วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกหลายอย่าง หากไทยจะอยู่รอดได้ภายใต้‘Trump’s Tariffs’
** เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย...ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “Trump’s Tariffs : ไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร ?” ซึ่งในเวทีเสวนาครั้งนี้ ได้มีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เข้าร่วมมากมายหลายท่าน และได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจไว้หลากหลาย
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทำไมต้องมีภาษีทรัมป์ ก็เพราะช่วงที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกามีปัญหาเยอะมาก ขาดทุนการคลังถึงปีละ 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี หนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 36 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะนี้สหรัฐฯเริ่มจะแพ้จีน และไม่เกิน 5 ปีจีนจะแซงสหรัฐฯ โดยจีนคือผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฐานการผลิตใหญ่กว่าสหรัฐฯถึง 2 เท่า และจีนมีระบบการค้าออนไลน์ที่ใหญ่กว่าสหรัฐฯถึง 3 เท่า นอกจากนี้อุตสาหกรรมหลักของโลกมี 44 อย่าง ตอนนี้จีนนำสหรัฐฯไปแล้ว 37 อย่าง เช่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่จีนเริ่มเหนือกว่า โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูง และมีเพียง 7 อย่างที่สหรัฐฯยังนำจีน สำหรับผลกระทบภาษีทรัมป์คงไม่จบในวันนี้ และยังมีผลต่อเนื่องเหมือนสึนามิ มีคลื่นอีกหลายลูก คลื่นลูกแรกที่มีผลต่อตลาดทุน ตรงนี้จบไปแล้วและไม่น่าจะมีผลอะไร แต่คลื่นลูกที่ 2 กำลังกระทบภาคผลิต เอสเอ็มอี ภาคเกษตร รวมถึงสินค้าผ่านทาง ซึ่งรัฐบาลต้องคิดให้หนักในการดูแล คลื่นลูกที่ 3 ภาษี 19% ถือว่าดีมากกับไทย ไม่กระทบต่อการย้ายฐานผลิต และคลื่นลูกที่ 4 ผลกระทบนี้จะทำให้สหรัฐฯเสียหาย เห็นได้จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ชาติอื่นอาจต้องหาสกุลเงินอื่น หรือคริปโตเคอร์เรนซีแทน
ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลทำใน 3 เรื่อง เรื่องแรกไทยจะประคองเศรษฐกิจให้ได้ เพราะมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง ต้องเยียวยาผู้ถูกกระทบและดูแลเอสเอ็มอี เพราะมีสินค้าจากจีนเข้ามาถล่มตลาดไทยล่าสุดโตถึง 28% โดยแนวทางอาจให้เกณฑ์จัดซื้อจ้างจ้างเอสเอ็มอี 50% เรื่องที่ 2 การวางรากฐานสู่อนาคต เช่น แก้อุปสรรคการค้าในประเทศ สร้างเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ลดพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ขยายตลาดใหม่ โดยจับกลุ่มอินเดีย อาเซียน และจีน มีเศรษฐกิจรวมกันเกินครึ่งของโลก เพื่อลดแรงกระแทกจากสหรัฐฯในอนาคต ส่วนเรื่องที่ 3 การวางสถานะประเทศไทยในตำแหน่งที่เหมาะสมรับกติกาโลกใหม่
ด้าน รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไทยจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปโครงสร้างภาษีการค้า และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเกี่ยวกับสินค้าเกษตรครั้งใหญ่ เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ โดยเรื่องนี้สหรัฐฯเรียกร้องมานานตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรสูงเฉลี่ย 24.3% อาหารแปรรูป 30-50% สินค้าอุตสาหกรรม 9% รวมถึงอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การขออนุญาต 19 หน่วยงาน เสียภาษีซ้ำซ้อน ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ตลอดจนโควตานำเข้า หรือล่าสุด ปี 2568 สหรัฐฯได้รายงานไทยเก็บภาษีสหรัฐฯเฉลี่ย 9.8% และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอีกมาก เช่น ห้ามนำเข้าเอทานอล การควบคุมตลาดอาหารทารก สารเร่งเนื้อแดง
สำหรับอัตราภาษีที่สหรัฐฯเก็บไทย 19% นั้น จะมีผลกระทบต่อข้าวหอมมะลิ ที่จะแข่งขันกับเวียดนามสูงต่อไป เพราะปัจจุบันไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 6 แสนตัน ซึ่งแม้ภาษีใกล้กัน แต่เวียดนามขายเพียง 600-700 ดอลลาร์ต่อตัน ถูกกว่าไทยที่คิด 900-1,200 ดอลลาร์ แต่ที่เสียเปรียบหนักคือ กุ้ง และปลาทูน่า ซึ่งผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทยต้องพึ่งตลาดสหรัฐฯถึง 39% รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางไทยก็ต้องแข่งสูง เพราะพึ่งตลาดสหรัฐฯ 31.6% ส่วนผลกระทบจากที่ไทยเปิดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 0% อาจทำให้ชาวไร่ข้าวโพดเดือดร้อน เพราะราคาในประเทศอาจต่ำลง ชาวไร่ โดยเฉพาะบนเขา ต้องเปลี่ยนอาชีพ ขณะที่เนื้อหมูคาดไทยเปิดโควตานำเข้าสหรัฐฯ 10,000 ตัน แต่มีเงื่อนไขต้องไม่มีสารเร่งเนื้อแดง และห้ามนำเข้าเครื่องในเพราะถ้านำเข้ามา อาจทำให้ผู้เลี้ยงสาหัส แต่เรื่องหมูต้องรอดูข้อสรุปอีกครั้ง
สำหรับผลไม้เมืองหนาว ผู้บริโภคไทยน่าจะได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับข้าวโพด ถั่วเหลือง ภาษี 0% จะเป็นผลดี เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าข้าวโพดปีละ 3.5-4 ล้านตัน กากถั่วเหลืองนำเข้า 3.5 ล้านตัน โดยทำให้ต้นทุนการเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ หมู โค ลดลง ผู้บริโภคซื้ออาหารในราคาถูก มลพิษการเผาลดลง ซึ่งที่ผ่านมาประมาณการผลจากกำแพงภาษีนำเข้า 6 ชนิด ทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น 12,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีการผลักไปให้ผู้บริโภค 9,000 กว่าล้านบาท แต่ถ้าหายไปตรงนี้ จะทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์
รศ.ดร.นิพนธ์ กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหา ต้องเร่งจัดการสินค้าสวมสิทธิจากจีนโดยด่วน โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ เพราะสหรัฐฯต้องการมาก รวมถึงเร่งการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม รวมทั้งแก้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ตลอดจนส่งนักเรียน ข้าราชการไปเรียนต่อสหรัฐฯเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ไทยต้องแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อคนต่างด้าว โดยดึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามา รวมถึงหาแนวทางปรับตัวระยะกลาง โดยหาตลาดใหม่ ปรับปรุงการผลิตใหม่ๆ การตั้งกองทุนปรับโครงสร้างการผลิต ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน และการวางตัวเป็นกลาง ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
สำหรับการปรับตัวภาคเกษตร ต้องเพิ่มศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน โดยลดจำนวนแรงงานภาคการเกษตรให้ไปทำงานอย่างอื่น โดยแรงงานภาคเกษตรมี 25-30% จะต้องลดให้เหลือ 7-8% โดยให้คนย้ายไปทำงานด้านอื่นๆในพื้นที่เดิม โดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน ซึ่งรัฐต้องช่วยสร้างงานใหม่ในชนบท ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างด้านเกษตรใหม่
ความคืบหน้าล่าสุดของท่าทีของรัฐบาลไทยนั้น นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ กล่าวถึงความคืบหน้าการนำข้อตกลงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ 19% ที่จะต้องมีการทำข้อตกลงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรื่องภาษีสหรัฐฯเข้าสภาฯ ว่า ยังคงต้องใช้เวลา เพราะยังมีรายละเอียดเป็นหัวข้อๆ ส่วนความคืบหน้าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ นายพิชัย กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้าปรับโครงสร้างสำเร็จคงต้องใช้เวลา เพื่อทำให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะตอนนี้เราอยู่ข้างหลัง
ส่วนจะทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ปรับตัวขึ้นที่ระดับ 3-5% หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ถ้าไม่มีอุปสรรคใดๆเพิ่มเติม น่าจะตั้งเป้าไว้อย่างนั้น แต่จริงๆแล้วเราต้องแก้ปัญหาอื่นๆที่ตนเคยพูดไว้ด้วย เพราะหากไม่ได้รับการแก้ไข โอกาสจีดีพีจะปรับตัวขึ้นไปคงลำบาก ซึ่งอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน แต่ทั้ง 2 ส่วนต้องเข้าใจภาพเดียวกัน ว่า ใครจะทำอะไร เรื่องอะไร
** กระบองเพชร**

เกรด 4.00 อาจไม่ใช่คำตอบ! ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ชี้ทางรอดเด็กไทยยุค AI 2026
แฟนคลับส่งกำลังใจ อ้ายสติ๊ก อินฟลูฯดัง หัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่ไอซียู
หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.
เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง
ร้อนปรอทแตก! ทั่วไทยร้อนจัด เตือนเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี