วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569
4 นาที 20 วินาทีต่อแมตช์ หรือ 7 ชั่วโมง 30 นาที 40 วินาทีตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลก
นี่คือจำนวนโฆษณาทางทีวีเพิ่มเติมที่แฟนฟุตบอลบางส่วนทั่วโลก ต้องรับชมในช่วงพักดื่มน้ำในฟุตบอลโลก ครั้งที่ 23 หรือที่เรียกว่า Hydration Break
ถือเป็นช่วงที่แฟนบอลถูกดึงความสนใจจากฟุตบอลในยังผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
โฆษณานี้ได้รับอนุญาตให้เริ่มได้ 20 วินาทีหลังจากผู้ตัดสินเป่านกหวีดสำหรับการหยุดพัก 3 นาทีกลางครึ่งแรกและครึ่งหลัง และต้องจบลง 30 วินาทีก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มอีกครั้ง
หมายความว่า อาจจะมีโฆษณาเพิ่มเติม 8 ครั้ง ๆ ละ 30 วินาทีต่อแมตช์ สำหรับแต่ละสถานีโทรทัศน์ในแต่ละประเทศ
โฆษณาฟุตบอลโลกความยาว 30 วินาทีทางช่อง Fox Sports มีราคาเฉลี่ยระหว่าง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไปถึง 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ และอาจสูงถึง 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงการแข่งขันที่สหรัฐอเมริกา ลงสนาม และนัดชิงชนะเลิศ
นั่นหมายความว่าการโฆษณาในช่วงพักดื่มน้ำมีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเท่านั้น
ช่วงพักดังกล่าวได้ขัดจังหวะโมเมนตัมของการแข่งขัน นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้จัดการทีมและผู้เล่น แถมยังเรียกเสียงโห่จากแฟนบอลในเกือบทุกสนาม
แต่โฆษณาเหล่านี้ถูกฉายในประเทศใดบ้าง มันทำงานอย่างไร และมันอาจหมายถึงอะไรสำหรับอนาคตของฟุตบอล นี่คือสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคำวิจารณ์หรือเสียงโห่แน่นอนครับ
ฟีฟ่า “ให้เหตุผล” ว่า ช่วงพักโฆษณาให้ดื่มน้ำนั้นมีขึ้นเพื่อประโยชน์ของสวัสดิภาพของผู้เล่นในสภาพอากาศร้อนของอเมริกาเหนือ และความยุติธรรมทางการกีฬา หมายความว่า ต้องใช้ช่วงพักโฆษณาให้ดื่มน้ำอย่างเท่าเทียมกันในทุกแมตช์ แม้ว่าอุณหภูมิจะต่ำในสนามกีฬาที่มีหลังคา และเครื่องปรับอากาศก็ตาม
เสมอภาคมายืนเคียงข้างที่หลายคนมองว่านี่คือการสมอ้าง
ชาติยักษ์ใหญ่อย่างสหราชอาณาจักรนั้น BBC ไม่ได้ใช้โฆษณา และความสามารถของ ITV ในการโฆษณาถูกจำกัดโดยกฎระเบียบของออฟคอมที่ควบคุมจำนวนโฆษณา
ฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ ผู้แพร่ภาพกระจายเสียงของสหรัฐฯ ได้ใช้เวลาโฆษณามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในช่วงพักโฆษณา
นอกจากนี้ ฟีฟ่า ยังได้นำเอาช่วงพักนี้ระบุว่า "ได้รับการสนับสนุนจาก" แบรนด์ต่างๆ และตามด้วยโคคา-โคล่า ผู้สนับสนุนฟีฟ่า ได้จัดหาเครื่องดื่มที่มีตราสินค้าให้กับผู้เล่น ทำให้ผู้ชมชาวอเมริกันต้องพบกับการโฆษณาถึงสามเท่าในช่วงพักการแข่งขัน
ร็อบ ดิ กิซี อาจารย์ด้านการจัดการกีฬาจากโรงเรียนวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ระบุกับ BBC ว่า เรื่องนี้ชาวอเมริกันคุ้นเคยกับการโฆษณาในระหว่างการแข่งขันมา 40-50 ปีแล้ว ดังนั้นในเชิงวัฒนธรรมแล้วนี่จึงเข้ากันได้ดีไม่มีปัญหาอะไร
“จนถึงเวลานี้ การโฆษณาแทบไม่มีการต่อต้านใดๆ เลย การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ทำให้เกมมีความเป็นอเมริกันมากขึ้นจะได้รับการยอมรับโดยที่ผู้คนไม่ทันสังเกตุอีกด้วย”
เทเลมุนโด ผู้แพร่ภาพกระจายเสียงของสหรัฐฯ ซึ่งถ่ายทอดการแข่งขันเป็นภาษาสเปนและมุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันเชื้อสายลาติน เป็นหนึ่งในผู้แพร่ภาพกระจายเสียงไม่กี่รายที่ตัดสินใจไม่เปิดโฆษณาในช่วงพักการแข่งขัน
ในตลาดใหญ่ๆ อื่นๆ ทั่วโลกก็มีการใช้โฆษณาเช่นกัน อาทิเช่น เม็กซิโก กับ แคนาดา เจ้าภาพร่วม จนไปถึงประเทศใหญ่ในแถบยุโรป ทั้ง ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน เช่นเดียวกับเอเชีย นั่นคือ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย ข้ามไปยัง ออสเตรเลีย, ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ มีโฆษณาทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ใช่ว่าจะได้เงินเป็นกอบเป็นกำแบบ ฟ็อกซ์ สปอร์ตส์ แต่ก็ได้เงินเข้าบริษัทมหาศาลอย่างมาก
มีการคาดการณ์จากบริษัทวิเคราะห์การเงินหลายแห่งว่า มูลค่าเงินนั้นอาจจะสูงถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์ จากโฆษณาเครื่องดื่มระหว่างพักเกมทั่วโลก แต่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในแบรนด์เสมอไปก็ได้
ถึงตรงนี้ เจ้าของลิขสิทธิ์ตามประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินการอย่างอิสระเมื่อขายช่วงเวลาโฆษณา ซึ่งหมายความว่า ฟีฟ่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินโดยตรง แต่เมื่อรายได้เพิ่มเติมเหล่านี้ จะทำให้การซื้อสิทธิ์ในการถ่ายทอดฟุตบอลโลกมีมูลค่ามากขึ้นเป็นเงาตามตัวในอนาคต
เป็นเรื่องที่เราคาดเดากันได้เลยกับทางทฤษฎี เมื่อจะต้องมีการเปิดโต๊ะเจรจาเกี่ยวกับทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ในอนาคต
ฟีฟ่า ยังไม่ได้ยืนยันว่า จะมีช่วงพักดื่มน้ำในฟุตบอลโลกครั้งต่อ ๆ ไปหรือไม่ แต่เนื่องจากผลประโยชน์ทางการเงินต่อองค์กรและพันธมิตรผู้ถือลิขสิทธิ์แพร่ภาพกระจายเสียง นั่นคือข้อแรก
จากนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าฟุตบอลโลกปี 2030 จะมีขึ้นที่โมร็อกโก, สเปน และโปรตุเกส จะจัดขึ้นในสภาพอากาศที่มีฤดูร้อนที่ร้อนจัดตามภูมิประเทศ บวกกับการจะมีเกมพิเศษที่อเมริกาใต้ ต่อเนื่องในปี 2034 จะจัดขึ้นที่ซาอุดีอาระเบีย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ช่วงพักดื่มน้ำจะยังคงเป็นคุณลักษณะระยะยาวของฟุตบอลโลก
นี่คือข้อ 2
แผนการครั้งนี้จึงมีนัยยะสำคัญ และเป็นการเดินแผนที่เนียนกริ๊ปของ ฟีฟ่า พร้อมกับเปิดช่องว่างให้พันธมิตรของตัวเองได้หารายได้ ที่เราอาจจะเรียกว่า “วิน-วิน” ด้วยกันทั้งทุกฝ่าย
อาจจะให้คนบางกลุ่มที่”หน้ามืด”อยู่แล้ว ย่อมเกิดอาการ”ตามัว”เสริมได้ทันที แต่ทุกอย่างเจอจ่ายจบ เพราะเงินมันลงตัว
“สมรู้”บ้าง “ร่วมคิด“ซะด้วย อาจไม่สวยเพราะเหมือนฉวยโอกาส มันอาจไม่งามนัก เมื่อเรื่องมันแดงออกมา อันนั้นก็ต้องอยู่ที่เรื่องของหน้า เรื่องของใจ ว่า ใครจะบางกว่ากันแล้วล่ะ
เอาแค่ Fox Sports ซื้อลิขสิทธิ์ราคา 485 ล้านดอลลาร์ แต่ช่วงเวลา”จอบหรอย”ขายช่วงพักดื่มน้ำดื่มท่าได้มา(ตามคาด) 250 ล้าน นี่ถือว่า ต้องไปแจ้งเกิดใหม่ที่อำเภอเลยนะครับ
ไม่มีใครมาพูดว่า เรามาลดรายได้กันเถอะสำหรับเทศกาลโกยแบบนี้ เพราะฟุตบอลโลกเป็นอีเวนต์ที่ดึงดูดผู้ชมที่ไม่ใช่กลุ่มเดิม ๆ แต่กวักมือเรียกหาคนกลุ่มใหม่ ๆ จะมีคนที่ไม่ได้ดูทุกเกม คนที่อยากอยู่กระแส มาร่วมจอยด้วย
นี่แหล่ะที่มาของคำว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” ของจริงครับ
บี แหลมสิงห์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี