542.jpg
แห่อุทธรณ์บัตรคนจน  พุ่ง2.7ล้านคน   ปมมีรถ-หนี้สินทำวืด

แห่อุทธรณ์บัตรคนจน พุ่ง2.7ล้านคน ปมมีรถ-หนี้สินทำวืด

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่อุทธรณ์บัตรคนจน

พุ่ง2.7ล้านคน

 

ปมมีรถ-หนี้สินทำวืด

คลังพร้อมทบทวนสิทธิ

ย้ำต้องกระจายให้ทั่วถึง

รบ.ติดตามค่าครองชีพ

เชิญผู้ค้าตรึงราคาสินค้า

กระทรวงการคลัง เผยยอดอุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ปี’69 พุ่ง 2.7 ล้านคน ใน 2 วันแรก พบเว็บประชาชนช่องทางฮิต ชี้ปัญหาส่วนใหญ่มีรถเกินเกณฑ์ ส่วนนายกฯลุยภารกิจจีนต่อเนื่อง ทีมครม.ร่วมสมทบ ก่อนพบนายกฯ จีน 20 กรกฎาคมนี้ ด้านโฆษกฯ เผยรัฐบาลติดตามเรื่องค่าครองชีพ เร่งถกผู้ค้าหวั่นฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าจำเป็น ขยายเวลาผ่อนผันแรงงานต่างด้าว

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดให้ยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยช่วง 2 วันแรก คือวันที่ 17–18 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติให้ความสนใจยื่นขอทบทวนสิทธิเป็นจำนวนมาก จากผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติทั้งหมด 9,314,253 คน มีผู้ยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธิแล้วทั้งสิ้น 2,760,900 คน หรือคิดเป็น 30% ของผู้ถูกตัดสิทธิทั้งหมด


ยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิฯ6.5ล้านคน

ขณะที่ยังเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นทบทวนสิทธิอีก 6,553,353 คน ทั้งนี้ เมื่อแยกยอดการยื่นทบทวนสิทธิเป็นรายวัน พบว่าในวันที่ 17 กรกฎาคม มีผู้ยื่นสูงถึงประมาณ 2,343,000 คน และในวันที่ 18 กรกฎาคม มีผู้ยื่นเพิ่มเติมอีกประมาณ 418,000 คน

พบยื่นอุทธรณ์ผ่านเว็บสูงสุด

สำหรับช่องทางที่ประชาชนนิยมใช้ในการยื่นขอทบทวนสิทธิมากที่สุด คือช่องทางออนไลน์ ผ่านระบบหน้าเว็บไซต์สำหรับประชาชน ซึ่งมีผู้ใช้งานสูงถึง 1,563,511 คน หรือคิดเป็น 57% ของช่องทางทั้งหมด รองลงมาคือการยื่นผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” มี 677,501 คน และการยื่นผ่านแอปพลิเคชั่น ทางรัฐมี 422,328 คน ส่วนช่องทางออฟไลน์ผ่านหน่วยงานหรือธนาคารต่างๆ มีสัดส่วนรองลงมา ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 51,980 คน ธนาคารออมสิน 23,921 คน และธนาคารกรุงไทย 20,484 คน ที่เหลือหน่วยงานอื่นๆ

ชี้เหตุไม่ผ่านมีรถเกินที่กำหนด

ส่วนสาเหตุหรือปัญหาสำคัญที่ทำให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติตั้งแต่แรก และต้องมายื่นอุทธรณ์นั้น ปัญหาหลักมาจากข้อกำหนดเรื่องยานพาหนะ โดยมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เกินกว่าที่โครงการกำหนดสูงถึง 1,457,796 คน หรือคิดเป็น 41% รองลงมาคือปัญหาด้านภาระหนี้สิน โดยมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทหนี้และทุกบัญชีเกิน 100,000 บาท 686,385 คน หรือคิดเป็น 19% ลำดับถัดมาคือกลุ่มบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิตามเงื่อนไขโครงการ 577,486 คน และกลุ่มที่มีรายได้หรือจ่ายให้บุคคลอื่นเกิน 100,000 บาทต่อปี รวม 424,187 คน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่พบตามมา ได้แก่ การมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เกินกว่าที่โครงการกำหนด 261,293 คน การมีทรัพย์สินทางการเงิน เช่น เงินฝาก หรือสลากออมทรัพย์ เกิน 100,000 บาท 135,168 คน ปัญหาจากการมีบัตรเครดิต 46,628 คน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังพร้อมทบทวนสิทธิให้กับทุกคนที่คิดว่าผลการคัดกรองไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และจะเร่งตรวจสอบข้อมูลการอุทธรณ์ของประชาชนอย่างรอบคอบ เพื่อให้การกระจายสวัสดิการแห่งรัฐเป็นไปอย่างถูกต้องและทั่วถึงที่สุด

นายกฯปฏิบัติภารกิจที่จีนต่อ

อีกด้านหนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานถึงภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยช่วงเช้าของวันเดียวกันนี้ คณะของนายกฯ เริ่มปฏิบัติภารกิจ ที่นครเฉิงตู โดยเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าและเพาะพันธุ์ ซึ่งได้เข้าชมแพนด้ายักษ์ ที่อาคารจัดแสดง Starry Giant Panda Pavilion และเยี่ยมชมศูนย์อนุบาลลูกแพนด้า จากนั้นเดินทางต่อไปยังศาลเจ้าสามก๊ก ก่อนจะเข้าสู่จุดหมายถัดไปที่วัดต้าฉือ (Daci Temple) เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเยี่ยมชมความสวยงามของวัดเก่าแก่ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่นครเฉิงตู คณะของนายกฯ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติซวงหลิว มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง

ครม.ร่วมสมทบคณะนายกฯ

สำหรับการปฏิบัติภารกิจที่กรุงปักกิ่งครั้งนี้ มีคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงเดินทางเข้าร่วมสมทบเพิ่มเติมอีกหลายท่าน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่จะมีการหารือกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ได้แก่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์รมว.สาธารณสุข ซึ่งร่วมผนึกกำลังกับคณะเดิมที่เดินทางมาตั้งแต่วันแรกอย่าง นายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม

ดูงานด้านเทคโนโลยี-นวัตกรรม

ส่วนภารกิจช่วงบ่ายและเย็น ที่กรุงปักกิ่ง นายกฯ นำคณะไปศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก โดยเริ่มจากการเดินทางไปเยี่ยมชม Huawei Beijing Executive Briefing Center (EBC) จากนั้นเดินทางต่อไปยังสำนักงาน CP Center เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายสรุปที่CP Wisdom Museum ก่อนที่คณะนายกฯ จะเดินทางกลับเข้าที่พักโรงแรม China World เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจอย่างเป็นทางการประจำวัน

สื่อจีนให้ความสำคัญนายกฯ

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากการติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนจีนของนายอนุทิน และคณะ ว่านอกจากการรายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว สื่อท้องถิ่นของจีนยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะการใช้ภาษาจีนของนายกฯ ซึ่งสะท้อนความเป็นมิตรและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า Sichuan Online (四川在线) สื่อหลักในเครือเสฉวนเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของมณฑลเสฉวน ได้รายงานภารกิจของนายกฯ ในเวทีการลงทุนและเศรษฐกิจจีน เสฉวน–ไทย ประจำปี 2569 โดยเลือกนำประโยคภาษาจีนของนายกฯ ขึ้นเป็นพาดหัวข่าวว่า นายกฯ ไทยกล่าวคำว่า 加油’ (เจียโหยว) ติดต่อกัน 4 ครั้งแทนการเน้นประเด็นเศรษฐกิจหรือการลงทุน

ชมใช้คำจีนสะท้อนความใกล้ชิด

รายงานระบุว่า ช่วงท้ายของปาฐกถาพิเศษ นายกฯ กล่าวคำว่า 加油(เจียโหยว) ซึ่งเป็นคำให้กำลังใจที่ชาวจีนนิยมใช้ในความหมายว่าสู้ต่อไปหรือเดินหน้าไปด้วยกันรวม 4 ประโยค ได้แก่ 加油泰国、加油四川、加油中国、加油好朋友หรือ ‘เดินหน้าประเทศไทย และเดินหน้าเสฉวน เดินหน้าประเทศจีน รวมถึงเดินหน้าเพื่อนที่ดีโดยสื่อเสฉวนระบุว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน อย่างใกล้ชิด รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวน และได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า การที่สื่อท้องถิ่นของจีนเลือกหยิบถ้อยคำภาษาจีนสั้นๆ ของนายกฯ ขึ้นเป็นพาดหัวข่าว ทั้งที่ภายในงานมีประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าสื่อจีนให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนและการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชน (People-to-People Connectivity) ควบคู่กับความร่วมมือในระดับรัฐบาลและภาคธุรกิจ

สื่อสะท้อนการรับรู้ของชาวจีน

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศคู่ค้าในทุกมิติ ทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน การที่สื่อจีนเลือกนำเสนอถ้อยคำที่สะท้อนมิตรภาพและความจริงใจของนายกฯ แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนไม่ได้เติบโตเฉพาะในระดับนโยบาย แต่ยังได้รับการรับรู้และตอบรับจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ” น.ส.ลลิดา กล่าว

โฆษกฯชี้รบ.ติดตามค่าครองชีพ

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลติดตามค่าครองชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด แม้สถานการณ์ราคาพลังงานเริ่มผ่อนคลายลง โดยนายกฯ ติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจับตาราคาสินค้าจำเป็นและอาหารจานเดียว เพื่อให้การปรับราคาสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับราคาที่ค้างอยู่บนต้นทุนเดิม

“เรื่องปากท้องเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น และได้มีโครงการประคับประคองค่าครองชีพออกมาต่อเนื่อง อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามต้นทุนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ราคาพลังงาน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาจำหน่ายหน้าร้าน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อต้นทุนลดลง ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม” น.ส.รัชดา กล่าว

เชิญผู้ค้าหารือตรึงราคาสินค้า

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า กรมการค้าภายในเชิญผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และห้างค้าปลีกกว่า 80 ราย หารือร่วมกัน พร้อมขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าจำเป็นในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน น้ำตาลทราย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนมพร้อมดื่ม

“กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าขณะนี้ต้นทุนบางส่วนเริ่มลดลง โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่ง ซึ่งลดจากระดับสูงสุดในช่วงวิกฤติประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม สินค้าบางส่วนยังเป็นสต๊อกที่ผลิตในช่วงต้นทุนสูง จึงต้องติดตามการปรับราคาตามรอบต้นทุนอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ” น.ส.รัชดา กล่าว

ร่วมป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา

สำหรับราคาอาหารจานเดียว กระทรวงพาณิชย์ติดตามตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบที่กระทบต้นทุนร้านอาหารโดยตรง เช่น ข้าวสารเหนียว เครื่องปรุง กุ้งขาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี พริก มะนาว และน้ำตาลทราย รวมถึงสินค้าอาหารสำเร็จรูป โดยหลายรายการยังมีราคาทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนร้านอาหารและค่าใช้จ่ายของประชาชน

“รัฐบาลดูแลประชาชนทั้งในด้านการควบคุมราคาสินค้า การประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตและห้างค้าปลีก การจัดโปรโมชั่นสินค้าจำเป็น และการใช้กลไกกฎหมายป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพื่อให้ประชาชนซื้อสินค้าและอาหารที่จำเป็นได้ในราคาที่เป็นธรรม” น.ส.รัชดา กล่าว

ขยายเวลาผ่อนผันแรงงานต่างด้าว

ส่วน ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยถึงรายละเอียดของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เห็นชอบการขยายระยะเวลาการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และเวียดนาม ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและทำงานต่อ จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ว่าเพื่อประคองระบบเศรษฐกิจและลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ทั้งนี้ เดิมทีใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ กำลังทยอยหมดอายุในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งหากไม่มีการขยายเวลา อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้ ทั้งภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคบริการ และเกษตรกรรมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมและจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพราะหากแรงงานเหล่านี้ต้องออกจากระบบไป จะส่งผลต่อเสถียรภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่ตลาดแรงงานยังมีความต้องการสูง

เผยไม่ให้เกิดภาวะขาดแรงงาน

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า รัฐบาลออกมาตรการล่วงหน้า ก่อนใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวจำนวนมากหมดอายุ ก็เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนบริหารกำลังคนต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดสายการผลิตหรือปิดกิจการชั่วคราว โดยในช่วงที่รัฐบาลผ่อนผันและขยายเวลานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าว ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมระบบระหว่างหน่วยงาน เพื่อดูแลตรวจสอบให้แรงงานต่างด้าว ได้อยู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและแรงงานเถื่อน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ภาคธุรกิจไม่ขาดแรงงานและไม่ถูกกดดันจากมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศด้วย

ย้ำรบ.ไม่ได้เปิดขึ้นทะเบียนใหม่

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์กล่าวย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เปิดให้ขึ้นทะเบียนแรงงานใหม่เป็นการทั่วไป แต่ขยายเวลาผ่อนผันสำหรับกลุ่มเดิมที่มีข้อมูลอยู่ในระบบแล้วเท่านั้น เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขั้นตอนในลำดับถัดไป ทางกระทรวงแรงงานจะมีการออกประกาศรายละเอียดและแนวปฏิบัติ เพื่อลดขั้นตอนเอกสารให้มีความสะดวกและรวดเร็วที่สุด ดังนั้น ขอให้นายจ้างและสถานประกอบการติดตามประกาศอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางของกรมการจัดหางาน (www.doe.go.th) และสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 เพื่อป้องกันการถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top