ขณะนี้ สภาได้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 หลังผ่านวาระที่ 1 (รับหลักการ) มาแล้ว นอกเหนือจากการอภิปรายในสภาที่ชี้ให้เห็น ทั้งปัญหาการจัดสรรงบประมาณ ควบคู่ไปกับปัญหาของประเทศ ยังมี “เสียงสะท้อน” จาก “นอกสภา” ที่ทำให้เรามองเห็น “ปัญหาของประเทศ” ที่ต้องเร่งจัดการ แก้ไข ให้เร็วที่สุดด้วยเช่นกัน
1) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณและแผนการเงินภาครัฐในปี 2570 ว่าการจัดทำงบประมาณในปี 2570 มีข้อจำกัด เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้ในงบประมาณประจำ และมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยเงินคงคลัง และชำระหนี้คงค้าง แต่อย่างไรก็ตาม การจัดสรร “งบลงทุน” ยังคงเป็นไปตามเกณฑ์กฎหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่าย แม้ภาพรวมงบลงทุนในตัวงบประมาณจะลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 7% แต่ยังมีเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 2 แสนล้านบาท เข้ามาช่วยสนับสนุน
2) นายดนุชากล่าวอีกว่า รัฐบาลยังได้ “จัดสรรงบกลางไว้รองรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็น” เช่น การบริหารจัดการภัยแล้งและน้ำท่วม รวมถึงการเตรียมงบประมาณราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากมีการนำงบส่วนนี้ไปใช้ในโครงการที่เข้าลักษณะการลงทุน ก็จะช่วยเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้สูงขึ้นได้ในภายหลังได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีการให้ความสำคัญกับงบประมาณบูรณาการเพื่อการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณสูงถึง 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป
3) “การจัดทำงบประมาณในปีนี้แม้ว่าการจัดสรรงบลงทุนในสัดส่วนของงบประมาณจะลดลง แต่ยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายงบประมาณที่กำหนดไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 20% ของสัดส่วนงบประมาณรวม ทั้งนี้ การลงทุนโดยรวม รัฐบาลสามารถเร่งรัดการลงทุนโดยเร่งให้รัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ตามแผนที่มีเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท รวมทั้งงบกลางฯ ที่มีการตั้งไว้รองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็น สามารถทำโครงการในลักษณะการสนับสนุนการลงทุนได้ ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลยังมีเม็ดเงินที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามแผนที่วางไว้” นายดนุชา กล่าว
4) เมื่อถามว่าการที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้แถลงว่า จะลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ต่อจีดีพี ภายในปี 2572 รัฐบาลต้องเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย นายดนุชากล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวอยู่ในแผนการคลังระยะปานกลางของประเทศ ซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินหน้าตามแผนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยความเป็นไปได้ของเป้าหมายดังกล่าวขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ดีจากการลงทุนของภาคเอกชนและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการทางการเงินและการลดการขาดดุลทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากจีดีพีขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การลงทุนของภาคเอกชนเป็นตัวนำ
5) เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังได้กล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยรวมว่า ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะสวัสดิการและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรมีสัดส่วนที่สูงมากและขยายตัวต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบและไปเบียดบังพื้นที่ของงบลงทุน ดังนั้นในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องมีการพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการ เช่น ระบบประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณส่วนนี้ลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศมากขึ้น
6) เมื่อถามว่าในการจัดสรรงบประมาณให้กับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในระดับพื้นที่ที่ในปีงบประมาณนี้ลดลงเหลือประมาณ 4.2 พันล้านบาท จากเดิมประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท นายดนุชา กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจังหวัด โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างอาชีพและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานส่วนกลาง (Function) โดยมีการกำหนดกรอบวงเงินงบจังหวัดไว้ไม่เกิน 20% ของกรอบเดิม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด
7) อีกท่านหนึ่งที่ร่วมสะท้อนความเห็นและชี้ปัญหาให้ต้องเร่งบริหารจัดการ ก็คือ ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
8) ผศ.ดร.ดวงมณี เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่เพิ่งผ่านวาระแรกไปนั้น สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดทางการคลังของรัฐบาลในหลายด้าน ได้แก่
1. งบฯ ภาพรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ซึ่งน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ 1%
2. รายจ่ายประจำขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกินพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ไปถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ โดยเพิ่มจากปี 2569 ถึง 5% อีกทั้งรายจ่ายประจำหลายส่วนยังตัดทอนได้ยาก เช่น เงินเดือน/ค่าจ้างบุคลากร ฯลฯ
3. งบฯ ลงทุน คิดเป็น 20.8% ของวงเงินงบประมาณลดลงกว่า 7 หมื่นล้านบาทจากปี 2569 หรือลดลง 8.4% ซึ่งส่งผลให้งบฯ ที่จะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการขับเคลื่อนประเทศมีน้อยไปด้วย
4.ขณะที่รายได้ของประเทศกลับโตช้า จึงต้องจัดทำงบฯ แบบขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีขนาดที่ลดลงจากปี 2569 ก็ตาม โดยมีการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 7.88 แสนล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้มีขนาดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนแตะระดับสูงสุดที่ 151,200 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2570 ทำให้พื้นที่ทางการคลัง ที่จะนำงบฯ ไปใช้พัฒนายิ่งหดตัวเข้าไปอีก
และ 5. ด้านงบฯ พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ก็ยังเป็นเรื่องของการจัดซื้อ ส่งผลให้สัดส่วนงบฯ ที่จะนำไปใช้ในการอุดหนุนการวิจัย หรือสร้างนวัตกรรมขั้นสูงมีจำกัด
“ถ้าไทยยังมีโครงสร้างงบประมาณลักษณะนี้ ก็จะไม่สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดดไปได้ ไทยก็จะยังคงติดกับดักรายได้ปานกลางระดับสูงต่อไปเรื่อยๆ แม้ทางรัฐบาลจะบอกว่าจะใช้การร่วมลงทุนจากภาคเอกชนมาทดแทนเม็ดเงินของภาครัฐ แต่ก็มีความไม่แน่นอนว่าเอกชนจะเห็นความคุ้มค่า และมาลงทุนไหม ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหญ่ว่า จะสร้างแรงจูงใจได้ขนาดไหน และต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงในอีกหลายด้าน เพื่อให้นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างชาติมาลงทุน”
9) ผศ.ดร.ดวงมณี กล่าวว่า จากข้อจำกัดเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องปฏิรูปทั้งในเรื่องการจัดเก็บรายได้เพิ่ม และรื้อโครงสร้างรายจ่ายของรัฐครั้งใหญ่ เพื่อพาประเทศออกจากกับดักนี้ และเพิ่มโอกาสในการเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ โดยเพื่อการจัดเก็บรายได้เพิ่ม ควรดำเนินการใน 5 เรื่อง ประกอบด้วย
1. การขยายฐานภาษีประเภทต่างๆ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมคนที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษี แต่อยู่นอกระบบภาษีให้มากขึ้น
“การมีฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กว้างขึ้น ในอนาคตยังทำให้รัฐสามารถปรับลดอัตราภาษีเงินได้ลงมาได้อีกด้วย เพราะปัจจุบันมีคนจำนวนไม่มากที่จ่ายภาษีประเภทนี้อยู่ ทำให้อัตราภาษียังอยู่ในระดับที่สูงสำหรับมนุษย์เงินเดือน ฉะนั้น รัฐบาลจำต้องหาเครื่องมือเพื่อดึงคนเหล่านั้นเข้ามาในระบบภาษีให้ได้ และขณะเดียวกัน ควรมีการทำฐานข้อมูลรายได้ของคนในประเทศทุกคนด้วย เพราะจะช่วยในการขยายฐานภาษี และเป็นประโยชน์ในการจัดสวัสดิการในรูปแบบของ Negative Income Tax”
2.การจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ภาษีคาร์บอน ภาษีดิจิทัล ภาษีที่ดินแปลงรวมในอัตราก้าวหน้า ภาษีส่วนเพิ่มของทุน ฯลฯ
3.การพิจารณายกเลิก หรือปรับลดสิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ ให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษี
4.ด้วยข้อจำกัดการขยายตัวของรายได้ที่เติบโตช้า ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะต้องมีการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบขั้นบันได ซึ่งการขึ้นอัตราภาษี
เพียง 1% จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มถึงหลักแสนล้านบาท
5.การเก็บภาษีบนฐานทรัพย์สินต่างๆ เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรจะต้องมีการจัดเก็บให้มีความครอบคลุมมากขึ้น
“ถ้ารัฐบาลจะปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรจะต้องยกเลิกสิทธิพิเศษในการลดหย่อน/ยกเว้นภาษีสำหรับคนที่มีศักยภาพในการจ่ายภาษีไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะไม่งั้นประชาชนที่มีรายได้น้อยก็จะรู้สึกว่าต้องแบกรับภาระภาษีสูงอยู่ฝ่ายเดียว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่จะไล่บี้เก็บภาษีเพิ่มอย่างเดียว แต่รัฐต้องนำไปบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพด้วย ต้องทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะไม่งั้นคนก็ไม่เต็มใจที่จะจ่ายภาษี”
10) ผศ.ดร.ดวงมณี ชี้แนะว่า การควบคุมรายจ่าย รัฐบาลจำเป็นจะต้องดำเนินการใน 7 เรื่อง คือ
1.การทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) เพื่อตัดลดโครงการต่างๆ ที่หมดความจำเป็น ตัดงบฯ ผูกพันที่ไม่จำเป็นออกไป ทุกหน่วยงานต้องพิสูจน์ความจำเป็นของโครงการทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์ หากโครงการใดไม่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่มีประสิทธิภาพ จะต้องถูกตัดออก เพื่อดึงงบฯ ในส่วนนั้นกลับมาเป็นพื้นที่ทางการคลัง
2.การจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่าย โดยรื้องบประมาณในหน่วยงานต่างๆ ที่มีความซ้ำซ้อนกัน และหันไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการศึกษา ซึ่งสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยหากทำเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลอาจจะไม่ต้องไปเน้นการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมากก็ได้
3.ปรับเปลี่ยนระบบการจัดสรรงบฯ ให้กับหน่วยงานรัฐ เป็นการใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัดโครงการต่างๆ
4.การปฏิรูประบบการทำงาน และระบบบริการสาธารณะภาครัฐ เช่น การบริการสาธารณะควรพิจารณานำเครื่องมือดิจิทัล หรือระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น
5.การปฏิรูปอัตรากำลังคนภาครัฐ โดยหากพบว่ามีตำแหน่งไหนไม่มีความจำเป็น หรือหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน ก็อาจยุบเลิกตำแหน่งเหล่านั้น และอาจจะไปเพิ่มส่วนอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนของภาครัฐ
6.ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด รายจ่ายด้านการรักษาพยาบาล บำนาญ และสวัสดิการต่างๆ จะเพิ่มขึ้น จึงต้องพิจารณาว่า จะมีการปรับปรุงรายจ่ายเหล่านี้อย่างไร ให้มีความสอดคล้องกับฐานะทางการคลังของประเทศ ทว่า การปรับเปลี่ยนก็ต้องไม่ไปกระทบคุณภาพชีวิตของประชาชนแย่ลงด้วย
และ 7.การกระจายอำนาจทางการคลัง ผ่านการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณให้ท้องถิ่นบริหารจัดการเอง ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ
สรุป : นี่คือ ประโยชน์ที่เกิดจากการรับฟังครับ
ไม่เพียงแต่ฟังจากการอภิปรายในสภา ซึ่งต้องรับความ “มีกลิ่นของเกมการเมือง” ปนอยู่ด้วย การรับฟังเพิ่มเติมจาก “บุคคลภายนอก” ที่ “ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง” ก็ช่วย “ขยายการมองเห็น” ของเราในฐานะผู้เสียภาษีให้เห็นภาพที่กว้างขึ้น ชัดขึ้น
จึงหวังเพียงว่า กรรมาธิการที่ประชุมกันทุกวันเช้าจดเย็น จะนำข้อมูลจากภายนอกเหล่านี้ เข้าไปปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณ ผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณที่กำลังแก้ไขกันอยู่ ก่อนนำกลับมาสู่การพิจารณาและลงมติอีกครั้ง โดยสมาชิกรัฐสภา
และหวังด้วยว่า รัฐบาล สำนักงบประมาณ กระทรวงต่างๆ จะมองเห็นทั้งวิกฤตและโอกาสของชาติ ผ่านคำแนะนำทั้งหลายเหล่านี้ แล้วรีบเร่งปฏิรูป หันหัวเรือ “รัฐนาวา” นำพาประชาชนให้พ้นจากจุดเสี่ยงไปสู่ “พื้นที่ปลอดภัย” ในวันข้างหน้าให้ได้ด้วย
เพราะชีวิตของประชาชน ไม่ควรดำเนินไปแบบวันต่อวัน ปีต่อปี และมีชีวิตแบบ “ตำข้าวสารกรอกหม้อ” ไปเรื่อยๆ อย่างที่เคยบริหารจัดการกันมา!!

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี