ปรากฏว่า เวสต์ อ็อกแลนด์ ชนะได้ทั้ง สตุ๊ตการ์เตอร์ 2-0 และปราบ ไวน์เตอร์เธอร์ ในนัดชิงอีก 2-0 คว้าแชมป์ไปครองแบบหน้าตาเฉย
2 ปีต่อมา รายการนี้จัดขึ้นมาอีกที่ตูรินเหมือนเดิม และเป็น เวสต์ อ็อกแลนด์ ที่คว้าแชมป์ไปครอง หลังจากชนะ ซูริค จากสวิตเซอร์แลนด์ 2-0 และถล่มแหลก ยูเวนตุส ในนัดชิงชนะเลิศ 6-1 เมื อ 17 เมษายน 1911
ฟุตบอลคึกคักต่อเนื่องในศึกโอลิมปิก ปี 1912 ที่กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน มีทีมมาร่วมถึง 11 ชาติ ยังคงเป็น เกรท บริเตน จะชนะ เดนมาร์ก ในนัดชิงเหรียญทอง 4-2 คว้าแชมป์
แต่งานกำลังสนุกต้องสะดุดไปทั้งโลก เนื่องจากเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 1 ระหว่าง 28 กรกฏาคม 1914 ไปจนถึง 11 พฤศจิกายน 1918
ในปี ค.ศ. 1914 ฟีฟ่า ได้เดินเกมรุกต่อแบบเต็มอัตราศึกว่า ฟุตบอลในโอลิมปิกเกมส์ จะเป็น “การแข่งขันชิงแชมป์สำหรับมือสมัครเล่น” และจะรับผิดชอบในการจัดการการแข่ง ซึ่งเป็นการปูทางสู่การจัดการแข่งขันระดับทวีปเป็นครั้งแรก ที่แยกเรื่องของ “ฟุตบอลล้วน”
โอลิมปิกเกมส์ กลับมาแข่งขันอีกครั้งในปี 1920 มีถึง 14 ชาติเข้าแข่งขันที่เบลเยี่ยม เป็นเจ้าภาพ พร้อมกับคว้าเหรียญทองไปครอง แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ฟุตบอลโตขึ้นอีกระดับ เมื่อมีชาติจากแอฟริกา อย่าง อียิปต์ เข้าร่วมการแข่งขัน
เหมือนกับว่า ฟุตบอลจะหยุดไม่อยู่ ในโอลิมปิกเกมส์ ปี 1924 ที่ฝรั่งเศส มีทีมเข้าร่วมถึง 22 ประเทศ และเป็น อุรุกวัย ที่ได้แชมป์ไปครอง
จากนั้นในปี 1928 ที่เนเธอร์แลนด์ อุรุกวัย ก็คว้าเหรียญทองมาครอง ป้องกันแชมป์ได้ 2 สมัยติดต่อกัน
จากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในโอลิมปิกเกมส์ เหมือนกับถึงช่วงเวลาอัน “สุกงอม” ที่ฟุตบอลจะแยกตัวออกมาจัดการแข่งขันเป็นครั้งแรก ซึ่ง ฟีฟ่า ในยุคที่มี “จูลส์ ริเมต์” ทำหน้าที่เป็นประธาน
ริเมต์ เป็นประธานฟีฟ่า คนที่ 3 ต่อจาก โรแบร์ต เกแร็ง ชาวฝรั่งเศส ที่ทำงานระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม 1904 ถึง 4 มิถุนายน 1906 ต่อด้วย ดาเนี่ยล เบอร์ลี่ย์ วู้ดฟอลล์ ชาวอังกฤษ ที่เริ่มงาน 4 มิถุนายน 1906 และเสียชีวิตระหว่างดำรงค์ตำแหน่ง เมื่อ 24 ตุลาคม 1918
.jpg)
ในช่วงเวลานั้นเพิ่งจบสงครามโลกใหม่ ๆ ทำให้ คอร์เนลิส ออกัส วิเล่ม ไฮร์ชมัน ชาวเนเธอร์แลนด์ รักษาการณ์ตำแหน่งประธาน เกือบ 2 ปี ก่อนที่ ริเมต์ จะเข้ามารับงานชั่วคราวช่วงปลายปี 1920 ก่อนจะได้รับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มีนาคม 1921 และทำงานจากวันนั้นยาวนานถึง 33 ปี 112 วัน
ริเมต์ ซึ่งอยู่ในทีมบริหารของฟีฟ่า มาตั้งแต่ปี 1904 แต่ในช่วงสงครามโลก เขาต้องไปประจำการในกองทัพของฝรั่งเศส และหลังสงคราม เขามารับตำแหน่งประธานสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส ก่อนได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ประธานฟีฟ่า” เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 1921
ก่อนจะเป็นผู้คิดริเริ่ม และผลักดันให้การจัดการแข่งขัน”ฟุตบอลโลก”!!!
อย่างไรก็ตาม ริเมต์ ต้องสูญเสีย”เพื่อน”ไปอย่างไม่ตั้งใจ นั่นก็คือสมาชิกจากฝั่งสมัครเล่น นำโดย อังกฤษ และสก็อตแลนด์ รวมไปถึงการไม่พอใจอย่างรุนแรงของ ปิแอร์ เดอ คูแบร์กแตง ประธานโอลิมปิกสากล
กับแนวคิดที่จะจัด “ฟุตบอลโลก”
ทว่านาทีนั้น ต้องยอมรับความตรงกันว่า.....ไม่มีอะไรหยุด ฟีฟ่า ได้อีกต่อไป!!!
วันที่ 28 พฤษภาคม 1928 ในการประชุมฟีฟ่า คองเกรสท์ ครั้งสำคัญ ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ บอร์ดบริหารฟีฟ่า ตัดสินใจที่จะจัดการแข่งขันฟุตบอลด้วยตัวของตัวเองเป็นครั้งแรก
ริเมต์ เดินเครื่องเต็มที่ เหยียบคันเร่งแบบไม่สนใจไฟเขียวไฟแดง เขาต้องการที่จะทำให้เกิดการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติ ‘ในระดับอาชีพ’ ขึ้นอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอย่างหนักหน่วงก็ตาม
จากหลาย ๆ บันทึกระบุว่า รายการสำคัญอย่าง “ฟุตบอลโลกครั้งแรก” นั้น ฟีฟ่า เล็งไปที่ อุรุกวัย ที่กำลังร้อนแรงในฟุตบอลโอลิมปิก รวมถึงการเฉลิมฉลอง 1 ศตวรรษแห่งอิสรภาพของอุรุกวัย ในปี ค.ศ. 1930
เป็นความบังเอิญแบบพอดีที่ อุรุกวัย ได้เสนอว่า พวกเขาพร้อมมาก ๆ และจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับทุกทีมทั้งหมด
ทุกอย่างลงตัว และฟ้าเหมือนกำลังจะเป็นใจ
ปฐมบทแห่งฟุตบอลโลก เริ่มต้นขึ้นที่แดนละตินอเมริกา กับคำว่า “เรามีข้อเสนอที่คุณจะปฏิเสธไม่ได้!!!”
ซึ่งไม่ใช่จากภาพยนตร์เรื่อง God Father อันลือลั่นแต่อย่างใด
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ได้รับการยืนยันอย่างหนักแน่นจากประเทศอุรุกวัย ว่า พวกเขาพร้อมมากที่จะเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก สมัยแรก
ชิงถ้วยแชมป์โลกที่เรียกกันในเวลานั้นว่า ถ้วย “วิคตอรี่”
ถ้วยใบแรกเริ่มต้นขึ้นด้วยชื่อ "วิคตอรี่ (Victory)" หรือถ้วยแห่งชัยชนะ แต่ทั่วไปเรียกถ้วยนี้ตรงๆ ว่า World Cup และ Coupe du Monde
โทรฟี่ใบสำคัญนี้รังสรรค์จาก อเดล ลาเฟลอร์ ประติมากรคนดังชาวฝรั่งเศส
ลาเฟลอร์ เกิดที่ โรเดซ์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เป็นศิษย์เอกของยอดนักออกแบบคนดังอย่าง จูลส์-เคลมองต์ แชปแลง และฟรองซัวส์-โจเซปห์-ฮูแบร์ต ปองส์คาร์ม
เขาทำถ้วยจากเงินและทองหนัก 3.8 กิโลกรัม สูง 35 เซนติเมตร ทำจากเงินสเตอร์ลิ่งชุบทอง ส่วนฐานทำด้วยหินอ่อนสีขาวกับสีเหลือง
ทุกอย่างลงตัว กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-30 กรกฏาคม 1930 มีทีมเข้าร่วมฟาดแข้งทั้งหมด 13 ชาติ เหตุผลที่มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันน้อยเนื่องจากทวีปอเมริกาใต้ นั้นอยู่ไกลและใช้เวลาในการเดินทางนาน ทำให้มีหลายชาติจากยุโรปเลือกที่จะปฏิเสธ และทีมที่ไปก็ไปด้วยกันก็มี!!!
.jpg)
เรือที่ชื่อ "SS Conte Verde" จอดรับบอร์ดบริหารของฟีฟ่า ณ ท่าเรือวิลฟรองเช่-ซูร์-แมร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองนีซ ออกเดินทางไปพร้อมกับทีมชาติฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม และโรมาเนีย พร้อมกับแวะรับ บราซิล ที่ริโอ เดอ จาไนโร อีกด้วย ส่วน ยูโกสลาเวีย บอกอั๊วะไม่สนใจใคร เช่าเรือชื่อว่า SS Florida ไปด้วยตัวเอง
เป้าประสงค์แรกคือ ฟีฟ่า ต้องการให้มีทีมเข้าร่วมกันแข่งชัน 16 ชาติ แต่การที่เลือกจิ้มให้ อุรุกวัย เป็นเจ้าภาพ จึงสร้างความไม่พอใจ ก่อนนำมาสู่การปฏิเสธเข้าร่วมแข่งขันของ อิตาลี, สเปน และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเรื่องนี้ถูกมองว่าเป็น ความขัดแย้งทางการเมืองภายในกับฟีฟ่า และไม่ยอมรับเจ้าภาพที่เป็นชาติจากอเมริกาใต้
ซึ่งอาจเป็นไปได้เช่นกันที่ทั้งสามชาติเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ แต่แพ้จึงไม่พอใจ ประท้วงมันซะเลย
ขณะที่ อังกฤษ ขัดแย้งโดยตรงกับฟีฟ่าไม่พอใจที่ถูกก้าวก่ายในเรื่องของกฎการจ่ายเงินชดเชยนักเตะสมัครเล่นที่พวกเขาตกลงกับ “ไอโอซี” รวมไปถึงความทนงตนที่มองว่าพวกเขาคือคนเขียนกฎฟุตบอล ไม่อยากอยู่ภายใต้อำนาจของใคร จนประชดชีวิตด้วยการลาออกจากการเป็นสมาชิกไปเมื่อปี 1928 พร้อมด้วยชาติในเครือจักรภพ ทั้ง สกอตแลนด์, เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ
สุดท้ายได้ 13 ชาติ เข้าร่วมจากเป้าหมายเดิมคือ 16 ชาติ ประกอบด้วย อเมริกาใต้ 7 ชาติ : อุรุกวัย (เจ้าภาพ), อาร์เจนติน่า (แชมป์โคปา อเมริกา 1929), โบลิเวีย, บราซิล, ชิลี, ปารากวัย และเปรู, ยุโรป 4 ชาติ : เบลเยี่ยม (เหรียญทองโอลิมปิก 1920), ฝรั่งเศส, โรมาเนีย และยูโกสลาเวีย, อเมริกาเหนือ 2 ชาติ : เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา
ตามหลักฐานข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมก็คือ ทีมชาติอียิปต์ ควรจะเป็นชาติที่ 14 ที่เข้าแข่งขันครั้งนี้ แต่พวกเขากลับพลาดการบันทึกประวัติศาสตร์อารยะธรรมแรกของโลกฟุตบอล นั่นก็คือ ตกเรือมาไม่ทัน!!!!!
อียิปต์ เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ ฟีฟ่า ในปี 1923 ภายหลังจากก่อตั้งสมาคมฟุตบอลได้ 2 ปี พวกเขาคือชาติเดียวจากทวีปแอฟริกา ที่ได้รับคำเชิญอย่างเป็นทางการจาก ฟีฟ่า ให้เข้าร่วมการแข่งขัน
พวกเขาพกดีกรีอันดับ 4 จากฟุตบอลชาติโอลิมปิกเกมส์ 1928(แพ้ อิตาลี ในนัดชิงเหรียญทองแดง 3-11) พวกเขาต้องเดินทางจาก “พอร์ท ซาอิด” ซึ่งอยู่ทางเหนือของคลองสุเอช เพื่อเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สั้นและเร็วที่สุดในการมุ่งหน้าไปยังยุโรป
จุดหมายปลายทางคือเมืองมาร์กเซย ทางใต้ของประเทศฝรั่งเศส เพื่อไปขึ้นเรือ “SS Florida” เดินทางไปพร้อมกับทีมชาติยูโกสลาเวีย มุ่งหน้าสู่กรุงมอนเตวิดิโอ ประเทศอุรุกวัย
แต่โชคร้ายเกิดขึ้นในระหว่างเดินทาง เรือที่นำส่งนักเตะทีมชาติอียิปต์ เจอกับพายุรุนแรงในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ทำให้การเดินเรือล่าช้ากว่ากำหนด ปรากฏว่า เรือ SS Florida ได้ถอนสมอไม่รอแล้ว เพราะการสื่อสารในยุคนั้นน่าจะไม่สามารถติดต่อกันได้
ทำให้แผนในการเข้าร่วมฟุตบอลโลกครั้งแรกพังทลายลงทันที พวกเขาไม่ได้รออยู่ที่ฝรั่งเศสเพื่อหาเรือลำใหม่ แต่ตัดสินใจเดินทางกลับอียิปต์ ทันที
ภายหลัง อียิปต์ ได้ส่งโทรเลขไปยังฟีฟ่าและเจ้าภาพอุรุกวัยเพื่อขอโทษและแจ้งถึงเหตุสุดวิสัย
มูลเหตุสำคัญที่ว่า “ทำไม” SS Florida ไม่รอทีมชาติอียิปต์ เป็นเพราะการจองตั๋วจาก ฟีฟ่า นั้น ไม่ได้เป็นการจองแบบเหมาลำ บวกกับเรือลำนี้ เป็นเรือเดินสมุทร (เรือเมล์) ที่มีหน้าที่ขนส่งไปรษณีย์และผู้โดยสารตามตารางเวลาที่เข้มงวดมาก
นอกจากนี้การสื่อสารจากเรือนำสู่นักเตะอียิปต์มายังท่าเรือที่ มาร์กเซย ด้วยโทรเลข ก็ทำได้ยากลำบาก เนื่องด้วยพายุในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนที่โหมกระหน่ำ ทำให้กัปตันเรือไม่มีทางเลือก ต้องออกเรือตามเวลาที่กำหนด เพราะไม่ทราบว่าทีมชาติอียิปต์จะเดินทางมาถึงเมื่อไหร่ หรือว่าจะมาหรือไม่
ถ้ามาไม่ต้องมา ถ้าไม่มาให้รีบมา................
ปรากฏว่า เมื่อเรือต่าง ๆ เทียบท่าสนามแข่งขันเสร็จไม่ทันตามกำหนด โดยเฉพาะ เอสตาดิโอ เซนเตนาริโอ ที่สร้างเพื่อการนี้โดนเฉพาะมีความจุถึง 90,000 ที่นั่ง
ทำให้เกมเปิดสนามระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เม็กซิโก ต้องไปเล่นที่เอสตาดิโอ โปซิตอส
คาดกันว่า ที่เลือกให้ “ฝรั่งเศส” เตะนัดเปิดสนาม ก็เพื่อเป็นเกียรติให้กับ ริเมต์ ในฐานะประธานฟีฟ่า ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส นั่นเอง…..

บันทึกเอาไว้ตลอดกาลว่า วันที่ 13 กรกฎาคม 1930 มีการแข่งขันบอลโลกอย่างเป็นทางการ
“ลูเซียง โลรองต์” นักเตะฝรั่งเศส เป็นผู้ทำประตูแรกในประวัติศาสตร์ในนาทีที่ 19 ก่อนที่ ฝรั่งเศส จะชนะไป 4-1 และมีการบันทึกผู้ชมนัดเปิดสนามไว้ที่ 4,444 คน เลขสวยขนาดนี้ ผมคนหนึ่งหล่ะที่ไม่เชื่อ แต่เมื่อมันเป็น “บันทึก” ก็ต้องพยักหน้าบ้างส่ายหน้าบ้าง รับมันไป
นี่คือรุ่งอรุณแห่งฟุตบอลโลก...........แน่นอนว่า มันช่างจ้าซะเหลือเกิน เพราะแนวคิดสำคัญในการจัดบอลโลกคราครั้งนั้น
ได้พิชิตโลกแห่งกีฬาทั้งใบไว้ในกำมือได้ในกาลต่อมา......
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี