533.jpg
แอปเรียกรถในไทย 'ไม่ผูกขาด' แต่ต้องอัพเกรดมาตรฐานใบอนุญาต

แอปเรียกรถในไทย 'ไม่ผูกขาด' แต่ต้องอัพเกรดมาตรฐานใบอนุญาต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เห็นข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ขับขี่ขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร (Rider & Driver) ที่ประกอบอาชีพผ่านแอปเรียกรถ (Ride-hailing) ถึงปัญหาความเดือดร้อนโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับค่าตอบแทนต่อรอบ (Fare) และผลกระทบจากความไม่สมเหตุสมผลของระบบอัลกอริทึมของแอป ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของสภาพการจราจร ตลอดจนบทบาทของแพลตฟอร์มที่มีสถานะเสมือนการใช้อำนาจผูกขาดฝ่ายเดียว โดยเหล่านี้อาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับบริบทของบริการแอปเรียกรถในประเทศไทย

แหล่งข่าวจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถ กล่าวว่า กระแสข่าวความเคลื่อนไหวข้างต้นของกลุ่มไรเดอร์/ไดร์เวอร์ ซึ่งมีบางเสียงพยายามชี้นำผ่านโซเชียลว่า บริการแอปเรียกรถในประเทศไทยเป็นบริการผูกขาด เรียกได้ว่าเป็นข้อมูลที่ “ขัดแย้ง” กับบริบทของธุรกิจ Ride-hailing ในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อเทียบกับขนาดของตลาดที่มีจำนวนประชากรรวมกว่า 70 ล้านคน ปัจจุบันประเทศไทยมีการให้ใบอนุญาตกับผู้ให้บริการถึง 9 ราย อีกทั้ง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ยังเปิดกว้างในการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ควรตระหนักก็คือ มาตรฐานของผู้ให้บริการและการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายคาดหวัง เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย และผู้บริโภคยังมีทางเลือกที่เป็น level playing field มากกว่าแอปที่มีผู้ขับขี่ในระบบก่อปัญหาถูกร้องเรียนจากผู้ใช้บริการจำนวนมาก


ทั้งนี้ อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของ นายสรพงษ์ ไพฑูรย์พงศ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ปัจจุบัน ขบ.ให้การรับรองแอปพลิเคชันที่ใช้ในการเรียกรถยนต์และรถจักรยานยนต์รับจ้าง จำนวน 9 บริษัท ได้แก่ บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Grab, บริษัท แอร์เอเชีย ซูเปอร์แอพ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Airasia, บริษัท โบลท์ ซัพพอร์ต เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Bolt, บริษัท ดอยดู ดิจิทัล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ InDrive, บริษัท ทาดา โมบิลิตี้ (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ TADA, บริษัท แท็กซ์สี (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ MAXIM, บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด หรือ LINE MAN, บริษัท ลาลามูฟ อีซี่แวน (ประเทศไทย) จำกัด หรือ LALAMOVE และบริษัท ฟินโกโกสตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ FIN GOGO

โดย อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เคยระบุไว้ว่า กรมฯ ได้รับการติดต่อจากบริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถรับจ้างอีก 2 บริษัท ได้แก่ แอปพลิเคชัน PapaGo และ SwiftGo สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวของบริการเรียรถผ่านแอปในประเทศไทย เพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบอาชีพในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย

แหล่งข่าวกล่าวว่า หากมองในภาพรวม อาจถึงเวลาที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องเพิ่มบทบาทการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมของการแข่งขันที่เป็นธรรม และเกิดภาวะ Win-Win-Win แก่ทุกฝ่ายในธุรกิจ Ride-Hailing ทั้งฟากไรเดอร์/คนขับ แพลตฟอร์ม และสำคัญที่สุดของประชาชนผู้ใช้บริการ อีกทั้งหนึ่งในกลไกสำคัญคือ ภาครัฐต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้คุมกฎแบบแยกส่วน มาเป็นการทำงานเชิงรุกร่วมกัน (Co-regulation) จากที่ผ่านมาจะเห็นการโยนกันไปมาระหว่างหน่วยงานใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สำหรับรายชื่อหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทโดยตรง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กระทรวงคมนาคม อาจต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นผู้คุมมาตรฐานความปลอดภัยภาคกายภาพ ใช้กลไกการต่ออายุใบอนุญาตเป็นตัวชี้วัด โดยแพลตฟอร์มที่ให้ความร่วมมือในการคัดกรองคนขับและคุมมาตรฐานได้ดี จะได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจระยะยาว อีกทั้ง กวดขันมาตรการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของคนขับอย่างเข้มงวด และผลักดันให้รถทุกคันในระบบมีประกันภัยภาคสมัครใจที่คุ้มครองผู้โดยสารสาธารณะอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ อยากขอให้พิจารณาปรับปรุงและผ่อนปรนเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนรถสาธารณะผ่านแอป (รย.17 และ รย.18) เช่น การประสานงานปลดล็อกกรณีรถติดไฟแนนซ์ให้สามารถทำประกันภัยสาธารณะได้ และการทบทวนเกณฑ์ขนาดเครื่องยนต์ (ซีซีรถ) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมตลาด เพื่อจูงใจให้คนขับนับแสนรายเข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกกฎหมายได้ง่ายขึ้น

ขณะที่ทางด้าน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซี่งมีบทบาทหลักเป็นผู้คุมกฎความปลอดภัยทางดิจิทัลและกฎหมายแพลตฟอร์ม (DPS) นั้น อยากให้มีการบังคับใช้เกณฑ์การกำกับดูแลภายใต้ประกาศ Ride Sharing อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีเทคโนโลยียืนยันตัวตนคนขับ (Biometrics) ทุกครั้งก่อนรับงาน เพื่อป้องกันปัญหาการสวมรอยไอดี ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยให้ผู้โดยสารแบบเรียลไทม์

“เมื่อผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจเพิ่มขึ้น การคัดกรองคนขับเข้าสู่ระบบเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน ก็จะลดปัญหาจำนวนคนขับล้นระบบที่มาจากแท็กซี่เทา การสวมไอดี และผู้ที่มีประวัติอาชญากรรม จำนวนการใช้บริการก็น่าจะเพิ่มขึ้น เชื่อว่าจะเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างสมดุลการแข่งขันของธุรกิจแอปเรียกรถ ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงผู้ขับขี่ที่อยู่ในระบบ ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้จากเศรษฐกิจดิจิทัล” แหล่งข่าวกล่าว

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

532.jpg
Back to Top