วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ขณะนี้โลกกำลังปั่นป่วนจากสงครามที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดขึ้นโดยการตัดสินใจของคนเพียง 1-2 คนเท่านั้น ทำให้ประชากรในโลกทุกๆ คนได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งประชาชนพี่น้องชาวไทยเราทุกคนต้องหันหน้าเข้าหากัน ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้ทุกๆ คน ประเทศ ได้รับผลกระทบที่น้อยที่สุด เพื่อที่จะให้ประเทศไทยอยู่ตลอดรอดฝั่งไปได้ในช่วงวิกฤตินี้อย่างเจ็บน้อยที่สุด
ผมพูดเสมอว่า ชีวิต คือ การบริหารความเสี่ยง ตั้งแต่เกิดจนตายเราต้องวางแผนตั้งแต่รู้เรื่อง และต้องพยายามสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยอันตรายทั้งปวง เพื่อลดผลกระทบที่ไม่ดีให้มากที่สุด การวางแผนป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ตั้งแต่ในยามสบายดี ยามสงบ จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ได้ผลมากที่สุด
และผมพูดเสมอว่า ทุกๆ คนมีหน้าที่ หน้าที่ของตนเองต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นใคร ตั้งแต่ตาสีตาสาตลอดจนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ต้องเอาเหตุผล ข้อมูลที่ถูกต้อง ประโยชน์ส่วนรวม เป็นที่ตั้ง ต้องไม่มีผลประโยชน์ของตนเอง กลุ่มแอบแฝง การที่จะทำได้เช่นนี้ ผมพูดเสมอว่าคนไทยควรมีคุณสมบัติ 4 ประการคือ เหนือสิ่งอื่นใด ต้องมีความดี เป็นคนดี ถ้าทุกๆ คนในประเทศไทยเป็นคนดี มีเหตุผล เห็นแก่ส่วนรวม ปัญหาต่างๆ ก็แทบจะหมดไป เพราะคนดี ถ้าพูดอะไรก็น่าจะเชื่อถือได้ อย่างน้อยทางด้านความปรารถนาดี คือ ไม่โกง ไม่กิน ไม่เห็นแก่ตนเอง แต่เป็นคนดีแล้วต้องเก่งด้วย เพราะมีความปรารถนาดีอย่างเดียวไม่ได้ มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจจะพังเอาได้ เป็นคนดี ถ้าไม่เก่งมาก อย่างน้อยก็ต้องเก่งคิด และเก่งคน คือ คิดเก่ง คิดทำโน่นนี่ เลือกคนที่เก่งด้านนี้มาทำงานตามความถนัด ฯลฯ
ขอสรุปนิดเดียวว่าคนดี ที่เก่ง จะต้องเก่ง 7 อย่าง คือ เก่งคิด เช่นคิดหาน้ำมันจากประเทศไหน ติดต่ออย่างไร เก่งคน เลือกคนให้เหมาะสมกับงานต่างๆ เก่งงาน เก่งเงิน เก่งเวลา เก่ง “ขาย” พูดเก่งจนประเทศนั้นๆ ขายน้ำมันให้เรา พูดเก่งจนอิหร่านให้เรือเราผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) และเก่งฟังจากทุกๆ คนทุกๆ ประเทศด้วย
ผมเห็นใจประชาชนชาวไทยผู้มีรายได้น้อยมาก เพราะรายรับเท่าเดิม (หวังว่าไม่ตกงานอีกด้วย) แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม (จากน้ำมันที่เพิ่มเงินเฟ้อ ราคาสินค้า อาหารต่างๆ ที่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเพราะการขนส่งแพงขึ้น) ฉะนั้นทุกท่านต้องรัดเข็มขัด ผมคิดว่าคงมีคนจำนวนมากที่รายจ่ายก็หมิ่นเหม่ต่อรายได้อยู่แล้วในยามปกติ อาจมีรายจ่ายพอดีๆ กับรายรับ แต่ช่วงนี้รายจ่ายจะเพิ่มขึ้น จะต้องทำอย่างไร คงต้องตัดอะไรออกไปที่ไม่จำเป็น เช่น ไม่กินอาหารนอกบ้าน ห่อข้าวไปกินเองที่ที่ทำงาน ไม่กินชา กาแฟ น้ำหวานนอกบ้าน (หรือแม้แต่ในบ้าน!?) หรือกินจุกจิก ไม่ซื้อของ เช่น เสื้อผ้าที่ไม่จำเป็น ฯลฯ แต่ขออภัย ทุกท่านคงทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ผมยังเห็นคนซื้อชา กาแฟผ่าน grab กันพอสมควร ในยามปกติผมยังไม่ซื้อกินเลย ชงเองที่
ที่ทำงาน บ้าน
ถ้างดการเดินทางได้ก็งด รัฐบาลต้องสนับสนุนการทำงานที่บ้าน สำหรับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องไป แต่คงไม่ใช่แพทย์ พยาบาล ตำรวจ ฯลฯ ทุกคนที่ใช้น้ำมัน(โดยเฉพาะดีเซล)ถ้าลดการใช้ได้ก็ลด ไปใกล้ๆ ก็เดินเอา ขับรถช้าลง (ลดปริมาณการใช้น้ำมันได้) เปิดแอร์ที่ 26 องศาเซลเซียสแทนที่จะเปิดที่ 25 องศาเซลเซียส อาจเปิดพัดลมช่วย ลดการเดินทางด้วยเครื่องบินถ้าเป็นไปได้ ใช้รถสาธารณะ กินอาหารที่มีราคาถูกและดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ไก่ (แทนเนื้อหมู เนื้อ) กินพอสมควร ไม่มากเกินไป อย่าทำเกินไปและเหลือ ถ้าเหลือก็เก็บไว้กินต่อ ซื้อของที่ผลิตจากแถวๆ นั้น ใช้ไฟฟ้าหุงต้มแทนก๊าซ (ก่อนไฟฟ้าจะขึ้นราคา!) ฯลฯ
รัฐบาลก็ต้องหาน้ำมันจากประเทศอื่นๆ ต้องเจรจาเก่ง แต่ประเทศไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว เพราะเป็นเพื่อน มิตร ต่อทุกๆ ประเทศ ประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ก็รัก เป็นมิตรกับประเทศไทย รัฐต้องพยายามหาน้ำมันจากแหล่งใหม่มาให้ได้ เก็บรักษาไว้ให้ดี กระจายน้ำมันอย่างยุติธรรมและทั่วถึง และที่สำคัญมากๆ คือ ต้องมีการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง กับประชาชนเป็นระยะๆ ถึงแม้จะเป็นข่าวไม่ค่อยดี แต่ต้องกล้าพูดความจริง คนไทยเห็นใจคนที่ตรงไปตรงมา ตั้งใจ กล้า พยายามเต็มที่อย่างโปร่งใสแล้ว ฯลฯ
ผมพูด บรรยาย เขียน สอน แพทย์และประชาชนมาเสมอว่า เราต้องเตรียมตัวสำหรับตนเองสำหรับตอนเราสูงอายุ ด้วยวิธีการ 3 วิธีการหลักๆ คือ หนึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้ตนเองทันสมัยทางด้านความรู้ ทางด้านเทคโนโลยีเสมอ สอง การออมลงทุน จนมีอิสรภาพทางการเงินก่อนเกษียณ (คือ มีรายรับเหนือรายจ่ายในแต่ละเดือนจากสินทรัพย์โดยไม่ต้องทำงาน) และสาม ต้องมีสุขภาพที่ดี คือ อายุยืนและมีสุขภาพที่ดี (ยาวทั้ง health and life span)
สำหรับการออม ลงทุน ผมแนะให้ออมทุกเดือนอย่างน้อย 15% (เห็นใจบางคนไม่มีจะกินแล้วจะให้ออมอีก แต่ขอเป็นหลักการ ว่าพยายามก็แล้วกัน) ถ้ารายจ่ายเหนือกว่ารายรับอาจทำบัญชีรายรับรายจ่าย จะได้รู้ว่าเรายังพอที่จะลดอะไรอีกไหม แล้วเก็บเงินไว้สำหรับฉุกเฉิน 1 ปี ของรายจ่ายประจำทุกเดือน เช่น สำหรับในยามยากเช่นนี้ จะได้มีเงินสำรอง ถ้าไม่มีเงินสำหรับช่วงวิกฤติอย่างนี้
เราก็จะเดือดร้อน เพราะขณะนี้รายจ่ายจะมากกว่ารายรับ แต่ถ้าเราทำตามผมแนะนำ เราก็จะยังพอไปได้อีกอย่างน้อย 12 เดือน เมื่อมีก้อนสำหรับช่วงวิกฤติแล้วจึงค่อยซื้ออะไรที่รัฐให้หักภาษีได้ แล้วจึงไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อหุ้น กองทุน ทอง บ้านให้เช่า รถให้เช่า ฯลฯ แล้วจึงบริจาคเงินให้สภากาชาดไทย หรือเพื่อการกุศลอื่นๆ เพื่อนำไปคำนวณการลดหย่อนภาษีรายได้ ฯลฯ
และการดูแลสุขภาพก็จะช่วยให้เราไม่เจ็บป่วย ซึ่งถ้าเราต้องใช้เงินเพื่อสุขภาพในช่วงนี้ก็จะเป็นการซ้ำเติมภาวะการเงินที่ไม่ดี
ยังมีต่อครับ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท
มิว นิษฐา รีวิวชีวิตคู่ 6 ปีกับ เซนต์ ลุ้นมีลูกคนที่สาม เผย มาริน-มาคิน มาเติมเต็ม
ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลฐานปฏิบัติการ เนิน 469-เนิน 741 อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
แผ่นดินไหวขนาด 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน สะเทือนไกลถึงปากีสถาน-อินเดีย
โซเชียลลุกเป็นไฟ ลิซ่า ลลิษา - เดียร์น่า ล่องเรือสุดหรู แท็กทีมแซ่บดีกรีความฮอตพุ่งปรี๊ด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี