วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
โครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”วันแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือว่า“วิน วิน”กันโดยถ้วนทั่ว กระแสตอบรับของผู้ซื้อเป็นไปอย่างคึกคัก พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อยที่เข้าร่วมโครงการ“ยิ้มแก้มบาน”กันเป็นแถว
เพียงแค่ 3 ชั่วโมงแรกของการเปิดระบบ มียอดการใช้จ่ายทะลุ 170 ล้านบาท และตลอดทั้งวันมีเม็ดเงินสะพัดจากยอดผู้ใช้สิทธิกว่า8.7 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนสำเร็จทั้งหมด 26.04 ล้านคน ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันทีกว่า 2 พันล้านบาท
ทั้งนี้ โครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”จะสิ้นสุดสิ้นเดือนกันยายน 2569 รวมเวลา 4 เดือน โดยประชาชนผู้ได้รับสิทธิตามโครงการนี้ สามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 ระหว่างหกโมงเช้าถึงห้าทุ่มผ่าน“แอปเป๋าตัง”
สำหรับรายละเอียดของโครงการ เพื่อมองให้เห็นภาพแบบคิดง่ายๆ ตามนี้ เมื่อรัฐช่วยออก 60 เปอร์เซ็นต์ ผู้ได้รับสิทธิก็ต้องเติมเงินตนเองเข้าไป 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเท่ากับว่าเดือนหนึ่งแต่ละคนมียอดเงินที่ใช้ได้จริง 1,667 บาท โดยรัฐจ่ายให้ 1 พันบาท ผู้ได้รับสิทธิเติมเงินของตนเองเพิ่มเข้าไป 667 บาท
หากคิดเป็นวัน ก็เท่ากับว่ามียอดเงินที่ใช้จ่ายได้สูงสุดจำนวน 333 บาทต่อวัน จากการที่รัฐออกให้สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และประชาชนผู้ได้รับสิทธิออกเอง คือเติมเงินของตนเองเพิ่มเข้าไป 133 บาทต่อวัน
ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งรัฐตั้งเป้าไว้ประมาณ 1 ล้านราย มีวงเงินช่วยเหลือไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาทนั้น นอกเหนือจากที่ลงทะเบียนสำเร็จ 7.2 แสนราย ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัครและยืนยันสิทธิอีกประมาณ 3.29 แสนราย
โดยที่ในจำนวน 3.29 แสนรายดังกล่าวนั้น ในส่วนของร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่งพลัส”สมัยรัฐบาล“อนุทิน 1” สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่งพลัส”สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
สรุปก็คือ โครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่“พูดแล้วทำพลัส”ตรงปกตรงประเด็น สามารถช่วยเพิ่มยอดขาย กระตุ้นการใช้จ่าย และฟื้นฟูกำลังซื้อได้ตามเป้าที่รัฐบาลวางไว้
สำคัญที่สุดก็คือ โครงการนี้สามารถลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กรายน้อย มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องพร้อมกันไปด้วย
ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งประชาชนผู้ได้รับสิทธิจะมีวงเงินให้จับจ่ายใช้สอยทั้งสิ้น 6,667 บาท โดยรัฐช่วยออก 4 พันบาท และผู้ได้รับสิทธิออกเอง 2,667 บาทนั้น ถ้าหากครอบครัวไหนมีสมาชิกในบ้านได้รับสิทธิหลายคน ก็สามารถประหยัดเงิน และลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันได้มากทีเดียว
ขณะที่ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กรายน้อยที่เข้าร่วมโครงการ ก็ได้“อานิสงส์”เต็มๆ ซึ่งฟังได้จากเสียงสะท้อนของพ่อค้าแม่ค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าตั้งแต่นาทีแรกที่เปิดระบบ บางรายเตรียมของมาขายเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยขายตามปกติ ก็ปรากฏว่าไม่ถึง 2 ชั่วโมงของที่เตรียมมาขายหมดเกลี้ยง
ที่น่ายินดีที่สุดก็คือ ผู้ประกอบการร้านค้ารายเล็กรายน้อยได้เรียนรู้ทักษะใหม่ และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการค้าขายในยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมจากโครงการนี้ไปโดยปริยาย
อย่างน้อยระบบ AI เช่น “นกกระซิบ”ที่ถูกนำมาใช้งานบนแอปพลิเคชัน“ถุงเงิน” เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขายและพฤติกรรมผู้บริโภคก็สามารถทำให้ร้านค้ารายเล็กรายน้อยประเภท“คุณป้า-คุณยาย”สามารถวางแผนการตลาด และปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างมืออาชีพแบบก้าวกระโดดอีกด้วย
บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่า เมื่อรัฐบาลทำดีก็ย่อมต้องได้รับเสียงชื่นชม !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน
เปิดรายชื่อ 50 คอนโดดังเสี่ยงอันตราย ไร้ทางรถดับเพลิง จี้แก้หลายรอบแต่ยังไร้ผล
แม่แก้ว ขึ้นแท่นนางเอก MV อวดลีลาร่ายรำสุดงดงาม ถวายองค์พญานาค
'ร.19' โชว์ศักยภาพศูนย์ฝึกโดรน พร้อมแลกเปลี่ยนนวัตกรรมโดรนร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่น
เปิดโปรแกรมลดน้ำหนักสุดโหด ณเดชน์ ยอมซูบผอม ร่างกายกร้าน สวมบทอดีตนักทวงหนี้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี