วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่ ธปท. ได้ออกโครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้” ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง โดยเปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นลูกหนี้โอนทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันให้สถาบันการเงินเพื่อชำระหนี้ และให้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืนได้ภายในระยะเวลา 5 ปีนั้น ปัจจุบันยังมีผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในโครงการกว่า 400 ราย ที่จะทยอยครบกำหนดใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไปโดยที่ผ่านมา ธปท. และภาครัฐได้สนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้มาตรการต่างๆที่มีอยู่ในการช่วยผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับซื้อทรัพย์สินคืนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น สินเชื่อ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน
อย่างไรก็ตามยังมีผู้ประกอบธุรกิจบางส่วนที่ได้รับผลกระทบ จากทั้งสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งแม้จะมีความตั้งใจซื้อทรัพย์สินคืน แต่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ทำให้ต้องการเวลาเพิ่มขึ้นในการหาเงินทุน ดังนั้น ธปท. จึงขยายระยะเวลาการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืนภายใต้โครงการออกไปไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ มีเวลาเพิ่มเติมเพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะขอขยายระยะเวลาการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืน ขอให้เร่งติดต่อสถาบันการเงินเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องก่อนครบกำหนดสัญญาเดิม สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มีสภาพคล่องและหาแหล่งเงินทุนได้ สามารถซื้อทรัพย์สินคืนตามกำหนดเดิม เพื่อให้กลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้โดยเร็ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี