วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ธปท.ชี้ 3 ปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจปี69 ปี2570จะเริ่มชะลอตัว
** ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดเวที Monetary Policy Forum 2/2569 ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของ ธปท.หลายท่าน มาให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจกับสื่อมวลชน ประกอบด้วย นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน
โดยสรุปแล้ว ธปท.ได้ฉายภาพรวมของเศรษฐกิจไทยขณะนี้ว่าในที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 69 ได้มีการปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงสุดเมื่อเทียบกับในตลาดขณะนี้ อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ดังกล่าวไม่ถือว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่ดี เพราะยังเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ อีกทั้งการเติบโตยังเป็นแบบไม่ทั่วถึง เพราะกระจุกตัวอยู่เฉพาะในภาคส่งออกกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น ไม่ใช่กลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยถ้าจะเรียกว่าดีได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ควรจะโตต่ำแบบนี้เป็นเวลานาน ดังนั้นภาครัฐและเอกชนต้องเข้ามาร่วมมือกันว่าทำอย่างไร จึงจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ เพราะถ้าปล่อยให้โตต่ำแบบนี้ไปนานๆ ระยะต่อไป อาจจะนำไปสู่ปัญหาเรื่องเสถียรภาพได้ นโยบายที่สำคัญสุด เป็นเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งแม้เรื่องนี้จะไม่ใช่งานหลักของ ธปท. แต่ธปท.ก็ต่อท่อ ยื่นมือไปยังภาครัฐ และเอกชน โดยหวังเรื่องโครงการรีอินเวนต์ ไทยแลนด์ ที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้
สำหรับการบริโภคภาคเอกชนปี 69 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ที่กระทบกับรายได้และค่าครองชีพ โดยกำลังซื้อของประชาชน ได้รับแรงกดดันจากรายได้ที่มีแนวโน้มชะลอลงจากผลของสงคราม และภาวะเอลนีโญ อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชนในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของมาตรการของภาครัฐ (ไทยช่วยไทยพลัส) และจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 4 อันเนื่องจากมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลง (ระยะเวลาโครงการ มิ.ย.-ก.ย.69)
ด้านการส่งออกสินค้า ประเมินว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย จะขยายตัวได้ 14% ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวสูงจากอุปสงค์ของวัฎจักรสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งการขยายฐานการผลิตในไทย สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึง data center อย่างไรก็ตามการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตดีนั้น ยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และมีแนวโน้มที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า (import content) มากขึ้น จึงทำให้อานิสงส์ของการเติบโตมีแนวโน้มน้อยกว่าอดีต
ธปท.มองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ 2.3% สูงกว่าที่เคยประมาณการไว้เดิมเมื่อเดือนเม.ย.69 ที่ระดับ 1.5% โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังมีแรงส่งดีกว่าคาดจากปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่น้อยกว่าคาด 2.วัฎจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ 3.ผลของมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังขยายตัวไม่ทั่วถึง และอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าศักยภาพ ส่วนในปี 70 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.8% ลดลงจากเดิมที่เคยประมาณการไว้ที่ระดับ 2.0%
นอกจากนี้ ธปท.มองว่านี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ 1.ความต่อเนื่องของวัฎจักรเทคโนโลยี และ AI ที่ส่งผลดีต่อการส่งออก และการลงทุนของไทย 2. พัฒนาการของสงครามตะวันออกกลางที่มีสัญญาณเชิงบวก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบโลก และแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วไป ตลอดจนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีประเด็นเรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 3.ผลของมาตรการภาครัฐต่อการบริโภค และการลงทุน
“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 69 ขยายตัวตามการส่งออกสินค้า การลงทุน และผลระยะสั้นจากมาตรการรัฐ แต่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงในปี 70 เนื่องจากผลของฐานสูงในปีนี้ แม้จะยังมีแรงส่งต่อเนื่องจากการส่งออก และการลงทุน”
ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธปท.ระบุว่าได้ปรับลดลงมาจนเหลือ 1% แล้ว โดยอยู่ต่ำเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และมองว่า การปรับนโยบายการเงินสู่ระดับปกติ (Policy Normalization) นั้น เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเติบโตได้ตามศักยภาพ โดยควรขยายตัวได้อย่างน้อย 2.7% หรือสูงกว่าระดับนี้ไปอีกระยะ ซึ่งอาจจะอยู่ที่ 3% โดยต้องติดตามรอดูฝีมือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ตั้งเป้าการเติบโตของศักยภาพเศรษฐกิจไทยไว้ว่าจะสูงกว่า 3% ภายใน 3 ปี
ส่วนภาวะการเงินโดยรวม พบว่าค่าเงินบาทโดยรวมยังมีเสถียรภาพ โดยเงินบาทตั้งแต่ต้นปี จนถึงล่าสุดอ่อนค่าไปราว 5% ซึ่งเป็นการปรับตัวอ่อนค่าตามทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่น ๆ จากการคาดการณ์การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นสำคัญ ในขณะที่สกุลเงินภูมิภาคบางสกุลมีความผันผวน และปรับอ่อนค่าเร็ว เนื่องจากมีปัจจัยเฉพาะเพิ่มเติมของแต่ละประเทศ เช่น เกาหลี อินเดีย ฯลฯ
ด้านสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ และมีที่มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวจากที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อ โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง ซึ่งต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยรวม ทรงตัวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
** กระบองเพชร**

ร่วมบริจาครายได้จาก สืบสานเพลงสุนทราภรณ์ 3 แก่ รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี
พระราชินี ทอดพระเนตรการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา
ปธน.อิหร่านฉะเดือด ตราหน้าพฤติกรรมเจ้าภาพบอลโลก ขี้โกง-รังแกคู่แข่ง ลั่นเตหะรานไม่ยอมก้มหัว
พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 5 ตำรวจ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่
ไม่ได้ไปไหน ยังทำงานทุกวัน! ศุภจี กาง ไทม์ไลน์ในรอบ 7 วันทำอะไรบ้าง?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี