วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา” ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะไปในแนวทางใด หลังบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด หรือกลุ่มซีพี ยื่นหนังสือต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญา
“แนวทางสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ต้องเสนอ เพื่อประกอบการพิจารณาให้แก่คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เนื่องจากตัวเลขและค่าการก่อสร้างเปลี่ยนไป ฉะนั้นต้องมาดูว่าหากต้องการทำให้โครงการสมบูรณ์ในการเชื่อมต่อ 3 สนามบิน จากกรุงเทพฯไปถึงอีอีซี จะต้องดำเนินการอย่างไรให้ครบถ้วน ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาแนวทางอื่น” นายสิริพงศ์ กล่าว
รมช.คมนาคม ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีมีการสรุปว่าจะเป็นแนวทางใด เพราะต้องพิจารณาในเรื่องงบประมาณ ความเหมาะสม ความคุ้มค่าการลงทุนและร่วมทุนก่อน หรืออย่างแนวทางรถไฟฟ้าเชื่อมต่อเมือง (Missing Link) หรือการเดินหน้าไฮสปีด เป็นแนวทางที่ต้องนำเสนอเช่นเดียวกัน เพราะต้องนำเสนอหลายแนวทางเพื่อมาประกอบการพิจารณาด้วย
เมื่อถามว่าหากสิ้นสุดสัญญาจะต้องดำเนินมาตรการอะไรกับเอกชนหรือไม่ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ต้องมีส่วนที่มาพิจารณาว่าการผิดสัญญา หรือเหตุแห่งการเลิกสัญญา ใครที่กระทำผิดต่อสัญญาบ้างก็ต้องพิจารณาตรงนั้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจบง่าย เพราะรัฐบาลและเอกชนต่างคงไม่ยอม ดังนั้นต้องต่อสู้กันทางกฎหมาย เมื่อถามย้ำว่าหากสรุปเช่นนั้นต้องเรียกค่าชดเชยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ย้ำว่า ต้องมาดูกัน แต่เชื่อว่ามีแน่นอน
เมื่อถามย้ำว่าจะต้องทำลิสต์การรับงานรัฐในอนาคตหรือไม่ รมช.คมนาคม ระบุว่า สุดท้ายต้องมาสู้กันในข้อกฎหมายว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร หากถามว่าตอนแรกเริ่มโครงการกระทรวงคมนาคมไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้หรือไม่ ซึ่งก็จริง เพราะบางพื้นที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ได้ แต่ที่ผ่านมาก็มีวิธีการการแก้ปัญหาอย่างการไปทำ MOU ว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนภาคเอกชนมีบางส่วนที่จะต้องรับภาระหนี้ แล้วไม่ได้ชำระหนี้หรือไม่ ซึ่งก็จริง โดย MOU ระบุว่าในช่วงเริ่มดำเนินการอาจจะยังไม่ต้องชำระหนี้ จะต้องขอจ่ายดอกเบี้ย ฉะนั้นต้องไปดู MOU แต่จะบอกว่าฝ่ายไหนมีส่วนผิดสัญญาบ้าง อาจจะมีทั้ง 2 ฝ่าย ฉะนั้นก็ต้องมาดูกันว่าส่วนไหน ใครต้องชดเชยอะไร โดยยืนยันว่าถึงอย่างไรรัฐบาล ก็ต้องรักษาประโยชน์ของรัฐให้มากที่สุด
ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ยังไม่เห็นเรื่องการสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนโครงการดังกล่าว เรื่องยังอยู่ที่ รฟท.ยังไม่ได้ออกมาจากกระทรวงคมนาคม การยกเลิกเพื่อสิ้นสุดสัญญาลงทุนโครงการดังกล่าว ทำได้หรือไม่นั้น ตนยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องไปดูสัญญาตัวแม่ (สัญญาหลัก) ก่อน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ออกมาระบุว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รฟท. และบริษัทเอกชนในฐานะคู่สัญญาต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ซึ่งในส่วนอีอีซีต้องนำเรื่องเสนอที่ประชุมบอร์ดอีอีซีที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อรับทราบการสิ้นสุดสัญญา และพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการในระยะต่อไปว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด
ทั้งนี้ ระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี แต่จะเป็นรูปแบบใด ต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง โดยแนวทางดำเนินโครงการหลังจากนี้จะต้องหารือร่วมกับ รฟท. เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดว่าจะใช้แนวทางเดิมแล้วปรับรูปแบบใหม่ ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่สุดคือเชื่อมต่อระบบคมนาคมไปยังสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ทางเลือกยังเปิดกว้างหากรัฐบาลเห็นว่าควรเดินหน้ารูปแบบเดิมก็ทำได้ แต่ต้องใช้เวลาจัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด ตอนนี้หนึ่งในทางเลือกคือระบบรางระยะ 160 กิโลเมตร เพราะไม่มีไฮสปีด แต่เราไม่ได้บอกว่าไม่มีรถไฟแล้ว เรายังมี แค่ความเร็วมันลดลง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี