นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยถึงการกักรถโดยสารที่ใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ (เอ็นจีวี) จำนวน 100 คัน ของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี กับ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ว่า ล่าสุด ณ วันที่ 26 ธ.ค. 2559 บริษัทซุปเปอร์ซาร่า
(ผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี)ยังไม่ได้เข้ามาเสียภาษี และค่าปรับเพื่อนำรถเมล์ที่นำเข้าออกไป ซึ่งจะกระทบกับการส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีให้กับ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใน
วันที่ 29 ธ.ค. 2559 นี้
สำหรับรถเมล์เอ็นจีวีลอตแรกที่นำเข้ามา
100 คันแรก และได้ผ่านพิธีการนำเข้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อบริษัทสำแดงนำเข้าเป็นเท็จ เพราะรถเมล์ผลิตในประเทศจีน แต่บริษัทแจ้งว่า
ผลิตในประเทศมาเลเซีย จึงมีความผิดตามกฎหมายศุลกากร โดยขั้นตอนผู้นำเข้าต้องมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถเมล์ในส่วนนี้อีกครั้ง เพื่อให้กรมจะได้สรุปภาษีที่ยังจ่ายไม่ครบ พร้อมทั้งค่าปรับ ซึ่งทางผู้นำเข้ายังไม่ได้ประสานเพื่อดำเนินการดังกล่าว
“เป็นสิทธิ์ของผู้นำเข้าว่าจะติดต่อ กรมศุลกากร เพื่อนำเจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถเมล์ทั้ง 100 คัน ตอนไหนก็ได้ แต่หากทิ้งไว้นานบริษัทก็ต้องเสียค่าเก็บรักษารถเมล์ไว้ที่ด่าน และส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีให้กับ ขสมก. ไม่ทัน เพราะการตรวจสอบต้องใช้เวลานานหลายวัน” นายชัยยุทธ กล่าว
สำหรับรถเมล์เอ็นจีวีที่มีแผนนำเข้าลอตถัดๆไปอีก 389 คัน เท่าที่รับรายงานตอนนี้อยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังแล้ว 291 คัน ซึ่งทางผู้นำเข้ายังไม่ได้ยื่นใบขนให้กรมศุลกากร จึงยังไม่ทราบว่าผู้นำเข้าจะสำแดงการนำเข้าอย่างไร ส่วนรถเมล์เอ็นจีวีที่ยังไม่นำเข้าอีก 98 คัน คาดว่ายังอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย
“หากผู้นำเข้ายื่นใบขนเพื่อนำเข้ารถเมล์ที่เหลือ 389 คัน หากไม่มีอะไรผิด ก็ต้องใช้เวลาดำเนินการ 2-3 วัน เพื่อปล่อยรถ ซึ่งหากวันที่ 26 ธ.ค. 2559 ยังไม่มาดำเนินการ ก็คิดว่าจะไม่ทันส่งมอบรถให้กับ ขสมก. เพราะรถบางส่วนยังขนไม่ถึงไทย และรถในส่วน 100 คันแรก ก็ต้องใช้เวลาตรวจสอบมากกว่า 2-3 วัน เพื่อสรุปภาษี และค่าปรับ”
นายชัยยุทธย้ำว่า รถเมล์ทั้งหมดผลิตในประเทศจีน โดยรถเมล์เอ็นจีวีที่นำเข้ากลุ่มแรก 100 คัน ต้องเสียภาษีนำเข้า 40% ของราคารถคันละ 2.95 ล้านบาท พร้อมกับค่าปรับอีก 2 เท่าของภาษีที่ยังจ่ายไม่ครบ หรือ เป็นเงิน 370 ล้านบาท ถึงจะนำรถออกไปได้
สำหรับรถเมล์เอ็นจีวีส่วนที่เหลือ 389 คัน ซึ่งยังไม่ได้ยื่นชำระภาษีกับกรมศุลกากร จึงยังถือว่าไม่มีความผิด โดยทางผู้นำเข้าจะสำแดงเป็นรถที่ผลิตจากประเทศจีน และยอมเสียภาษีนำเข้า 40% กับภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ครบถูกต้องทั้งหมด ซึ่งผู้นำเข้าต้องจ่ายเงินภาษีนำเข้ารถเมล์ทั้งหมด 489 คัน เป็นเงิน 718 ล้านบาท และค่าปรับในส่วนของการนำเข้า 100 คันแรก อีก 230 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 948 ล้านบาท
มีรายงานแจ้งว่า สำหรับรถเมล์ดังกล่าว ตามแผนเดิมขสมก.จะนำมาวิ่งให้บริการในปี 2560 เพื่อเป็นของขวัญกับคนกรุงเทพฯแต่ก็มามีปัญหาการนำเข้าเสียก่อน โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรมศุลกากรพบว่าการนำเข้า ไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (ฟอร์มดี) แต่เป็นการนำเข้ารถสำเร็จรูปจากประเทศจีน ผ่านประเทศมาเลเซีย และเข้าสู่ประเทศไทย โดยมีเพียงการนำเข้าเพียง 1 คันเท่านั้นมีถิ่นกำเนิดจากประเทศมาเลเซีย ได้รับยกเว้นอากรตาม
ข้อตกลงฟอร์มดี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี