วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ในเวลาที่สำนักโพลต่างๆ และสื่อแนวร่วม กำลังวาง “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ไว้บนเส้นมาตรฐาน ตัวเก็งผู้ว่าฯกทม. สมัยที่สอง ชนิดที่ไม่ว่าจะมีผู้สมัครในตำแหน่งนี้อีกกี่ราย สื่อก็ใช้ “ชัชชาติ” กดผู้สมัครเหล่านั้นลงไปในระดับที่ต่ำกว่าตลอด แต่ไม่มีการตรวจสอบ “การทำงาน” ตลอด 4 ปี ที่ผ่านมาของนายชัชชาติเลย
ทว่า 2 มิถุนายน 2569 อาจเป็น“วันเปิดโลก” เมื่อนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส. กทม. พรรคเพื่อไทย ออกมา “ชี้เบาะแส” และตั้งคำถามถึง “ประสิทธิภาพ” ในการทำงาน และ “ความโปร่งใส” ในการใช้อำนาจ ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯกทม. ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
1) เปิดประเด็น ‘เต้าไต่ ผัวน้อยผจญภัย’ โยกย้ายไม่เป็นธรรม
ในรายการ “แนวหน้าข่าวเที่ยง” ดำเนินรายการโดย คุณปรเมษฐ์ ภู่โต และคุณอัญชะลี ไพรีรัก นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กล่าวถึงข้อพิรุธปมแต่งตั้งโยกข้าราชการ 17 รายว่า
“ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจำนวน 17 ตำแหน่ง เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียน เนื่องจากพบเอกสารสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการคัดสรรอาจมีเจตนาพิเศษในการผลักดันกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้เข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขตและผู้ตรวจราชการ อันเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ผลการไต่สวนของคณะกรรมการวินิจฉัยระบุว่าการแต่งตั้งทั้งหมดต้องเป็นโมฆะ ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับการใช้อำนาจและการบริหารงบประมาณของข้าราชการทั้ง 17 คนที่ปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนหน้านี้
...แม้วันต่อมา ผู้ว่าฯกทม. จะมีคำสั่งให้ข้าราชการกลุ่มดังกล่าวไปช่วยราชการที่สำนักปลัดกรุงเทพมหานครเพื่อรอการปรับปรุงกระบวนการให้ถูกต้อง แต่เรื่องกลับเงียบหายไปจนกระทั่งวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามให้บุคคลทั้ง 17 คนกลับเข้ามารับตำแหน่งเดิมอีกครั้ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายจิรายุตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการใช้อำนาจบริหารของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และความจำเป็นในการเร่งรัดดำเนินการดังกล่าวในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้ง”
2) พฤติกรรม “เต้าไต่ ไต่เต้า”
ประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง คือกระแสข่าวเรื่องพฤติกรรมเชิงชู้สาว หรือการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้บริหารบางท่านใน กทม. เพื่อแลกกับการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ซึ่งนายจิรายุยืนยันว่าแม้ตนจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง แต่ได้รับข้อมูลและพยานหลักฐานจากแหล่งข่าวเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งฝากข้อคิดเห็นถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ระบบระบายน้ำและสภาพทางเท้า มากกว่าการเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากนโยบายกว่า 200 ข้อที่เคยประกาศไว้นั้น ปัจจุบันปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand นายจิรายุกล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ก็ยังคงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือผู้ว่าฯ ไลฟ์สดมากขึ้น
“ทีนี้ การแต่งตั้งโยกย้าย ทั้งผู้อำนวยการเขตก็ดี ผู้ตรวจการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง คนกรุงเทพมหานครที่เขาอยู่กันมา 4 ปี เขาอัดอั้นตันใจก็ส่งข้อมูลมาเยอะแยะมากมาย ผู้อำนวยการเขตบางคนใช้เต้าไต่จริงๆ ไปมีความสนิทชิดเชื้อ จนกระทั่งได้เหาะเหินเดินอากาศ ไปนั่งผู้อำนวยการเขตบ้าง เมื่อไม่กี่วันนี้เอง ก็มีคำสั่งเพิกถอนผู้อำนวยการเขต และผู้ตรวจราชการระดับสูง ในกทม. เกือบ 20 ตำแหน่งเลย อันนี้คนก็ไม่ค่อยรู้” นายจิรายุเผย และกล่าวว่า สัปดาห์หน้า ตนเตรียมสำนวนเรียบร้อย จะไปยื่นต่อ ป.ป.ช.เพื่อร้องเรียนให้ตรวจสอบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รู้เห็นเป็นใจ ปล่อยปละละเลยหรือไม่
2) ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ในส่วยโยธาและเทศกิจ
นายจิรายุยังได้เปิดเผยถึงปัญหาการทุจริตในระดับพื้นที่ โดยชี้ว่าในปัจจุบันผู้อำนวยการเขตจำนวนมากมีความต้องการที่จะย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่ชั้นนอก เช่น เขตคลองสามวา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีการก่อสร้างอาคารและโรงงานเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่ายังคงพบปัญหาการเรียกรับสินบนหรือ “ส่วยโยธา” มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในส่วนของงานเทศกิจ ก็มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกเก็บผลประโยชน์จากร้านค้าและป้ายโฆษณาบนทางเท้าในอัตราประมาณ 500 บาทต่อโต๊ะต่อเดือน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ประชาชนยังคงต้องเผชิญ
ทั้งนี้ นายจิรายุยืนยันว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องและเพื่อความเป็นธรรมของสังคม โดยไม่ได้มีเจตนาทางการเมืองเพื่อกลั่นแกล้งผู้ใด ซึ่งกระบวนการตรวจสอบขั้นต่อไป นายจิรายุมีกำหนดการที่จะนำหลักฐานทั้งหมดเข้ายื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ เพื่อให้เกิดการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสต่อไป
“วันนี้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ไม่ใช่เอาแต่ภาพลักษณ์ เอาแต่โซเชียลมีเดีย มันต้องดูหลังบ้านขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปหลายเป็นบ้องกัญชา? ไม่ใช่การดิสเครดิต แต่เป็นการบอกอีกมุมหนึ่งว่า4 ปีที่ผ่านมา ท่านผู้ว่าฯ ได้แก้ปัญหาอะไรบ้าง ‘ส่วยโยธา’ ‘ส่วยเทศกิจ’’ ลดลงขนาดไหน ทางเท้าวันนี้ยังต้องเดินหลบหาบเร่แผงลอยไหม ชีวิตเราเป็นยังไงในกทม.” นายจิรายุกล่าว
3) “กลุ่มหลังบ้าน” กับปฏิบัติการลวงโลก “พวกนี้ไม่ใช่ฉันนะ สีมันบังเอิญเหมือนกัน”
“ท่านควรพูดไปเลยว่า ‘เฮ้ย คนพวกนี้เป็นทีมผม ที่ผมส่งลง’ คือ ทีมตัวเอง แต่กลับพูดว่า ‘ไม่ใช่’ นายจิรายุเผยว่า ตนกับท่านชัชชาตินั้น รักกันนะ ตั้งแต่สมัยที่เป็น รมว.คมนาคม ของพรรคเพื่อไทย พอมาลงผู้ว่าฯ ตนก็เชียร์ “แต่ว่าวิธีการตอนนี้ ผมว่า ท่านผู้ว่าฯ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปจะเป็นบ้องกัญชาหรือไม่ พูดให้ชัด อันดับแรก ท่านพูดไปเลย ‘กลุ่มคนสีเขียว พวกผม’ ถ้าเลือกเข้าไป ช่วยผมขับเคลื่อนนโยบาย
‘คนทำงาน’ สีเขียว ที่ท่านเสนอ เหมือนกันแม้กระทั่งโลโก้ แต่ชัชชาติทำเป็นเนียน บอกไม่ใช่
4) ต่อมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร “ขอบคุณคุณจิรายุที่ช่วยเคลียร์ จริงๆ แล้วผมกับเพื่อไทยไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน และไม่ได้เกี่ยวข้องกัน”
นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ยินดีให้ตรวจสอบทุกประเด็น การแต่งตั้งดำเนินการตามขั้นตอนของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าฯกทม.ทำหน้าที่อนุมัติตามข้อเสนอของคณะกรรมการสรรหา และเมื่อมีข้อทักท้วงจากคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม ก็ได้ยกเลิกคำสั่งและดำเนินกระบวนการสรรหาใหม่ตามคำแนะนำทุกประการ ซึ่งถือเป็นกระบวนการปกติ และไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
นายชัชชาติยังปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีการแต่งตั้งบุคลากรอย่างไม่เป็นธรรม โดยยืนยันว่าไม่เคยมีแนวปฏิบัติดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งตามความรู้ความสามารถ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายของ กทม.การวิพากษ์วิจารณ์สามารถทำได้ แต่การกล่าวหาผู้อื่นควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบคอบและใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม ทั้งนี้ ตนเองไม่กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม เนื่องจากมั่นใจว่าทุกขั้นตอนดำเนินการตามระเบียบและกระบวนการที่ถูกต้อง
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันใน กทม.นายชัชชาติยอมรับว่าเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น การนำเทคโนโลยีหรือระบบ AI มาใช้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ปัญหาหมดไปได้ แต่ต้องดำเนินการควบคู่กับการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพและการปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัย เชื่อว่าสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น ยืนยันว่าการต่อต้านการทุจริตเป็นเรื่องที่ตนเองให้ความสำคัญมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.
5) เมื่อค้นข่าวย้อนหลังไป ก็จะพบข่าวนี้
3 กุมภาพันธ์ 2566 - นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สส.คลองสามวา กทม. พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ บางชัน เขตคลองสามวา ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกับตำรวจบุกจับพร้อมเงินของกลาง กรณีรับส่วยค่ากับข้าวเด็กนักเรียนคาโรงเรียน ตนได้เปิดคลิปวิดีโอการอภิปรายในรัฐสภา ที่ระบุว่ามีการเรียกรับส่วยในโรงเรียนสังกัด กทม. จำนวนมาก ทั้งในพื้นที่รับผิดชอบของตน และอีกหลายเขต โดยในการอภิปรายระบุชัดเจน ขอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดำเนินการตรวจสอบเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่จนเข้าปีใหม่ ล่วงเลยมาจะวาเลนไทน์ก็ไม่มีการตรวจสอบใดๆ จากกรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือเชิญตนไปชี้แจง
ขอบอกว่ากรณีดังกล่าวในลักษณะเช่นนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. และได้เรียกร้องในรัฐสภา ให้นายชัชชาติพิจารณาดำเนินการ แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจะสั่งการเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงหรือตั้งกรรมการใดๆ ขึ้นมา ดังที่อภิปรายในรัฐสภา จะรอดูว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะดำเนินการอย่างไร ที่มากกว่าตกใจและไม่ใช่วัวหายจะมาล้อมคอก เพราะไม่ใช่แค่เขตคลองสามวาเพียงแค่โรงเรียนเดียวยังมีอีกหลายเขตที่มีลักษณะเช่นนี้ ผู้ว่าฯกทม. ควรทำความจริงให้ปรากฏ
นายจิรายุกล่าวอีกว่า ประชาชนให้ความคาดหวังกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ขอบอกทีมงานรอบตัวท่านบางคนอยู่มาจะ 9 เดือนลายเริ่มออก พุงเริ่มกาง คนกรุงเทพฯ หวังให้เข้ามาปัดกวาด กทม. ทั้งเรื่อง ส่วยโยธา ส่วยเทศกิจส่วยรักษา และสารพัดส่วย เรื่องบุกจับครั้งนี้ทำให้รู้สึกผิดหวังกับกรุงเทพมหานคร ทั้งๆ ที่มีการบริหารมาจะครบปีแล้ว และหากไม่ดำเนินการใดๆ ไม่ปัดกวาดบ้าน ในศาลาว่าการ กทม. หรือสำนักงานเขต จะทำให้เอง และจะนำกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการฯ ที่ตนเป็นประธาน สืบหาข้อเท็จจริง และจะนำข้อมูลทีเด็ดจำนวนมากไปร้องต่อองค์กรอิสระ เพื่อให้คนกรุงได้รู้สึกอุ่นใจมากขึ้น
สรุป : จะเห็นว่า นายจิรายุ ติดตามตรวจสอบมาตลอด จึงน่าสนใจว่า สิ่งที่นายจิรายุนำมาเปิดเผยและเตรียมร้อง ป.ป.ช.นั้น จะมีผลให้คนกทม. เดินออกจาก “กระแสชัชชาติ” มาสู่โลกแห่งการตรวจสอบการทำงานและพฤติกรรมที่ส่อว่าจะทุจริตบ้างหรือไม่ !!

สุริยะ ยันฝีมือตัวเองปิดดีลขายกุ้งให้มาเลเซีย ไม่เกี่ยวกับ ทักษิณ ปัดวัดพลัง
สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบ 12 ลำ ตรึงน่านฟ้าตะวันออกกลาง หลังเปิดฉากถล่มอิหร่านยับ 3 คืนซ้อน
อันดามันคลุ้มคลั่ง! คลื่นซัดท่าเรือบ้านน้ำเค็ม-ตัดขาดเส้นทางไปเกาะคอเขา
เช็กด่วน! ครม.ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ยกเลิก 2 เงื่อนไข ประกาศผล 17 ก.ค. นี้
อัครนันท์ ขออภัยสังคม ปมครูล่วงละเมิดเด็ก ยอมรับในอดีต โรงเรียนปิดข่าวเคลียร์กันเอง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี