วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569
โครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”วันแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือว่า“วิน วิน”กันโดยถ้วนทั่ว กระแสตอบรับของผู้ซื้อเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อยที่เข้าร่วมโครงการ“ยิ้มแก้มบาน”กันเป็นแถว
เพียงแค่ 3 ชั่วโมงแรกของการเปิดระบบ มียอดการใช้จ่ายทะลุ 170 ล้านบาท และตลอดทั้งวันมีเม็ดเงินสะพัดจากยอดผู้ใช้สิทธิกว่า8.7 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนสำเร็จทั้งหมด 26.04 ล้านคน ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันทีกว่า 2 พันล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”จะสิ้นสุดสิ้นเดือนกันยายน 2569 รวมเวลา 4 เดือน โดยประชาชนผู้ได้รับสิทธิตามโครงการนี้ สามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 ระหว่างหกโมงเช้าถึงห้าทุ่มผ่าน“แอปเป๋าตัง”
สำหรับรายละเอียดของโครงการ เพื่อมองให้เห็นภาพแบบคิดง่ายๆ ตามนี้ เมื่อรัฐช่วยออก 60 เปอร์เซ็นต์ ผู้ได้รับสิทธิก็ต้องเติมเงินตนเองเข้าไป 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเท่ากับว่าเดือนหนึ่งแต่ละคนมียอดเงินที่ใช้ได้จริง 1,667 บาท โดยรัฐจ่ายให้ 1 พันบาท ผู้ได้รับสิทธิเติมเงินของตนเองเพิ่มเข้าไป 667 บาท
หากคิดเป็นวัน ก็เท่ากับว่ามียอดเงินที่ใช้จ่ายได้สูงสุดจำนวน 333 บาทต่อวัน จากการที่รัฐออกให้สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และประชาชนผู้ได้รับสิทธิออกเอง คือเติมเงินของตนเองเพิ่มเข้าไป 133 บาทต่อวัน
ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งรัฐตั้งเป้าไว้ประมาณ 1 ล้านราย มีวงเงินช่วยเหลือไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาทนั้น นอกเหนือจากที่ลงทะเบียนสำเร็จ 7.2 แสนราย ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัครและยืนยันสิทธิอีกประมาณ 3.29 แสนราย
โดยที่ในจำนวน 3.29 แสนรายดังกล่าวนั้น ในส่วนของร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่งพลัส”สมัยรัฐบาล“อนุทิน 1” สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่งพลัส”สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
สรุปก็คือ โครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่“พูดแล้วทำพลัส”ตรงปกตรงประเด็น สามารถช่วยเพิ่มยอดขาย กระตุ้นการใช้จ่าย และฟื้นฟูกำลังซื้อได้ตามเป้าที่รัฐบาลวางไว้
สำคัญที่สุดก็คือ โครงการนี้สามารถลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กรายน้อย มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องพร้อมกันไปด้วย
ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งประชาชนผู้ได้รับสิทธิจะมีวงเงินให้จับจ่ายใช้สอยทั้งสิ้น 6,667 บาท โดยรัฐช่วยออก 4 พันบาท และผู้ได้รับสิทธิออกเอง 2,667 บาทนั้น ถ้าหากครอบครัวไหนมีสมาชิกในบ้านได้รับสิทธิหลายคน ก็สามารถประหยัดเงิน และลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันได้มากทีเดียว
ขณะที่ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กรายน้อยที่เข้าร่วมโครงการ ก็ได้“อานิสงส์”เต็มๆ ซึ่งฟังได้จากเสียงสะท้อนของพ่อค้าแม่ค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าตั้งแต่นาทีแรกที่เปิดระบบ บางรายเตรียมของมาขายเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยขายตามปกติ ก็ปรากฏว่าไม่ถึง 2 ชั่วโมงของที่เตรียมมาขายหมดเกลี้ยง
ที่น่ายินดีที่สุดก็คือ ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กรายน้อยได้เรียนรู้ทักษะใหม่ และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการค้าขายในยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมจากโครงการนี้ไปโดยปริยาย
อย่างน้อยระบบ AI เช่น “นกกระซิบ”ที่ถูกนำมาใช้งานบนแอปพลิเคชัน“ถุงเงิน” เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขายและพฤติกรรมผู้บริโภคก็สามารถทำให้ร้านค้ารายเล็กรายน้อยประเภท“คุณป้า-คุณยาย”สามารถวางแผนการตลาด และปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างมืออาชีพแบบก้าวกระโดดอีกด้วย
บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่า เมื่อรัฐบาลทำดีก็ย่อมต้องได้รับเสียงชื่นชม !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

คอหนังห้ามพลาด เดอะ เซลส์แมน แค้นนี้ต้องชำระ ดราม่าคุณภาพระดับโลก ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24
สะเทือนเอเชีย ซีรีส์วายฟอร์มยักษ์ PAYBACK The Series ส่ง ท็อปแท็ป-มินลี เดินเกมแค้นแฉวงการมายา
เก้า นพเก้า เตรียมโกอินเตอร์ปลายปี แย้มโปรเจกต์พิเศษรอคอนเฟิร์ม
แซ่บสะเทือนไทย! Bangkok Pride 2026 สะบัดธงสีรุ้ง 500 เมตรกลางกรุง
ZENTYARB ส่งซิงเกิลใหม่ ยินดีให้บริการ เสิร์ฟความคลั่งรักระดับโปรสุดพิเศษ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี