วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
การซื้อที่อยู่อาศัยยังเป็นเรื่องยาก รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไรบ้าง??
** กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยยังซบเซา ท่ามกลางปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนในระดับสูง รายได้ครัวเรือนที่ชะลอลง ข้อจำกัดในการเข้าถึงและการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยออกไปจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ทำให้ ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง และฟื้นตัวช้าในระยะปานกลาง ท่ามกลางปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน รวมถึงการชะลอการซื้อหรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ออกไป จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างชาติ
ผลสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยปี 2569 จาก SCB EIC ที่สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 56% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจในปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 47% และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยสาเหตุของการไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย นอกเหนือจากเหตุผลหลัก ได้แก่ การมีที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว ล้วนเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น ภาระค่าใช้จ่าย ภาระหนี้ ราคาที่อยู่อาศัยที่สูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยด้านอุปสงค์เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีผู้ตอบแบบสอบถามบางส่วนลังเลที่จะเข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือตัดสินใจไม่เข้าสู่กระบวนการขอสินเชื่อตั้งแต่แรก เพราะคิดว่ามีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถขอสินเชื่อได้ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ประเมินว่าไม่มีความพร้อมทางการเงินมากพอจึงตัดสินใจไม่เข้าสู่กระบวนการยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่แรก เช่นกัน
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย และความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อเป็นสำคัญ โดยปัญหาที่ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้แก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด ได้แก่ 1. ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ซึ่งลดความสามารถในการซื้อ และชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย 2. ภาระหนี้สิน ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ และความสามารถในการชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน และ 3. ราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ซื้อได้ยาก
มาตรการช่วยเหลือหรือนโยบายสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการมากที่สุด เพื่อบรรเทาปัญหา ได้แก่ 1. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือต่ำพิเศษ (Soft loan) รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำ เพื่อช่วยกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากส่วนหนึ่ง ที่ยังพอมีความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น และ 2. มาตรการช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาการผ่อนชำระสินเชื่อ เช่น ความยืดหยุ่นในการผ่อนชำระสำหรับลูกหนี้ชั้นดี การสนับสนุนปรับโครงสร้างหนี้ หรือพักหนี้จากภาครัฐ เป็นต้น 3. มาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีความจำเป็นในการกระตุ้นกำลังซื้อกลุ่มที่ยังไม่มีความพร้อมทางการเงิน โดยกำลังซื้อกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงต้องการให้ภาครัฐคงมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ต่อไป
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีมาตรการสนับสนุนกลุ่มมีศักยภาพในการซื้อที่อยู่อาศัย แต่ยังไม่สามารถหนุนให้ตลาดกลับมาฟื้นตัว โดย SCB EIC มองว่า ต้องบรรเทาปัญหาการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้ต่ำ รวมถึงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ พร้อมกับวางนโยบายสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ให้ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
โดยในระยะสั้น ควรเน้นมาตรการช่วยเหลือผู้มีปัญหาในการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย และผู้มีปัญหาในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยเป็นหลัก เช่น การผ่อนคลายการชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือพักหนี้ ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งแม้ภาครัฐมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่อาจยังไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางที่กำลังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และโครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำของภาครัฐ เพื่อช่วยให้กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น และให้คงมาตรการที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยไว้ โดยเฉพาะมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% รวมถึงพิจารณาขยายเพดานครอบคลุมกลุ่มที่อยู่อาศัยราคามากกว่า 7 ล้านบาท หลังจากที่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลายอัตราส่วนสินเชื่อต่อราคาที่อยู่อาศัย (LTV) ไปแล้ว
ในระยะกลางถึงระยะยาว ควรเน้นมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งหนี้สิน และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารายได้ เพื่อช่วยให้กำลังซื้อตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้ที่มีการแก้ปัญหาโดยการเพิ่มรายได้ ผ่านการทยอยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยตรงในช่วงปี 2561-2563 เพื่อช่วยให้แรงงานรายได้ต่ำและคนหนุ่มสาวเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ซึ่งหากควบคู่ไปกับนโยบายการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถให้กับตลาดแรงงานก็จะยิ่งทำให้โครงสร้างรายได้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น รวมถึงการสนับสนุนให้ออมเงินระยะยาว และนำเงินออมนั้นมาผ่อนบ้านได้พร้อมให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่มีการดำเนินการแล้วในสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และแคนาดา
อีกทั้ง ควรวางนโยบายที่ช่วยสนับสนุนให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึง Mega trend เช่น นโยบายความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในสังคมผู้สูงอายุ ที่คำนึงถึงความสามารถในการเข้าถึงและการผ่อนชำระที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิมแทนการซื้อบ้านใหม่ และการสนับสนุนให้มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหรือ Community ที่เอื้อให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่อาศัยได้เอง หรืออาศัยร่วมกับช่วงวัยอื่นได้ (Intergenerational housing/community) การกำหนดนโยบายรับมือแนวโน้มการลดลงของประชากร ด้วยการสนับสนุนให้นำบ้าน/ห้องที่จะว่างมากขึ้นมาเปลี่ยนเป็นบ้าน/ห้องเช่าแทนแบบในญี่ปุ่น เป็นต้น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพผู้อาศัย เช่น การออกใบอนุญาตก่อสร้าง หรือการอนุมัติ EIA โดยมิชอบ การป้องกันการปล่อยเช่าคอนโดรายวัน เป็นต้น
** SCB EIC **

ช่อง 7HD ส่ง หลวงพ่อเสือ บู๊ฮาดราม่าครบเครื่องพร้อมลงจอ ดึง อ๊อฟ-พีพี ประชันเคมีครั้งแรก เริ่ม 31 ก.ค.นี้
รัฐย้ำ กยศ. ดูแลผู้กู้ยืมใกล้ชิด แนะปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ลดเสี่ยงถูกดำเนินคดี
แบบนี้ไม่เรียกฮั้ว? นักวิชาการสายส้ม ป้อง iLaw นัดผู้สมัคร สว. แค่ชวนคนคอเดียวกัน มาช่วยกันเลือกกันและกัน
เพจดังจวกนักวิชาการ โยงการเมืองด้อยค่ามรดกโลก วัดพระมหาธาตุฯ ชี้อย่าเหยียดคนคอน
เล้ง ทำ ทุเรียนทอด มัดใจ เชฟป้อม ได้ใจ ออกัส เต็มๆ ตกดึกหาม ใน บุพเพสันนิวาส

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี