นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลเปิดรับสมัคร “อาสาพยาบาลชุมชน” เป็นวันแรก ว่า แม้โครงการดังกล่าวจะถูกนำเสนอในฐานะการสร้างเครือข่ายดูแลสุขภาพเชิงรุกและยกระดับการดูแลสุขภาพปฐมภูมิในชุมชน แต่หากพิจารณาในรายละเอียดกลับพบหลายประเด็นที่น่ากังวล และอาจมีนัยทางการเมืองแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง
โดยชี้ว่า...
1) โครงการดังกล่าวได้รับการบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาลและมีงบประมาณปี 2570 รองรับ โดยในระยะแรกจะคัดเลือกอาสาพยาบาลชุมชนตำบลละ 1 คน ก่อนขยายผลไปสู่ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศในระยะต่อไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นประธานกรรมการคัดเลือกระดับประเทศ และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกในแต่ละพื้นที่
สำหรับผู้สมัครแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทั่วไป ซึ่งต้องผ่านการอบรม 240 ชั่วโมง ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านสุขภาพ อบรม 120 ชั่วโมง และกลุ่มพยาบาลวิชาชีพหรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ซึ่งจะอบรมเพียง 30 ชั่วโมง
2) นพ.เปรมศักดิ์ มองว่า แม้โครงการจะถูกอ้างว่าเป็นการสร้างงานและเพิ่มกำลังคนด้านสุขภาพ แต่กลับมีความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะการคัดเลือกที่ใช้วิธีสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดระบบ “เด็กฝาก” หรือการแทรกแซงจากนักการเมืองในพื้นที่
“ผมได้รับข้อมูลว่ามีการฝากคนผ่านนักการเมืองและ สส.จำนวนมาก เพราะตำบลละเพียง 1 คนเท่านั้น การคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์อย่างเดียว ย่อมเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง จนเกิดข้อครหาว่าคัดเลือกคนของฝ่ายการเมือง วางฐานทางการเมืองหรือเป็นหัวคะแนนระยะยาว เอาเปรียบพรรคฝ่ายตรงข้ามและยังใช้งบหลวงสร้างหัวคะแนนในพื้นที่” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
3) นพ.เปรมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า การขยายโครงการจากตำบลละ 1 คน ไปสู่หมู่บ้านละ1 คนในอนาคต อาจเป็นการสร้างเครือข่ายทางการเมืองขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยใช้เงินงบประมาณของรัฐเป็นเครื่องมือ
นี่อาจไม่ใช่แค่โครงการด้านสุขภาพ แต่เป็นการวางแผนสร้างฐานคะแนนทางการเมืองระดับรากหญ้า ใช้เงินหลวงสร้างแกนนำ สร้างหัวคะแนนอย่างแยบยล และเป็นการสืบทอดอำนาจทางการเมืองในอนาคต จึงขอตั้งคำถามถึงความจำเป็นของโครงการ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รวมถึงผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง หรือ Caregiver ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้านสุขภาพในชุมชนอยู่แล้ว ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนทั้งด้านภารกิจและงบประมาณ
ถ้ารัฐบาลมีงบประมาณก้อนนี้จริง เหตุใดจึงไม่นำไปช่วยโรงพยาบาลที่กำลังขาดทุน หรือสนับสนุนระบบผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่มีอยู่แล้วให้เข้มแข็งขึ้น แทนที่จะสร้างบุคลากรชุดใหม่ขึ้นมาซ้ำซ้อน และสงสัยว่าโครงสร้างการบริหารของอาสาพยาบาลชุมชน อาจก่อให้เกิดความสับสนและความขัดแย้งในการปฏิบัติงานกับหน่วยบริการสุขภาพเดิมโดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
4) นพ.เปรมศักดิ์ ยังเรียกร้องให้กรรมาธิการงบประมาณและพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบโครงการนี้อย่างละเอียด ขณะที่สังคมกำลังจับตาประเด็นทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจมีอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน กำลังดำเนินไปอย่างเงียบๆ คนอาจกำลังสนใจเรื่องอื่น แต่เรื่องนี้สำคัญกว่า เพราะเป็นการสร้างคนด้วยเงินหลวง หากปล่อยผ่านไปง่ายๆวันหนึ่งอาจกลายเป็นเครือข่ายทางการเมืองขนาดใหญ่ทั่วประเทศ
5) ก่อนหน้านี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยตอบคำถามที่ว่า “มีข้อกังวลจากหลายพื้นที่ว่าการคัดเลือกอสพ.อาจถูกใช้เป็นฐานเสียงทางการเมือง รวมถึงหากมีการเปลี่ยนรัฐบาล โครงการจะดำเนินการต่อหรือไม่” นายพัฒนากล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการอาสาพยาบาลอย่างมาก และมั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนตลอดอายุรัฐบาลชุดนี้ ส่วนอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เชื่อว่าโครงการจะยังคงเดินหน้าต่อ เพราะมีหลักเกณฑ์การคัดเลือก การอบรม และการประเมินผลที่ชัดเจน เน้นคุณภาพการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ได้เป็นโครงการที่ผูกติดกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
เมื่อถามย้ำถึงข้อครหาว่าอาจมีการคัดเลือกบุคคลเพื่อสร้างฐานเสียงให้พรรคการเมือง นายพัฒนากล่าวว่า พรรคการเมืองไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการคัดเลือก โดยจะมีคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นประธาน และมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆรวมถึงตัวแทน อสม.ร่วมพิจารณา จึงเชื่อมั่นได้ว่าการคัดเลือกจะยึดหลักคุณภาพและความโปร่งใสเป็นสำคัญ
6) รศ.ดร.วรพจน์ พรหมสัตยพรต นายกสภาการสาธารณสุขชุมชน ในฐานะตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน กล่าวถึงนโยบาย “อาสาพยาบาล” โดยตั้งข้อสังเกตผล
กระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ซึ่งทางสภาการสาธารณสุขชุมชนเข้าใจและเห็นใจในสถานการณ์ความแออัดและภาระงานที่ล้นมือของบุคลากรทางการแพทย์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การนำ “อาสาพยาบาล”เข้ามาปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยตรงนั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรัดกุมและรอบด้าน โดยเฉพาะในประเด็นขอบเขตอำนาจหน้าที่และข้อกฎหมาย ซึ่ง “การบริการสุขภาพประชาชน ไม่ใช่เพียงเรื่องของจิตอาสา แต่เป็นเรื่องของ “มาตรฐานและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ” ทั้งนี้การให้ผู้ที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาและฝึกปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ มาทำหัตถการหรือให้คำแนะนำทางสุขภาพ อาจสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและอาจเกิดปัญหาความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ตามมาหากเกิดข้อผิดพลาด”
นายกสภาการสาธารณสุขชุมชน มีข้อห่วงใยและได้ชี้แจงถึงข้อห่วงใย ดังนี้
1. ความทับซ้อนของขอบเขตงาน
ซึ่งนโยบายนี้อาจทำให้เกิดความสับสนในบทบาทหน้าที่ระหว่างอาสาพยาบาล กับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้มีภาวะพึ่งพิง (Care Giver ; CG) ที่ปฏิบัติงานในชุมชนเพื่อดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิอยู่แล้ว
2. มาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน
การประเมินอาการเจ็บป่วย การทำแผล หรือการดูแลผู้ป่วยติดเตียง จำเป็นต้องใช้ทักษะทางวิชาการที่ถูกต้อง ทั้งนี้ การอบรมระยะสั้นอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภาวะฉุกเฉินหรือโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้
3. รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและรักษาบุคลากรเดิมในระบบ
ด้วยการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น และเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรในระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ครบตามกรอบโครงสร้าง (ที่ยังคงตกหล่นอยู่) ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวจึงเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการสาธารณสุขไทยให้ยั่งยืน
สภาการสาธารณสุขชุมชน ได้เสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมต่อรัฐบาล ดังนี้
1.ยกระดับศักยภาพบุคลากรเดิม
สนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือทางแพทย์ที่ทันสมัยให้กับ รพ.สต. และหน่วยบริการปฐมภูมิ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน และกลุ่มสหวิชาชีพสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ
2.บูรณาการการทำงานร่วมกันกับ อสม.
หากต้องการดึงการมีส่วนร่วมของชุมชน ควรต่อยอดจากระบบ “อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)” ที่เข้มแข็งอยู่แล้ว โดยกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่าเป็นการ “ส่งเสริม
สุขภาพและการควบคุมป้องกันโรค” ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน และทีมสหวิชาชีพ
3.กำหนดกรอบกฎหมายให้ชัดเจน
หากยังยืนยันที่จะผลักดันนโยบายอาสาพยาบาล ซึ่งจะต้องมีการออกระเบียบ ข้อบังคับที่ระบุขอบเขตการทำงานอย่างจำกัด และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม นายกสภาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการฝ่าวิกฤตด้านสาธารณสุข เพื่อสุขภาพที่ดีของพี่น้องประชาชนต่อไป
รอดูกันว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้า หรือรับฟังเสียงทักท้วงเหล่านี้
จิตกร บุษบา

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี