วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569
Lifestyle Medicine หรือ เวชศาสตร์วิถีชีวิต คือ ศาสตร์การแพทย์เชิงป้องกันและรักษาที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อป้องกัน จัดการ หรือย้อนกลับ (reverse) ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันและหัวใจ ฯลฯ รวมทั้งเป็นการป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ปล่อยให้ตนเองอ้วน ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ได้มากมาย รวมทั้งมะเร็งถึง 13 ชนิด
ทั้งนี้เพราะเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าพฤติกรรมที่ไม่ดีในชีวิตประจำวันจะค่อยๆ สะสม “โรค” จนในระยะยาวจะเกิดโรคต่างๆ เรื้อรังที่ไม่ติดเชื้อ หรือ Non Communicable Diseases (NCDs) สาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิต เริ่มมีคนสนใจตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.1990-2000 ซึ่งผลงานวิจัยของคุณหมอ Dean Ornish ในปี ค.ศ.1990 แสดงว่าการปรับอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การสนับสนุนทางสังคม สามารถทำให้หลอดเลือดหัวใจที่ตีบดีขึ้นได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทำให้การแพทย์ เริ่มยอมรับแนวคิด Lifestyle Medicine ต่อมาในปี ค.ศ.2004 จึงได้มีการก่อตั้ง American College of Lifestyle Medicine (ACLM) ในปี ค.ศ.2017 เริ่มมีการฝึกอบรมและสอบ board สำหรับแพทย์ทางด้าน Lifestyle Medicine และปัจจุบันนี้มี Lifestyle Medicine Global Alliance, European Lifestyle Medicine Organization ฯลฯ
6 เสาหลักของ Lifestyle Medicine คือ โภชนาการ การเคลื่อนไหว การนอน การจัดการความเครียด การหลีกเลี่ยงสารเสพติด และความสัมพันธ์ทางสังคม (social connection)
ทั้งนี้เพราะ 70-80% ของการเสียชีวิตของชาวโลก (และไทย) มาจากโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์เองที่ไม่ดี ที่สะสมมานาน ซึ่งโดยสรุปคือเป็นโรคที่ป้องกันได้ ลดความเสี่ยงหรือทำให้เบาบางลงหรือย้อนกลับได้บ้าง แต่ดีที่สุดคือ การมีพฤติกรรมที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย ตั้งแต่ตอนที่ร่างกายยังดี ยังสบาย ยังแข็งแรงอยู่ ดีกว่าเป็นโรคหัวใจแล้วค่อยดูแล ซึ่งถึงแม้ดีกว่าไม่ทำเลย แต่สู้ทำตั้งแต่ก่อนเป็นโรคไม่ได้ รวมทั้งจะเป็นการประหยัดเงินทอง การเสียเวลาไปหาแพทย์ การเจ็บป่วย การเสียชีวิต ฯลฯ
Lifestyle Medicine ถือได้ว่าเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุ ซึ่งดีกว่าเป็นโรคแล้วต้องกินยา รักษาด้วยการผ่าตัด หรืออื่นๆ ซึ่งทั้งมีราคาแพง อาจได้หรือไม่ได้ผล รวมทั้งอาจมีผลข้างเคียงอีกด้วย
ส่วนตัวผม ผมมีความเห็นว่าเวชศาสตร์วิถีชีวิต หรือความรู้ทางด้านพฤติกรรมเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ แนวทางปฏิบัติของแพทย์แผนปัจจุบันอยู่แล้ว แพทย์ทุกคนเวลาดูผู้ป่วยเมื่อวินิจฉัยโรคจะให้แนวทางการรักษา ฯลฯ แล้ว ควรให้การแนะนำเรื่องการฟื้นฟู ป้องกันการกลับมาใหม่ของโรคนี้ด้วย รวมทั้งในการตรวจวินิจฉัยโรค ควรต้องถามเกี่ยวกับการกิน การนอน การออกกำลังกาย การมีเพศสัมพันธ์ ความเครียด บุหรี่ เหล้า งานอดิเรก (ความสัมพันธ์ทางสังคม) ความสูง น้ำหนักตัวขึ้นหรือลง รวมทั้งเพื่อหา BMI-Body Mass Index หรือดัชนีมวลกาย ขนาดของพุง ประจำเดือนในสุภาพสตรี การขับถ่าย ปัสสาวะ อุจจาระ ฯลฯ อยู่แล้ว ซึ่งผมก็พยายามทำแบบนี้มาตลอด จำได้ว่าช่วงที่ทำร้านคลินิก(ก่อนหยุดตอนอายุ 38 ปี) ที่ร้านผมมีที่ชั่งน้ำหนัก ส่วนสูง (เพื่อหา BMI) ความดันชีพจร ฯลฯ สำหรับตรวจผู้ป่วยทุกคน เพื่อเป็นการคัดกรองบางอย่าง และนอกจากดูแลผู้ป่วยที่มาหาและแนะนำพฤติกรรมที่เหมาะสมแล้ว แพทย์ยังควรให้ความรู้แก่ประชาชนในด้านการป้องกันโรคต่างๆ อีกด้วย หรือที่เราเรียกว่าการให้บริการทางวิชาการ เช่น แนะนำการกิน การออกกำลังกาย ซึ่งผมเองทำมาหลายสิบปี (คงเกือบ 50 ปีมั้ง) ทั้งเขียนในหนังสือพิมพ์ หนังสือ ออกวิทยุ ทีวีบ้าง บรรยายให้ประชาชนฟังเป็นร้อยๆ ครั้ง รวมทั้งมีหลายสาขาแพทย์ต่างสถาบันที่ให้ความรู้แก่ประชาชน หลักการของการให้ความรู้แก่ประชาชนคือ ให้ความรู้เรื่องป้องกันโรคต่างๆ และการสร้างเสริมสุขภาพด้วย เสร็จแล้วถึงแม้ป้องกันแล้ว ถ้ามีอาการต่างๆ ควรรีบไปหาแพทย์แต่เนิ่นๆ และจะได้พอมีความรู้ที่จะเข้าใจว่าทำไมแพทย์จึงทำตามนั้น จะได้วินิจฉัยโรค รักษาได้แต่เนิ่นๆ และให้ความร่วมมือกับแพทย์เป็นอย่างดีในการรักษาตนเอง
แต่ที่แพทย์มักทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ โดยเฉพาะใน รพ.รัฐบาล เพราะไม่ค่อยมีเวลา มีผู้ป่วยมาก มีแพทย์น้อย เวลาที่เอาไปใช้ในการวินิจฉัย รักษา ก็แทบหมดแล้ว จึงไม่มีเวลาที่จะไปแนะนำพฤติกรรมต่างๆ ที่ควรจะแนะนำเลย แต่มีทางออก คือ การมีป้ายหรือวิดีโอต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมชีวิตที่ดี เช่น การกิน การออกกำลังกาย ในห้องที่ผู้ป่วยนั่งรอก่อนและหลังพบแพทย์
สำหรับผมตอนที่สาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิตออกมาใหม่ๆ ผมยังงงว่าทำไมต้องมี เพราะผมสอน ปฏิบัติมานานแล้ว และแพทย์ทุกคนต้องทำอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าพอรักษาโรคหนึ่งโรคใดเสร็จแล้วส่งต่อไปให้แพทย์เวชศาสตร์วิถีชีวิตจัดการต่อ แต่ว่าเราต้องมีหมอมากกว่านี้ ให้เวลาผู้ป่วยคนละ 30 นาทีจะเป็นการดีที่สุด เมื่อเรามีแพทย์เพียงพอ
ยอมรับว่าความรู้ทางด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิตสำคัญ แต่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของหลักสูตรแพทยศาสตร์ธรรมดาๆ เท่านั้น ที่แพทย์ทุกคนต้องรู้และปฏิบัติตาม แต่การป้องกัน ฟื้นฟูโรคนั้น ความจริงมีมากกว่า 6 เสาหลัก เช่น การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย การฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ การป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน การหกล้ม ป้องกัน หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษ เช่น PM2.5 ซึ่งสามารถทำให้เป็นโรคมะเร็งปอด ปอดอักเสบเรื้อรัง โรคหลอดเลือดหัวใจ สมอง ฯลฯ ได้ด้วย
ผมว่าเราชักมีสาขา อนุสาขาทางการแพทย์มากไป(หรือเปล่า?)
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

วันตัดสินแชมป์!ปืนใหญ่ยกพลชนเรือเดิมพันฝูง
โก๊ะตี๋ เปิดใจ รักต่างวัย 24 ปี น้องใบมิ้นต์ หลังชีวิตพัง 9 เดือน เคลียร์ดรามาฝ่ายหญิงคบหวังเงิน
ลอบยิงอดีตตำรวจ ลูกเขยอดีตนายก อบต. กลางสะพานสายบุรี ปัตตานี
ยูทูบ สั่งปิดช่องกลุ่มหนุนอิหร่าน ใช้เอไอสร้างเลโก้ล้อเลียนทรัมป์ จับโป๊ะเชื่อมโยงรัฐบาลเตหะราน
ลูกเห็บถล่มดอยอ่างขาง ทำพื้นที่ขาวโพลนเหมือนดั่งหิมะ (คลิป)

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี