วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
ll สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้จัดสัมมนาครั้งใหญ่ประจำปี ภายใต้แนวคิด “Ignite Thailand : Invest in Endless Opportunities” โดย นายพิชัย ชุณหวชิรรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความพร้อมประเทศไทยเพื่อการเป็นจุดหมายการลงทุนระดับโลก” โดยระบุว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เดินทางไปชักจูงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 60 ปี ทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย แต่ครั้งนี้เป็นการไปเพื่อชักจูงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์อิเล็ทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ และไบโอเทคโนโลยี และจากตัวเลขการลงทุนที่ออกมากว่า 1.13 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากนี้รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเจรจาทางการค้า ซึ่งขณะนี้สำเร็จไปแล้ว 23 ประเทศ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีตลาดมากขึ้น และไทยมีศักยภาพในการเป็นจุดหมายการลงทุนระดับโลก
“ประเทศไทย มีพื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะในเซกเตอร์สำคัญ ทั้งยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เพราะมีซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งและต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ก้าวไปสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพอย่างเกษตรและอาหาร และการท่องเที่ยว โดยต้องการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม BCG โดยให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ พยายามแก้ไข กฎ ระเบียบต่างๆ ที่ไม่จำเป็นรวมถึงการขยายขอบเขตการทำงานของบีโอไอเพื่อเติมเต็มความต้องการของนักลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจไทย” นายพิชัย กล่าว
ขณะเดียวกัน มีเวทีเสวนา หัวข้อ “การขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่” นำโดยนายนฤตม์เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัยปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
นายนฤตม์กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และความคิดสร้างสรรค์ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมโครงการที่สร้างประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและมีมูลค่าสูง ที่สำคัญต้องก่อให้เกิดกระบวนการผลิตที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เช่น การส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืนด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI ระบบอัจฉริยะ และหุ่นยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนสร้างฐานผลิตในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมใหม่ อย่างเซมิคอนดักเตอร์ PCB ดิจิทัล และ AI การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะดิจิทัล การลดข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการยกระดับพัฒนา Supply Chain ของอุตสาหกรรมใหม่ให้แข็งแกร่งรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต
“แนวโน้มสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยเตรียมพร้อมรองรับผลกระทบและทำให้มั่นใจว่าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมต้องมีกระบวนการผลิตในสาระสำคัญเกิดขึ้นจริงภายในประเทศ และไม่มีการสวมสิทธิ์ พร้อมส่งเสริมให้มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงการร่วมทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ผลิตไทย นอกจากนี้ บีโอไอได้ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อลดผลกระทบจาก Global Minimum Tax โดยให้เครดิตภาษี จากการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น ด้านวิจัยและพัฒนา ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนมีภาระภาษีลดลง”นายนฤตม์ กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัยกล่าวว่า อว. ได้เตรียมแผนพัฒนาบุคลากรรองรับการสร้างอุตสาหกรรมอนาคต โดยมีเป้าหมายใน 5 ปี จะผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงจำนวน 80,000 คน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 150,000 คน และ AI 50,000 คน ผ่านการ Upskill / Reskill การจัดหลักสูตรพิเศษ Sandbox และการให้ทุนวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีแพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEM One-Stop Service ที่ร่วมกับบีโอไอในการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนที่มีการลงทุนพัฒนาบุคคลในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากนี้ยังมีกลไกของกองทุนวิจัยที่สนับสนุนการพัฒนานักวิจัยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต
ด้าน ดร.ประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ของโลกการลงทุน โดยเฉพาะความผันผวนด้านพลังงานของโลก โดยแผน PDP ฉบับใหม่ได้เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด จากร้อยละ 22.6 ในปี 2567 เป็นร้อยละ 51 ในปี 2580 หรือเพิ่มขึ้น 63,867 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ได้เตรียมแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการยกระดับพลังงานไทย เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาระบบไฟฟ้ารูปแบบใหม่ (Grid Modernization) รองรับการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าของไทยให้มีความมั่นคง มีราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการจัดทำ Direct PPA ใน 2 รูปแบบ รูปแบบแรก คือ กลไกการจัดหาพลังงานสะอาด (Utility Green Tariff : UGT) สำหรับภาคอุตสาหกรรมผ่านการไฟฟ้า รูปแบบที่สอง เปิดให้เอกชนซื้อไฟฟ้าผ่านบุคคลที่สาม (Third Party Access : TPA) โดยมีโครงการนำร่องในการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จำนวน 2,000 เมกะวัตต์ ให้กับธุรกิจ Data Center
ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ กล่าวว่า ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเติบโตบนพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัล โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2570 มูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัล จะมีสัดส่วนร้อยละ 30 ของจีดีพีและก้าวขึ้นไปอยู่ในอันดับ 30 ของประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของโลก ซึ่งในปี 2567 ไทยอยู่ในอันดับที่ 37 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน โดยปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยอยู่ในอันดับต้นๆ จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยกระทรวงดีอี พร้อมสนับสนุนความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายด้านการลงทุน โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในหลายๆ ด้าน เช่น นโยบาย “Cloud First” เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูลและบริการคลาวด์ของภูมิภาค การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมทั้งมีการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนการลงทุน เช่น การทำธุรกรรมออนไลน์ สิทธิพิเศษด้านภาษี และ
การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ
กระบองเพชร

ประวัติศาสตร์! 'วิว'โค่นมือ1โลกซิวแชมป์เวิลด์ทัวร์1000หนแรก
เดือดทั่วสหรัฐฯ! ประท้วงใหญ่ปมเจ้าหน้าที่ ICE ยิงหญิงดับ
‘เท้ง’ประกาศจุดยืน พอกันทีกับคำว่า‘เลือกใครไปก็เหมือนกัน’
'ประชาธิปัตย์' เปิดเวทีปราศรัยภูเก็ต 'อภิสิทธิ์' ชูนโยบายภูเก็ตมหานครเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่
‘อนุทิน’นำทัพภูมิใจไทย ลุยหาเสียง‘ตลาดนัดจตุจักร’ เลี่ยงตอบร่วมรัฐบาล‘โอกาสใหม่’

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี