วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
บัตรคนจนลดลงฮวบ
คลังหั่นอื้อ
เหลือแค่9.5ล้านราย
จากผู้ลงทะเบียน18ล้าน
ยื่นอุทธรณ์17-31ก.ค.นี้
กระทรวงการคลัง ตัดสิทธิผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ปี 2569 ระนาว ลดลงจาก 13.2 ล้านคน ผ่านการคัดกรองเหลือ 9.5 ล้านคน จากยอดผู้ลงทะเบียนฯ 18.82 ล้านคนด้าน ‘เอกนัฏ’ ลั่น ให้ 3 การไฟฟ้าฯ แบกรับต้นทุนค่าไฟสาธารณะ 1.8 หมื่นล้าน–เลิกสัญญาแอดเดอร์
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้สรุปผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 โดยมีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 18.82 ล้านคน ทั้งนี้ ยอดผู้ได้รับสิทธิในรอบนี้ปรับลดลงจากเดิมที่มี 13.2 ล้านคน เหลือเพียง 9.5 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 14% ของประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับเกณฑ์เส้นความยากจน (Poverty line) ของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งอยู่ที่ 12% ของประชากรไทย
นายวินิจ กล่าวต่อว่า ยอดผู้ได้รับสิทธิที่ลดลงสะท้อนถึงประสิทธิภาพและความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นของระบบจัดทำฐานข้อมูล โดยเน้นกลไกสำคัญ 3 ประการ คือ 1.การลงพื้นที่เชิงรุก ค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง 2.การใช้ข้อมูลอัปเดต (Dynamic Data) นำระบบข้อมูลที่มีการอัปเดตอย่างต่อเนื่องมาใช้ เพื่อให้สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันของผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง และ 3.การขยายเกณฑ์และฐานข้อมูลครอบคลุมขึ้น เพิ่มความรัดกุมในการตรวจสอบข้อมูลทั้งในด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน
กางไทม์ไลน์ระยะเวลาการดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 วันที่ 17 กรกฎาคม 2569ประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติ ตรวจสอบสิทธิได้ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง,แอปพลิเคชั่นทางรัฐ,เว็บไซต์ทางการของโครงการฯ หรือหน่วยงานรับลงทะเบียนของ 5 ธนาคารหลักตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569–12 มกราคม 2570การยืนยันตัวตน (e-KYC) ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ ต้องดำเนินการยืนยันตัวตนทุกราย ผู้ได้รับสิทธิรายเดิม ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่
สำหรับการดำเนินการ ให้ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง หรือจุดบริการยืนยันตัวตนของ 3 ธนาคารรัฐ (ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.) โดยกลุ่มผู้รับมอบอำนาจต้องเดินทางไปยืนยันตัวตนที่สาขาธนาคารเท่านั้น
ส่วนวันที่ 17–31 กรกฎาคม 2569สามารถยื่นขออุทธรณ์กรณีไม่ผ่านสิทธิ ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถยื่นขออุทธรณ์ได้ในระยะเวลาดังกล่าว และต้องดำเนินการแก้ไขเอกสารให้เรียบร้อยภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569โดยวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป รายเดิมเริ่มใช้สิทธิ สามารถเริ่มใช้สิทธิซื้อสินค้าและบริการได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง หรือบัตรประจำตัวประชาชนขณะที่ในวันที่ 21 กันยายน 2569ประกาศผลการทบทวนสิทธิ (กลุ่มอุทธรณ์)ตรวจสอบผลอุทธรณ์ทางแอปฯ เป๋าตัง, แอปฯ ทางรัฐ หรือเว็บไซต์ และหากผ่านสิทธิให้ดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ภายใน 12 มกราคม 2570 ขณะเดียวกัน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป รายใหม่และผู้ผ่านทบทวนสิทธิ เริ่มใช้สิทธิ
ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่และผู้ที่ผ่านการอุทธรณ์ สามารถเริ่มใช้สิทธิผ่านช่องทางแอปฯ เป๋าตัง หรือบัตรประชาชน วันที่ 12 มกราคม 2570 วันสิ้นสุดโครงการ เป็นวันสุดท้ายของการลงทะเบียนฯ ประจำปี 2569 และวันสุดท้ายในการยืนยันตัวตน (e-KYC) ของโครงการรอบนี้ ทั้งนี้ ประชาชนที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0-2109-2345 ในวันและเวลาราชการ (จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.30 น.)
อีกด้านหนึ่ง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ถึงแนวทางตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการปรับโครงสร้างพลังงาน โดยเตรียมถอดค่าไฟสาธารณะมูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาทต่อปีออกจากบิลค่าไฟของประชาชนอย่างถาวร พร้อมเดินหน้าแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม และจัดระเบียบการคิดค่าไฟสำหรับธุรกิจ Data Center ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
นายเอกนัฏ กล่าวว่า หลังจากกพช.มีมติถอดค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน เบื้องต้นจะให้ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) , การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมกันบริหารจัดการภาระดังกล่าว โดยรัฐบาลจะหาแหล่งเงินชดเชยจาก 3-4 แนวทาง ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพระบบ ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ด้านพลังงาน
“ที่มาของรายได้นี้ในที่สุดจะมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ทั้งเจรจายกเลิกสัญญาแอดเดอร์ที่ผูกกันไว้ชั่วนิรันดร์ ซื้อไฟราคาแพง ก็ต้องซื้อให้ถูกลง รวมถึงการเปิดตลาดเสรีไฟสะอาดภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการไฟฟ้ามีค่าดูแลโครงข่ายช่วยรับผิดชอบค่าไฟสาธารณะ” นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขสัญญาระหว่างรัฐกับโรงไฟฟ้าเอกชนว่าปัญหาหลักอยู่ที่ 2 ส่วน ได้แก่ ค่าพร้อมจ่าย (AP) และค่าแอดเดอร์ (Adder) โดยเฉพาะแอดเดอร์ส่วนที่ 2 ซึ่งหมดช่วงรับโบนัส 10 ปีแรกแล้ว แต่ยังมีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุก 1-5 ปี โดยไม่มีจุดสิ้นสุด รวมถึงมีการนำค่า Ft มาคำนวณเพิ่มเติม แม้เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง มันไม่มีเชื้อเพลิง แสงแดดไม่ได้มีราคา จะใส่ Ft ไว้ได้อย่างไร ต้นทุนวันนี้ 2.16 บาท ไปคิดค่าขายส่งที่ 3 บาท บวกกว่าปกติ 1 บาท ดังนั้น กพช.มีมติให้ 3การไฟฟ้าเรียกเอกชนมาปรับแก้สัญญา ถ้าจะขายก็ต้องขายในราคา 2.16 บาท ดำเนินการทันที
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี